โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิเคราะห์แนวโน้มตลาดหุ้นนิวยอร์ก ก่อนเปิดตลาด 12/10/69 จับตาผลประกอบการไตรมาส 3 - เงินเฟ้อสหรัฐฯ

สยามรัฐ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้มเปิดการซื้อขายด้วยบรรยากาศเชิงบวกอย่างระมัดระวัง หลังดัชนีหลักทั้ง 3 ตลาด ได้แก่ ดาวโจนส์ S&P 500 และ Nasdaq ปิดบวกในวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2569 พร้อมปรับตัวขึ้นตลอดทั้งสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ทิศทางตลาดในระยะสั้นยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากนักลงทุนกำลังประเมินความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ควบคู่กับการเตรียมรับผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียน และข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
ภาพรวมตลาดหุ้นนิวยอร์ก

จากข้อมูลการปิดตลาดวันศุกร์ ดัชนีหลักทั้ง 3 ตัวปรับตัวเพิ่มขึ้น ดังนี้

- ดาวโจนส์ (Dow Jones) ปิดที่ 51,654.95 จุด เพิ่มขึ้น 423.31 จุด หรือ 0.83%
- S&P 500 ปิดที่ 7,811.54 จุด เพิ่มขึ้น 46.18 จุด หรือ 0.59%
- Nasdaq ปิดที่ 27,366.17 จุด เพิ่มขึ้น 172.83 จุด หรือ 0.64%

การปรับตัวขึ้นของดัชนีทั้งสามสะท้อนถึงแรงซื้อที่กลับเข้ามาในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และช่วยสนับสนุนบรรยากาศการลงทุนในช่วงต้นสัปดาห์ใหม่ อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าตลาดได้กลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะเมื่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังเปลี่ยนแปลงตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์อิหร่านและความเคลื่อนไหวทางการทูตในตะวันออกกลาง
ปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ

1. ผลประกอบการไตรมาส 3 เป็นตัวแปรหนุนตลาด
นักลงทุนจะให้น้ำหนักกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ เช่น JPMorgan Chase, Goldman Sachs, Citigroup และ Wells Fargo ซึ่งมีกำหนดรายงานผลประกอบการในวันอังคารที่ 13 ตุลาคม ขณะที่ Bank of America และ Morgan Stanley มีกำหนดรายงานในวันพุธที่ 14 ตุลาคม
ข้อมูลจาก LSEG IBES ที่ Reuters รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่า กำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 ไตรมาส 3 อาจเติบโตมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หากผลประกอบการจริงเป็นไปตามหรือดีกว่าคาด อาจช่วยหนุนราคาหุ้นและต่อยอดแรงซื้อในตลาด แต่หากผลประกอบการหรือแนวโน้มธุรกิจต่ำกว่าคาด ตลาดอาจเผชิญแรงขายทำกำไรได้เช่นกัน

2. เงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจเปลี่ยนความคาดหวังต่อนโยบายเฟด
ข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกันยายน ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ในวันพุธที่ 14 ตุลาคม เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดยนักเศรษฐศาสตร์ที่ Reuters สำรวจคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะเพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบรายปี จาก 3.4% ในเดือนสิงหาคม ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งไม่รวมอาหารและพลังงานคาดว่าจะอยู่ที่ 2.5% จาก 2.4%

หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าคาด อาจช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม และสนับสนุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย แต่หากเงินเฟ้อสูงกว่าคาด โดยเฉพาะเมื่อราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง นักลงทุนอาจประเมินใหม่ว่าเฟดจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินเข้มงวดต่อไปหรือไม่ ซึ่งอาจกดดันมูลค่าหุ้นและจำกัดการปรับขึ้นของดัชนี

3. ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเพิ่มความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ
สถานการณ์อิหร่านยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดผันผวน เพราะข่าวเกี่ยวกับการเจรจาและความขัดแย้งทางทหารส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยตรง

