โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดร.ประสาร อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ฟื้นตัวแบบ K-Shaped ย้ำนโยบายการเงิน-การคลังต้องรักษาความเชื่อมั่น ควบคู่แก้ปัญหาระยะยาว

THE STANDARD

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ดร.ประสาร อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ฟื้นตัวแบบ K-Shaped ย้ำนโยบายการเงิน-การคลังต้องรักษาความเชื่อมั่น ควบคู่แก้ปัญหาระยะยาว

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ฟื้นตัวแบบ K-Shaped แนะนโยบายการเงิน-คลังต้องรักษาความเชื่อมั่น ควบคู่แก้ปัญหาระยะยาว ชี้ ‘การศึกษา’ กุญแจสำคัญลดความเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจไทย

ประเด็นสำคัญ

  • ดร.ประสารชี้ ตลาดตราสารหนี้ไทยต้องฝ่า 3 ด่านใหญ่ในยุคปัจจุบัน

วันนี้ (30) ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับความห่วงกังวลต่อเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่า ประเด็นที่น่าห่วงมากที่สุดคือ ภาวะที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าเพื่อนบ้าน และภาวะที่เศรษฐกิจไทยโตแบบไม่ทั่วถึง (K-shaped) โดยมีเพียงบางภาคส่วนของเศรษฐกิจที่ไปได้ดีและแข็งแรง ขณะที่บางภาคส่วนของเศรษฐกิจกลับยังไม่เข้มแข็ง และประสบกับภาวะการแข่งขัน

ดร.ประสารยังระบุว่า เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ การดำเนินนโยบายการเงินและการคลัง ควรใช้ยุทธศาสตร์รักษาความเชื่อมั่นในระยะสั้น และใช้เครื่องมือต่างๆ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว

“นโยบายการเงินและการคลัง พูดในเชิงยุทธศาสตร์ก็คือ ในระยะสั้นต้องรักษาความเชื่อมั่นไว้ และในระยะยาวต้องมองว่าปัญหาเชิงโครงสร้างนี้เราจะใช้เครื่องมืออะไรเข้าไปช่วย อย่างน้อยที่สุดต้องไปในทิศทางการรักษาความเชื่อมั่นเอาไว้ก่อนเป็นพื้นฐาน แล้วหลังจากนั้นต้องดูว่าช่องทางไหนที่จะช่วยเข้าไปปรับปัญหาเชิงโครงสร้างให้ดีขึ้น ซึ่งหลายอันต้องใช้เวลา”

ดร.ประสารยังอธิบายต่อว่า นโยบายการคลังถือว่ามีน้ำหนักพอสมควรในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น นโยบายภาษีต่างๆ เป็นต้น ต่างจากนโยบายการเงินที่อาจใช้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ในระดับหนึ่ง

ดร.ประสารยังย้ำว่า ในแก้ไขปัญหาภาวะที่เศรษฐกิจไทยโตแบบไม่ทั่วถึง (K-shaped) สามารถทำได้หลายวิธี โดยเฉพาะเรื่องของการศึกษา ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีมาก เนื่องจากการศึกษาจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ด้อยโอกาส หากได้รับการศึกษาก็จะช่วยให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น เมื่อเรียนจบ ทำงานได้ก็จะมีรายได้ โดยได้ทำงานก็จะช่วยเรื่องผลิตภาพและการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศด้วย

ดร.ประสารชี้ ตลาดตราสารหนี้ไทยต้องฝ่า 3 ด่านใหญ่ในยุคปัจจุบัน

นอกจากนี้ ในงานสัมมนาประจำปีของฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) วาระครบรอบ 25 ปีของการก่อตั้งฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) และครบรอบ 30 ปีที่ฟิทช์เริ่มทำการจัดอันดับเครดิตประเทศไทย ดร.ประสารยังกล่าวว่า ฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการส่งเสริมความโปร่งใสในตลาดตราสารหนี้ไทย หลังก่อตั้งขึ้นภายใต้วิกฤตการเงินในเอเชียเมื่อปี 2540 ซึ่งในเวลานั้น ระบบการเงินของไทยพึ่งพาการปล่อยสินเชื่อของธนาคารเป็นหลัก อย่างไรก็ตามในวันนี้ มูลค่าคงค้างของตลาดตราสารหนี้ได้เติบโตขึ้นมาแตะ 18 ล้านล้านบาท หรือมีขนาดใกล้เคียงกับ GDP ของไทยแล้ว

โดยตลาดได้พัฒนาจากมูลค่าการซื้อขายในวันแรกที่เกือบ 1 ล้านบาท มาเป็นมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่สูงกว่า 1 แสนล้านบาทในปัจจุบัน นอกจากนี้ การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 3 หมื่นล้านบาทต่อปี เป็นมากกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี ทำให้ตลาดตราสารหนี้ได้กลายมาเป็นช่องทางการระดมทุนที่สำคัญสำหรับทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ โดยดึงดูดผู้ออกตราสารหนี้ภาคเอกชนกว่า 650 รายเข้าสู่ตลาดตลอดระยะเวลากว่า 30 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ดร.ประสารยังระบุว่า ในปัจจุบัน ภูมิทัศน์ของตลาดตราสารหนี้ไทยในปัจจุบันนั้นแตกต่างไปจากเมื่อ 25 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง โดยความท้าทายที่เผชิญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานตลาดเบื้องต้นอีกต่อไป แต่ยังมีความท้าทายหลัก 3 ประการ ได้แก่ (1) การบริหารจัดการคุณภาพในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูง (2) วิวัฒนาการอย่างรวดเร็วของการเงินเพื่อความยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนและคาร์บอนต่ำ และ (3) การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

ขณะที่วินเซนต์ มิลตัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) มีส่วนช่วยสนับสนุนการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ของไทย โดยส่งเสริมความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และวินัยทางการเงินให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานเครดิตสากล ทั้งนี้การเพิ่มความโปร่งใส รวมถึงการใช้ผลการจัดอันดับเครดิตจากสองสถาบันเป็นอย่างน้อยนั้นเป็นแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ใช้ในตลาดต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและกระบวนการทำงานของตลาดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...