โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธนาคารโลกชี้ ธุรกิจไทยยังใช้ AI น้อยเกินไป เพียง 12% แนะรื้อกระบวนการทำงานใหม่ อย่าแค่เอามาแทนคน

THE STANDARD

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ธนาคารโลกชี้ ธุรกิจไทยยังใช้ AI น้อยเกินไป เพียง 12% แนะรื้อกระบวนการทำงานใหม่ อย่าแค่เอามาแทนคน

ในวันที่กระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถูกยกย่องให้เป็นคลื่นลูกใหม่ที่จะเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจโลก ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกรวมถึงไทยต่างมองเห็นตัวเลขการส่งออกที่กลับมาสดใสอีกครั้ง โรงงานอิเล็กทรอนิกส์เดินเครื่องผลิตชิ้นส่วนเพื่อป้อนห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างคึกคัก จนดูเหมือนว่าภูมิภาคนี้กำลังโลดแล่นอยู่บนยอดคลื่นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่

ประเด็นสำคัญ

  • เมื่อไทยเป็นแค่ ‘โรงงานผลิต’ แต่ยังไม่ใช่ ‘ผู้ใช้งาน’
  • บทเรียนจาก ‘เครื่องจักรไอน้ำ’ อย่ามองแค่การแทนที่คน แต่ต้องรื้อกระบวนการทำงานใหม่
  • ทักษะที่ช่วยต่อยอด AI มีงานเปิดรับมากกว่าปกติ 4-16 เท่า
  • ดาบสองคมของ AI หากสะดุด เศรษฐกิจไทยอาจชะงัก

ในมุมมองของ Franziska Ohnsorge หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ภาพที่เห็นจากภายนอกอาจเป็นเพียงภาพลวงตา หากประเทศในภูมิภาคนี้ยังไม่สามารถก้าวข้ามจากการเป็นแค่ผู้รับจ้างผลิตสินค้า ไปสู่การเป็นผู้ประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีอย่างแท้จริง

Ohnsorge ได้ฉายภาพสะท้อนเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคเอเชียระหว่างการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD WEALTH ทั้งเรื่องความเสี่ยงของวัฏจักรการส่งออก ความท้าทายของสังคมสูงวัย และคำถามสำคัญที่ว่า ทำไมภาคธุรกิจไทยถึงนำ AI มาใช้จริงเพียง 12% เท่านั้น

เมื่อไทยเป็นแค่ ‘โรงงานผลิต’ แต่ยังไม่ใช่ ‘ผู้ใช้งาน’

Ohnsorge ชี้ให้เห็นเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่าง ‘การผลิตสินค้าที่รองรับ AI’ กับ ‘การนำ AI ไปใช้งานในองค์กร’ โดยเตือนว่าสิ่งที่ขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาคอยู่ในขณะนี้เป็นเพียงผลประโยชน์ระยะสั้นจากการผลิตสินค้าฮาร์ดแวร์เท่านั้น ขณะที่โอกาสระยะยาวที่แท้จริง ซึ่งก็คือการดึง AI มายกระดับประสิทธิภาพของธุรกิจ กลับเป็นจุดที่เอเชียตะวันออกยังต้องเร่งปรับตัว

ผลสำรวจระดับองค์กรของธนาคารโลกในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และสหรัฐฯ เผยให้เห็นตัวเลขช่องว่างที่ชัดเจน ขณะที่บริษัทในสหรัฐฯ มีอัตราการนำ AI มาใช้ในองค์กรสูงถึง 43% และอินเดียอยู่ที่ 23% ประเทศไทยกลับมีภาคธุรกิจที่นำ AI ไปใช้งานจริงเพียง 12% เท่านั้น

อุปสรรคสำคัญไม่ได้มีเพียงเรื่องต้นทุนของเทคโนโลยีที่สูงก่อนหน้านี้ และเพิ่งจะเริ่มลดลงจนธุรกิจต่างๆ เข้าถึงได้ง่ายขึ้นในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา หรือความกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูลเท่านั้น แต่ปัญหาคือ การขาดความคุ้นเคยและองค์ความรู้ จนส่งผลให้บริษัทในกลุ่มตัวอย่างกว่า 80% ระบุว่าตนเองไม่คาดหวังว่า AI จะช่วยเพิ่มผลผลิตหรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้เลย