ล่าสุด รายงานวันที่ 11 ตุลาคมระบุว่า ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางและเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานจึงอาจกลับมาเป็นแรงกดดันต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ

หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนให้ภาคธุรกิจ ลดกำลังซื้อของผู้บริโภค และทำให้เงินเฟ้อลดลงได้ยาก ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มพลังงานอาจได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่หุ้นกลุ่มขนส่ง อุตสาหกรรม และธุรกิจที่มีต้นทุนพลังงานสูงอาจเผชิญแรงกดดัน
4. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังเป็นความเสี่ยงต่อหุ้น
ตลาดยังต้องจับตาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งอยู่บริเวณ 5.24% ณ ช่วงปิดตลาดวันศุกร์ตามรายงานของ Reuters ระดับผลตอบแทนที่สูงทำให้พันธบัตรมีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับหุ้น และอาจกดดันมูลค่าหุ้นที่มีราคาสูง โดยเฉพาะหุ้นเติบโตและหุ้นเทคโนโลยี

แนวโน้มดาวโจนส์ S&P 500 และ Nasdaq ก่อนเปิดตลาด

ดาวโจนส์ (Dow Jones)
มีโอกาสเคลื่อนไหวเชิงบวก แต่ยังผันผวน
แรงหนุนจากการปิดบวก 0.83% อาจช่วยสร้างโมเมนตัมในช่วงต้นสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ต้องรอผลประกอบการธนาคารขนาดใหญ่เพื่อประเมินความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและผู้บริโภค

S&P 500
มีแรงหนุนจากกำไรบริษัท แต่เสี่ยงแรงขายทำกำไร
แนวโน้มจะขึ้นอยู่กับว่าผลประกอบการสามารถรองรับระดับราคาหุ้นที่สูงได้หรือไม่ โดยเฉพาะหากเงินเฟ้อและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังเพิ่มขึ้น

Nasdaq
อ่อนไหวต่อเงินเฟ้อและดอกเบี้ยสูง
หุ้นเทคโนโลยีอาจได้รับประโยชน์หากตลาดคาดหวังว่าดอกเบี้ยจะไม่เพิ่มขึ้นมากกว่าที่ประเมินไว้ แต่หากเงินเฟ้อสูงกว่าคาด อาจเผชิญแรงขายมากกว่าดัชนีที่มีหุ้นหลากหลายกลุ่ม

หมายเหตุ: การประเมินข้างต้นเป็นการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ไม่ใช่การยืนยันว่าดัชนีจะเปิดบวกหรือลบ และยังไม่มีการยืนยันราคา Futures แบบเรียลไทม์ในบทวิเคราะห์นี้

สรุปแนวโน้มตลาดหุ้นนิวยอร์ก 12 ตุลาคม 2569
ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้มเริ่มต้นสัปดาห์ด้วยแรงหนุนจากการปรับขึ้นของดัชนีหลักทั้งสามในสัปดาห์ก่อน แต่ทิศทางการลงทุนยังต้องเผชิญบททดสอบสำคัญจากผลประกอบการไตรมาส 3 และตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่จะประกาศในช่วงกลางสัปดาห์

ในระยะสั้น ตลาดมีโอกาสแกว่งตัวในกรอบกว้าง โดยแรงซื้อยังต้องอาศัยปัจจัยพื้นฐานสนับสนุน หากผลประกอบการออกมาดีและเงินเฟ้อไม่สูงกว่าคาด ดัชนีอาจเดินหน้าต่อได้ แต่หากเงินเฟ้อเร่งตัวพร้อมกับความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาน้ำมันสูงขึ้น ตลาดอาจเผชิญแรงขายและความผันผวนเพิ่มขึ้น

สำหรับนักลงทุน ควรติดตามราคาน้ำมัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และข่าวความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ควบคู่กับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยไม่ควรใช้การปิดบวกเพียงวันเดียวเป็นสัญญาณยืนยันแนวโน้มขาขึ้น

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...