ธนาคารโลกชี้ ธุรกิจไทยยังใช้ AI น้อยเกินไป เพียง 12% แนะรื้อกระบวนการทำงานใหม่ อย่าแค่เอามาแทนคน
ในวันที่กระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถูกยกย่องให้เป็นคลื่นลูกใหม่ที่จะเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจโลก ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกรวมถึงไทยต่างมองเห็นตัวเลขการส่งออกที่กลับมาสดใสอีกครั้ง โรงงานอิเล็กทรอนิกส์เดินเครื่องผลิตชิ้นส่วนเพื่อป้อนห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างคึกคัก จนดูเหมือนว่าภูมิภาคนี้กำลังโลดแล่นอยู่บนยอดคลื่นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่
ประเด็นสำคัญ
- เมื่อไทยเป็นแค่ ‘โรงงานผลิต’ แต่ยังไม่ใช่ ‘ผู้ใช้งาน’
- บทเรียนจาก ‘เครื่องจักรไอน้ำ’ อย่ามองแค่การแทนที่คน แต่ต้องรื้อกระบวนการทำงานใหม่
- ทักษะที่ช่วยต่อยอด AI มีงานเปิดรับมากกว่าปกติ 4-16 เท่า
- ดาบสองคมของ AI หากสะดุด เศรษฐกิจไทยอาจชะงัก
ในมุมมองของ Franziska Ohnsorge หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ภาพที่เห็นจากภายนอกอาจเป็นเพียงภาพลวงตา หากประเทศในภูมิภาคนี้ยังไม่สามารถก้าวข้ามจากการเป็นแค่ผู้รับจ้างผลิตสินค้า ไปสู่การเป็นผู้ประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีอย่างแท้จริง
Ohnsorge ได้ฉายภาพสะท้อนเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคเอเชียระหว่างการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD WEALTH ทั้งเรื่องความเสี่ยงของวัฏจักรการส่งออก ความท้าทายของสังคมสูงวัย และคำถามสำคัญที่ว่า ทำไมภาคธุรกิจไทยถึงนำ AI มาใช้จริงเพียง 12% เท่านั้น
เมื่อไทยเป็นแค่ ‘โรงงานผลิต’ แต่ยังไม่ใช่ ‘ผู้ใช้งาน’
Ohnsorge ชี้ให้เห็นเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่าง ‘การผลิตสินค้าที่รองรับ AI’ กับ ‘การนำ AI ไปใช้งานในองค์กร’ โดยเตือนว่าสิ่งที่ขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาคอยู่ในขณะนี้เป็นเพียงผลประโยชน์ระยะสั้นจากการผลิตสินค้าฮาร์ดแวร์เท่านั้น ขณะที่โอกาสระยะยาวที่แท้จริง ซึ่งก็คือการดึง AI มายกระดับประสิทธิภาพของธุรกิจ กลับเป็นจุดที่เอเชียตะวันออกยังต้องเร่งปรับตัว
ผลสำรวจระดับองค์กรของธนาคารโลกในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และสหรัฐฯ เผยให้เห็นตัวเลขช่องว่างที่ชัดเจน ขณะที่บริษัทในสหรัฐฯ มีอัตราการนำ AI มาใช้ในองค์กรสูงถึง 43% และอินเดียอยู่ที่ 23% ประเทศไทยกลับมีภาคธุรกิจที่นำ AI ไปใช้งานจริงเพียง 12% เท่านั้น
อุปสรรคสำคัญไม่ได้มีเพียงเรื่องต้นทุนของเทคโนโลยีที่สูงก่อนหน้านี้ และเพิ่งจะเริ่มลดลงจนธุรกิจต่างๆ เข้าถึงได้ง่ายขึ้นในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา หรือความกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูลเท่านั้น แต่ปัญหาคือ การขาดความคุ้นเคยและองค์ความรู้ จนส่งผลให้บริษัทในกลุ่มตัวอย่างกว่า 80% ระบุว่าตนเองไม่คาดหวังว่า AI จะช่วยเพิ่มผลผลิตหรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้เลย