“พวกเขาแค่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับมันดี ตอนนี้มันเพิ่งผ่านไปแค่ปีหรือปีครึ่ง จึงยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่เมื่อใดที่พวกเขาค้นพบวิธีใช้งาน เมื่อนั้นแหละที่เราจะได้เห็นการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพอย่างมหาศาลจากการใช้ AI อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่จากการผลิตสินค้าเพื่อป้อนตลาดโลก” Ohnsorge กล่าว

ผลสำรวจของธนาคารโลกพบว่า มีบริษัทส่วนน้อยราว 10% กว่าๆ ที่คาดว่าจะได้ผลิตภาพเพิ่มขึ้นมหาศาลตั้งแต่ 20% ขึ้นไป Ohnsorge ชี้ว่าหากขยายกลุ่มนี้ได้อีกเพียง 10-20% ของบริษัททั้งหมด จะส่งผลต่อผลิตภาพอย่างมหาศาล และสะท้อนออกมาในตัวเลขระดับประเทศด้วย

โจทย์นี้สำคัญกับไทยเป็นพิเศษ ในกรณีฐาน ธนาคารโลกคาดการณ์เศรษฐกิจไทยจะเติบโต 2.3% และ 2.4% ในอีก 2 ปีข้างหน้า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ราว 4.25-4.5% ซึ่ง Ohnsorge ชี้ว่าเป็นแบบนี้มาหลายปีแล้ว และเมื่อประชากรวัยทำงานของไทยเริ่มหดตัว การเติบโตจึงต้องพึ่งการเพิ่มผลิตภาพมากขึ้น ผ่าน 2 ทาง คือเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้ทุกคนทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งเธอหวังว่า AI จะเป็นตัวขับเคลื่อน และการจัดสรรแรงงาน ทุน และที่ดินให้มีประสิทธิภาพขึ้นผ่านนโยบายส่งเสริมการแข่งขัน

บทเรียนจาก ‘เครื่องจักรไอน้ำ’ อย่ามองแค่การแทนที่คน แต่ต้องรื้อกระบวนการทำงานใหม่

Ohnsorge ได้หยิบยกประวัติศาสตร์การปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 200 ปีก่อนมาเปรียบเทียบ ในยุคที่เครื่องจักรไอน้ำถือกำเนิดขึ้น ในช่วงแรกเริ่ม เจ้าของโรงงานทำเพียงแค่การนำเครื่องจักรมาตั้งแทนที่ช่างทอผ้าทีละคน ซึ่งแม้จะช่วยทุ่นแรงได้บ้าง แต่ผลผลิตโดยรวมของโรงงานแทบไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

แต่จุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจที่แท้จริงเกิดขึ้นในวันที่โรงงานยอมรื้อและจัดระเบียบกระบวนการทำงานใหม่ทั้งหมด (Reshaping the Workflow) โดยเชื่อมต่อทุกขั้นตอนการผลิตให้สอดประสานไปกับขีดความสามารถของเครื่องจักรอย่างเป็นระบบ

“สิ่งที่จำเป็นสำหรับ AI ในวันนี้ก็เหมือนกัน มันไม่ใช่แค่การเอา AI ไปวางแทนที่หน้าที่ของคนคนหนึ่งในออฟฟิศ แต่คุณต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของทั้งบริษัทใหม่ทั้งหมด นั่นคือจุดที่ผลประโยชน์มหาศาลจะเกิดขึ้น และแน่นอนว่ากระบวนการนี้ต้องใช้เวลา” Ohnsorge เน้นย้ำ

การที่ธุรกิจไทยจะก้าวข้ามกับดักนี้ได้ จึงไม่ใช่เรื่องของการซื้อโปรแกรม AI มาให้พนักงานทดลองใช้ แต่เป็นการที่ผู้บริหารต้องมองเห็นภาพรวมขององค์กร แล้วกล้าออกแบบขั้นตอนการทำงานใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เพื่อให้เทคโนโลยีผสานเข้ากับแกนกลางของธุรกิจอย่างแท้จริง

