เจอเหยื่อเพิ่ม! หลักฐานดีเอ็นเอชี้ ฆาตกรต่อเนื่องชื่อดังคือผู้สังหารสาววัยรุ่นเมื่อ 52 ปีก่อน
วานนี้ (27 ต.ค.) เจ้าหน้าที่รัฐยูทาห์ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า พบหลักฐานดีเอ็นเอที่นำไปสู่ข้อสรุปว่า เท็ด บันดี ฆาตกรต่อเนื่องชื่อดังในยุคทศวรรษที่ 70 คือผู้ลงมือสังหาร เมลิสซา แอนน์ สมิธ เด็กสาววัย 17 ปี ในรัฐยูทาห์ ซึ่งหายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อปีค.ศ. 1974 ก่อนจะพบร่างเปลือยของเธอในอีกไม่กี่วันต่อมา
การค้นพบเบาะแสสำคัญในคดีการเสียชีวิตของเมลิสซาเกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่ฝ่ายสืบสวนของเคาน์ตีในรัฐยูทาห์ได้ยืนยันเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า บันดีเป็นผู้สังหาร ลอรา แอนน์ เอมี เด็กสาววัย 17 ปีอีกรายหนึ่งในรัฐยูทาห์ปีค.ศ. 1974 เช่นกัน
ก่อนที่บันดีจะถูกประหารชีวิตในค.ศ. 1989 จากคดีฆาตกรรม 2 คดี เขาได้สารภาพเกี่ยวกับคดีอื่นๆ ที่ก่อไว้ ซึ่งรวมถึงการรับสารภาพว่าเขาเป็นผู้ลงมือฆ่า เอมี ด้วย โดยมีผู้พบเห็นเด็กสาวเป็นครั้งสุดท้ายในงานปาร์ตี้วันฮาโลวีน ก่อนที่จะถูกพบเป็นศพในสภาพที่ถูกทำร้ายร่างกายอย่างทารุณในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1974
อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจดีเอ็นเอที่เพิ่งเข้ามาใหม่ในปีนี้ ได้ช่วยยืนยันคำสารภาพของบันดี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า สารคัดหลั่งที่เก็บได้จากร่างกายของ เอมี ตรงกับโปรไฟล์ดีเอ็นเอของบันดีที่บันทึกไว้ในระบบ
การค้นพบหลักฐานจากคดีของ เอมี ได้กลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่นำไปสู่การปิดคดีฆาตกรรมของ สมิธ เนื่องจากผลการตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอแบบ Y-STR (การตรวจวิเคราะห์โปรไฟล์ดีเอ็นเอแบบเจาะจงหาโครโมโซม Y ซึ่งเป็นโครโมโซมเพศชาย เพื่อใช้ในทางนิติวิทยาศาสตร์และการสืบสวนคดีอาญา) ที่กู้คืนได้จากร่างของ เอมี มีพันธุกรรมที่ตรงกันกับดีเอ็นเอที่พบในร่างของ สมิธ
"คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเก็บรักษาหลักฐาน แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยไปนานหลายทศวรรษแล้วก็ตาม" โรซี ริเวรา นายอำเภอแห่งซอลต์เลกเคาน์ตี กล่าวเมื่อวันอังคาร "เรายังคงสามารถหยิบยกคดีเหล่านี้ขึ้นมาตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้เสมอ"
ระหว่างปีค.ศ. 1974 - 1978 เท็ด บันดี ได้ก่ออาชญากรรมสะเทือนขวัญชาวอเมริกัน เขาทั้งล่วงละเมิดทางเพศและฆาตกรรมผู้หญิงอย่างน้อย 30 ราย ทั่วพื้นที่ฝั่งตะวันตกของสหรัฐ และรัฐฟลอริดา
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
ที่มา : theguardian.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES, YouTube / NBC News