โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

จาก IMF-World Bank ถึง "ไทย-ออสเตรเลีย" เมื่อการค้าเสรีถูกท้าทาย

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“พาโบล คัง” เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย เปิดมุมมองความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-ออสเตรเลีย ตั้งแต่การค้าเสรี เงินทุนต่างชาติ พลังงานสะอาด ไปจนถึงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมเผยความคาดหวังที่จะเห็นการลงทุนจากออสเตรเลียในไทยเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

ไทยเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank ครั้งที่ 2 ในรอบหลายทศวรรษ

คัง แสดงความยินดีกับประเทศไทยที่ได้เป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank เป็นครั้งที่ 2 โดยการประชุมครั้งก่อนจัดขึ้นในปี 1991 หรือเมื่อประมาณ 35 ปีที่แล้ว

ในวันที่เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความผันผวนของราคาพลังงาน และค่าครองชีพที่สูงขึ้น คำถามสำคัญสำหรับประเทศต่างๆ ไม่ได้มีเพียงว่าจะรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างไร แต่ยังรวมถึงจะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจจากความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้อย่างไร

ตลอดสัปดาห์ของการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ที่กรุงเทพฯ ในปี 2026 จึงเป็นเวทีสำคัญที่ประเทศต่างๆ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ และหารือแนวทางสร้างความมั่งคั่งร่วมกัน

เขามองว่าโลกและประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากนับตั้งแต่นั้น ทั้งจำนวนประชากร ขนาดของกรุงเทพฯ การเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนความท้าทายที่ประเทศต่าง ๆ กำลังเผชิญ

ปัจจุบัน เศรษฐกิจโลกต้องรับมือกับแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความผันผวนของพลังงานและความขัดแย้งในยุโรปกับตะวันออกกลาง ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ในมุมมองของเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย การประชุมระดับนานาชาติจึงเป็นพื้นที่สำคัญที่ประเทศต่างๆ จะได้มารวมตัวกันเพื่อหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และหาข้อสรุปร่วมกัน โดยออสเตรเลียให้ความสำคัญกับการประชุมดังกล่าวมาโดยตลอด

สำหรับการประชุมที่กรุงเทพฯ ในครั้งนี้ ออสเตรเลียส่งทั้งรัฐมนตรีคลัง (Treasurer) และผู้ว่าการธนาคารกลางเข้าร่วมด้วย

คังยังมองว่าการประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทยในการนำเสนอทิศทางการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและเป้าหมายการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะความมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 รวมถึงความตั้งใจในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

เขาระบุว่า ออสเตรเลียสนับสนุนความมุ่งมั่นดังกล่าวของไทย และมองว่าการประชุมครั้งนี้เป็นจังหวะที่เหมาะสมในการนำเสนอความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

พลังงานผันผวน “ไทย-ออสเตรเลีย” เผชิญโจทย์ร่วมกัน

เมื่อถูกถามถึงแนวทางรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และผลกระทบจากสงคราม คังระบุว่าแต่ละวิกฤตมีลักษณะแตกต่างกัน จึงต้องพิจารณาแนวทางรับมือให้เหมาะสมกับสถานการณ์

สำหรับความผันผวนด้านพลังงาน เขามองว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากการรุกรานยูเครนของรัสเซียเมื่อหลายปีก่อน ก่อนที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเข้ามาซ้ำเติมแรงกดดันต่อราคาพลังงาน

แม้ออสเตรเลียจะเป็นผู้ผลิตและส่งออกพลังงานรายใหญ่ แต่ก็ยังต้องนำเข้าเชื้อเพลิงที่ผ่านการกลั่นแล้ว เพื่อนำมาใช้ในการขนส่ง การบิน และการบริโภคภายในประเทศ

รัฐบาลออสเตรเลียจึงพยายามกระจายแหล่งจัดหาพลังงานจากทั่วโลก พร้อมปรับปรุงการผลิตและการกระจายทรัพยากรพลังงานภายในประเทศ เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดพลังงาน

ขณะเดียวกัน ออสเตรเลียและไทยต่างมีเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 โดยออสเตรเลียให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน

คังเปิดเผยว่า ปัจจุบันไฟฟ้าที่ผลิตในออสเตรเลียประมาณ 40% มาจากพลังงานหมุนเวียน และคาดว่าสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นต่อไป

การค้าเสรีคือหัวใจของความมั่งคั่งร่วมกัน

เมื่อพูดถึงผลลัพธ์ที่ต้องการจากการประชุม IMF-World Bank เพื่อสนับสนุนความมั่งคั่งร่วมกัน คังย้ำว่าออสเตรเลียเป็นประเทศที่เชื่อมั่นในการเปิดตลาดและการค้าเสรี เช่นเดียวกับประเทศไทยที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศในระดับสูง

เขากล่าวว่า การค้าคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 140% ของ GDP ไทย ตามตัวเลขที่เขาระบุระหว่างการสัมภาษณ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการค้าต่อเศรษฐกิจไทย

ในมุมมองของคัง การเปิดตลาดและการค้าเสรีเป็นประเด็นสำคัญที่ประเทศต่าง ๆ ควรหารือร่วมกัน เพื่อสร้างความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนหลายด้าน