ทักษะที่ช่วยต่อยอด AI มีงานเปิดรับมากกว่าปกติ 4-16 เท่า

Ohnsorge เปิดเผยถึงงานวิจัยของธนาคารโลกว่า เมื่อเจาะลึกไปยังฐานข้อมูลการประกาศรับสมัครงานนับล้านตำแหน่งทั่วโลก พบว่าบริษัทที่เปิดรับตำแหน่งงานที่ต้องใช้ทักษะ AI ไม่ได้มองหาเพียงแค่โปรแกรมเมอร์หรือวิศวกรซอฟต์แวร์ขั้นสูงเท่านั้น แต่ในงานที่เปิดรับสมัครเหล่านี้ กลับระบุความต้องการทักษะพื้นฐาน (Foundational Skills) สูงกว่าประกาศรับสมัครงานทั่วไปถึง 4–16 เท่า

ทักษะพื้นฐานที่นายจ้างตามหาไม่ได้มีความซับซ้อน แต่ประกอบด้วยทักษะเชิงปริมาณและการคิดวิเคราะห์ เช่น ความเข้าใจด้านคณิตศาสตร์ ตรรกะเหตุผล และการคิดเชิงวิพากษ์ ควบคู่ไปกับทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล เช่น ความสามารถในการนำเสนอ และการเจรจาสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างเข้าใจ

Ohnsorge ชี้ว่า ทักษะพื้นฐานเหล่านี้เองที่เป็นตัวแปรชี้วัดว่า พนักงานคนนั้นจะสามารถดึงศักยภาพของ AI มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการทำงานได้หรือไม่ ยิ่งแรงงานมีทักษะการคิดและการสื่อสารที่แข็งแรงมากเท่าไร การทำงานร่วมกับ AI ก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น

ดาบสองคมของ AI หากสะดุด เศรษฐกิจไทยอาจชะงัก

เมื่อหันกลับมามองตัวเลขเศรษฐกิจไทย ธนาคารโลกประเมินว่าการเติบโตของ GDP ไทยในอีกสองปีข้างหน้าจะเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 2.3% และ 2.4% ซึ่งนับว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่คาดว่าจะขยายตัวได้ราว 4.25% – 4.5%

ความน่ากังวลอยู่ที่แรงส่งหลักของไทยในปัจจุบันยังคงพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก หากวันใดที่กระแสการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกเริ่มชะลอตัว หรือตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเกิดการปรับฐานราคาลง ผลกระทบจะส่งผ่านมายังไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งผ่านช่องทางตลาดการเงินและช่องทางการค้าที่ห่วงโซ่อุปทานฮาร์ดแวร์จะหยุดชะงักลงทันที

“หากวัฏจักร AI ของโลกชะลอตัวลง เอเชียตะวันออกจะเป็นภูมิภาคที่เปราะบางและได้รับผลกระทบหนักกว่าที่อื่น เพราะสินค้าจำนวนมหาศาลที่ป้อนให้กับการลงทุน AI ทั่วโลกผลิตมาจากภูมิภาคนี้” Ohnsorge เตือนถึงความเสี่ยง

ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยกำลังเผชิญกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่รุนแรงกว่าเพื่อนบ้าน นั่นคือประชากรวัยแรงงานที่กำลังหดตัวลง ไทยไม่สามารถใช้วิธีเดิมๆ ในการเพิ่มจำนวนแรงงานเข้าสู่ระบบเพื่อปั๊มตัวเลข GDP ได้อีกต่อไป

ทางรอดคือการเร่งเพิ่มผลิตภาพต่อหัวให้สูงขึ้น ซึ่งต้องอาศัยการผลักดันให้เกิดการใช้เทคโนโลยีอย่าง AI ควบคู่ไปกับการปฏิรูปนโยบายการแข่งขันทางการค้า เพื่อเปิดทางให้เกิดการจัดสรรทรัพยากร ทั้งเงินทุนและแรงงาน ให้สามารถเคลื่อนย้ายจากธุรกิจเดิมที่ไร้ประสิทธิภาพ ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่สร้างมูลค่าได้สูงกว่าได้อย่างเสรี

ภาพ:Shutterstock / IM Imagery

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...