“พวกเขาแค่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับมันดี ตอนนี้มันเพิ่งผ่านไปแค่ปีหรือปีครึ่ง จึงยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่เมื่อใดที่พวกเขาค้นพบวิธีใช้งาน เมื่อนั้นแหละที่เราจะได้เห็นการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพอย่างมหาศาลจากการใช้ AI อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่จากการผลิตสินค้าเพื่อป้อนตลาดโลก” Ohnsorge กล่าว
ผลสำรวจของธนาคารโลกพบว่า มีบริษัทส่วนน้อยราว 10% กว่าๆ ที่คาดว่าจะได้ผลิตภาพเพิ่มขึ้นมหาศาลตั้งแต่ 20% ขึ้นไป Ohnsorge ชี้ว่าหากขยายกลุ่มนี้ได้อีกเพียง 10-20% ของบริษัททั้งหมด จะส่งผลต่อผลิตภาพอย่างมหาศาล และสะท้อนออกมาในตัวเลขระดับประเทศด้วย
โจทย์นี้สำคัญกับไทยเป็นพิเศษ ในกรณีฐาน ธนาคารโลกคาดการณ์เศรษฐกิจไทยจะเติบโต 2.3% และ 2.4% ในอีก 2 ปีข้างหน้า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ราว 4.25-4.5% ซึ่ง Ohnsorge ชี้ว่าเป็นแบบนี้มาหลายปีแล้ว และเมื่อประชากรวัยทำงานของไทยเริ่มหดตัว การเติบโตจึงต้องพึ่งการเพิ่มผลิตภาพมากขึ้น ผ่าน 2 ทาง คือเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้ทุกคนทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งเธอหวังว่า AI จะเป็นตัวขับเคลื่อน และการจัดสรรแรงงาน ทุน และที่ดินให้มีประสิทธิภาพขึ้นผ่านนโยบายส่งเสริมการแข่งขัน
บทเรียนจาก ‘เครื่องจักรไอน้ำ’ อย่ามองแค่การแทนที่คน แต่ต้องรื้อกระบวนการทำงานใหม่
Ohnsorge ได้หยิบยกประวัติศาสตร์การปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 200 ปีก่อนมาเปรียบเทียบ ในยุคที่เครื่องจักรไอน้ำถือกำเนิดขึ้น ในช่วงแรกเริ่ม เจ้าของโรงงานทำเพียงแค่การนำเครื่องจักรมาตั้งแทนที่ช่างทอผ้าทีละคน ซึ่งแม้จะช่วยทุ่นแรงได้บ้าง แต่ผลผลิตโดยรวมของโรงงานแทบไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
แต่จุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจที่แท้จริงเกิดขึ้นในวันที่โรงงานยอมรื้อและจัดระเบียบกระบวนการทำงานใหม่ทั้งหมด (Reshaping the Workflow) โดยเชื่อมต่อทุกขั้นตอนการผลิตให้สอดประสานไปกับขีดความสามารถของเครื่องจักรอย่างเป็นระบบ
“สิ่งที่จำเป็นสำหรับ AI ในวันนี้ก็เหมือนกัน มันไม่ใช่แค่การเอา AI ไปวางแทนที่หน้าที่ของคนคนหนึ่งในออฟฟิศ แต่คุณต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของทั้งบริษัทใหม่ทั้งหมด นั่นคือจุดที่ผลประโยชน์มหาศาลจะเกิดขึ้น และแน่นอนว่ากระบวนการนี้ต้องใช้เวลา” Ohnsorge เน้นย้ำ
การที่ธุรกิจไทยจะก้าวข้ามกับดักนี้ได้ จึงไม่ใช่เรื่องของการซื้อโปรแกรม AI มาให้พนักงานทดลองใช้ แต่เป็นการที่ผู้บริหารต้องมองเห็นภาพรวมขององค์กร แล้วกล้าออกแบบขั้นตอนการทำงานใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เพื่อให้เทคโนโลยีผสานเข้ากับแกนกลางของธุรกิจอย่างแท้จริง
ทักษะที่ช่วยต่อยอด AI มีงานเปิดรับมากกว่าปกติ 4-16 เท่า