สำหรับความสัมพันธ์ทวิภาคี เขากล่าวถึงการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อเดือนสิงหาคม 2026 โดยระหว่างการเยือน ผู้นำของทั้งสองประเทศได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

คังระบุว่า ไทยเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับที่ 11 ของออสเตรเลียในระดับโลก ขณะที่ออสเตรเลียเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับที่ 9 ของไทย

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ และยังมีพื้นที่ให้ขยายความร่วมมือได้อีก โดยเฉพาะการเพิ่มการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่าย

ออสเตรเลียอยากเห็นเงินทุนไหลเข้าไทยเพิ่มขึ้น

หนึ่งในความคาดหวังสำคัญของออสเตรเลีย คือการเพิ่มการลงทุน โดยเฉพาะจากบริษัทและกองทุนของออสเตรเลียที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คังเปิดเผยว่า ออสเตรเลียกำลังสนับสนุนการเดินทางของคณะนักลงทุนสถาบันมายังกรุงเทพฯ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประมาณ 20 กองทุนและสถาบันการลงทุน ครอบคลุมกองทุนบำเหน็จบำนาญและกองทุนเพื่อการเกษียณอายุ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ธนาคารเอกชน และกลุ่มผู้ลงทุนในตลาดทุน

คณะดังกล่าวเดินทางมาเพื่อสำรวจโอกาสการลงทุนในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะขยายการลงทุนระหว่างกัน

สำหรับออสเตรเลีย การสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการส่งออกและนำเข้าสินค้า แต่ยังรวมถึงการเปิดโอกาสให้เงินทุนจากภาคธุรกิจและนักลงทุนสถาบันเข้ามามีส่วนร่วมกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทย

จากเครื่องยนต์สันดาปสู่ AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นอกเหนือจากการค้าและการลงทุนในภาพรวม คังยังมองว่าไทยกับออสเตรเลียมีโอกาสร่วมมือกันในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีและการยกระดับห่วงโซ่มูลค่าการผลิต

เขากล่าวถึงทิศทางการพัฒนาของไทยที่ให้ความสำคัญกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีทางการแพทย์ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ตลอดจนความจำเป็นในการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า

ประเทศไทยมีประสบการณ์อย่างมากในการผลิตยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบดั้งเดิม แต่การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเปิดโอกาสให้ไทยต่อยอดขีดความสามารถดังกล่าวไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

คังมองว่ามีตัวอย่างความร่วมมืออีกมากที่ออสเตรเลียและไทยสามารถพัฒนาร่วมกัน เพื่อช่วยให้ทั้งสองประเทศยกระดับห่วงโซ่มูลค่าการผลิตได้

สิ่งที่ออสเตรเลียกำลังผลักดัน คือการส่งเสริมให้มีการลงทุนจากออสเตรเลียในประเทศไทยมากขึ้น เพื่อให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศสามารถทำงานร่วมกันในอุตสาหกรรมเหล่านี้

เงินเฟ้อและค่าครองชีพ รัฐบาลกับธนาคารกลางต้องมีบทบาท

อีกประเด็นสำคัญในการหารือคือบทเรียนจากประสบการณ์ของออสเตรเลียในการรับมือกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ หนี้สาธารณะ และค่าครองชีพ

คังระบุว่า ไม่มีบทเรียนเฉพาะเพียงข้อเดียวที่สามารถนำไปใช้ได้กับทุกประเทศ เพราะหลายประเทศกำลังเผชิญความท้าทายคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะแรงกดดันจากราคาสินค้าที่สูงขึ้น

เขายกตัวอย่างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งระหว่างประเทศก็ส่งผลต่อเงินเฟ้อและทำให้การบริหารเศรษฐกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น

ในสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลมีบทบาทในการใช้มาตรการทางการคลังเพื่อลดผลกระทบจากเงินเฟ้อ และช่วยปกป้องผู้บริโภคจากค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป ทั้งจากการซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตและการเติมน้ำมันเชื้อเพลิง

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางก็มีบทบาทสำคัญผ่านนโยบายการเงินและการกำหนดอัตราดอกเบี้ย เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ

คังมองว่าการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างประเทศในประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนระหว่างธนาคารกลางเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบายการเงิน ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญที่ประเทศต่างๆ สามารถหารือร่วมกันในการประชุมที่กรุงเทพฯ

ความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลียในวันที่โลกเปลี่ยน

จากมุมมองของเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับออสเตรเลียยังมีโอกาสพัฒนาได้อีกมาก ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ออสเตรเลียต้องการเห็นการลงทุนจากบริษัทและกองทุนของตนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น พร้อมสนับสนุนการขยายการค้าและการทำงานร่วมกันในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ตั้งแต่ AI เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีทางการแพทย์ ไปจนถึงยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด

ขณะเดียวกัน ทั้งสองประเทศยังต้องรับมือกับโจทย์ร่วมกันจากความผันผวนของพลังงาน เงินเฟ้อ และค่าครองชีพ โดยอาศัยความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน

ในวันที่เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลง ความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลียจึงมีพื้นที่ให้พัฒนาไปไกลกว่าการซื้อขายสินค้า หากสามารถต่อยอดความร่วมมือทางการค้าให้เป็นการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมได้ ก็จะเปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศเติบโตไปด้วยกันในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...