Ohnsorge เปิดเผยถึงงานวิจัยของธนาคารโลกว่า เมื่อเจาะลึกไปยังฐานข้อมูลการประกาศรับสมัครงานนับล้านตำแหน่งทั่วโลก พบว่าบริษัทที่เปิดรับตำแหน่งงานที่ต้องใช้ทักษะ AI ไม่ได้มองหาเพียงแค่โปรแกรมเมอร์หรือวิศวกรซอฟต์แวร์ขั้นสูงเท่านั้น แต่ในงานที่เปิดรับสมัครเหล่านี้ กลับระบุความต้องการทักษะพื้นฐาน (Foundational Skills) สูงกว่าประกาศรับสมัครงานทั่วไปถึง 4–16 เท่า
ทักษะพื้นฐานที่นายจ้างตามหาไม่ได้มีความซับซ้อน แต่ประกอบด้วยทักษะเชิงปริมาณและการคิดวิเคราะห์ เช่น ความเข้าใจด้านคณิตศาสตร์ ตรรกะเหตุผล และการคิดเชิงวิพากษ์ ควบคู่ไปกับทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล เช่น ความสามารถในการนำเสนอ และการเจรจาสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างเข้าใจ
Ohnsorge ชี้ว่า ทักษะพื้นฐานเหล่านี้เองที่เป็นตัวแปรชี้วัดว่า พนักงานคนนั้นจะสามารถดึงศักยภาพของ AI มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการทำงานได้หรือไม่ ยิ่งแรงงานมีทักษะการคิดและการสื่อสารที่แข็งแรงมากเท่าไร การทำงานร่วมกับ AI ก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น
ดาบสองคมของ AI หากสะดุด เศรษฐกิจไทยอาจชะงัก
เมื่อหันกลับมามองตัวเลขเศรษฐกิจไทย ธนาคารโลกประเมินว่าการเติบโตของ GDP ไทยในอีกสองปีข้างหน้าจะเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 2.3% และ 2.4% ซึ่งนับว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่คาดว่าจะขยายตัวได้ราว 4.25% – 4.5%
ความน่ากังวลอยู่ที่แรงส่งหลักของไทยในปัจจุบันยังคงพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก หากวันใดที่กระแสการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกเริ่มชะลอตัว หรือตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเกิดการปรับฐานราคาลง ผลกระทบจะส่งผ่านมายังไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งผ่านช่องทางตลาดการเงินและช่องทางการค้าที่ห่วงโซ่อุปทานฮาร์ดแวร์จะหยุดชะงักลงทันที
“หากวัฏจักร AI ของโลกชะลอตัวลง เอเชียตะวันออกจะเป็นภูมิภาคที่เปราะบางและได้รับผลกระทบหนักกว่าที่อื่น เพราะสินค้าจำนวนมหาศาลที่ป้อนให้กับการลงทุน AI ทั่วโลกผลิตมาจากภูมิภาคนี้” Ohnsorge เตือนถึงความเสี่ยง
ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยกำลังเผชิญกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่รุนแรงกว่าเพื่อนบ้าน นั่นคือประชากรวัยแรงงานที่กำลังหดตัวลง ไทยไม่สามารถใช้วิธีเดิมๆ ในการเพิ่มจำนวนแรงงานเข้าสู่ระบบเพื่อปั๊มตัวเลข GDP ได้อีกต่อไป
ทางรอดคือการเร่งเพิ่มผลิตภาพต่อหัวให้สูงขึ้น ซึ่งต้องอาศัยการผลักดันให้เกิดการใช้เทคโนโลยีอย่าง AI ควบคู่ไปกับการปฏิรูปนโยบายการแข่งขันทางการค้า เพื่อเปิดทางให้เกิดการจัดสรรทรัพยากร ทั้งเงินทุนและแรงงาน ให้สามารถเคลื่อนย้ายจากธุรกิจเดิมที่ไร้ประสิทธิภาพ ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่สร้างมูลค่าได้สูงกว่าได้อย่างเสรี
ภาพ:Shutterstock / IM Imagery