รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ตอนที่ 27): คณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 เป็นรอยัลลิสต์ จริงหรือ ? : พลอากาศตรี มุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษฎ์
ไชยันต์ ไชยพร
หลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ได้มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 (11 พฤศจิกายน 2490 – 21 กุมภาพันธ์ 2491) มีนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยกรมขุนชัยนาทนเรนทร ประธานอภิรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ถ้าพิจารณาตามมมาตรา 74 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 ที่กำหนดไว้ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง และรัฐมนตรีอย่างน้อยสิบห้าคน อย่างมากยี่สิบห้าคน ในการตั้งนายกรัฐมนตรี ประธานคณะอภิรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ รัฐมนตรีต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ” ก็อาจเข้าใจไปว่า คณะรัฐมนตรีคณะนี้แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ นั่นคือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (ยังไม่ทรงเข้าพิธีบรมราชาภิเษก) แต่ในความเป็นจริง คณะรัฐประหาร ดังนั้น คณะรัฐประหารจึงเป็นผู้มีอิทธิพลในทางพฤตินัยต่อการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี รวมทั้งตัวนายควง อภัยวงศ์นายกรัฐมนตรีด้วย
1.หม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
2. พระยาศรีวิสารวาจา (เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
3. นายประจวบ บุนนาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
4. พลเรือตรี เล็ก สุมิตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
5. พลโท หลวงชาตินักรบ (ศุข นักรบ) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
6. พันเอก น้อม เกตุนุติ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม
7. นายควง อภัยวงศ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ
8. พลอากาศตรี มุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษฎ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
9. หม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
10. หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
11. พลโทชิต มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยฃ
12. พระยาอรรถการีย์นิพนธ์ (สิทธิ์ จุณณานนท์) เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
13. หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
14. นายเลื่อน ศราภัยวาณิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
15. นาวาเอก หลวงศุภชลาศัย (บุง ศุภชลาศัย) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
16. นายชม จารุรัตน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
17. หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นรัฐมนตรี
18. นายเลื่อน พงษ์โสภณ เป็นรัฐมนตรี
19. นาวาเอก พระยาวิชิตชลธี (ทองดี สุวรรณพฤกษ์) เป็นรัฐมนตรี
20. นายศรีเสนา สมบัติศิริ เป็นรัฐมนตรี
21. หลวงอังคณานุรักษ์ (สมถวิล เทพาคำ) เป็นรัฐมนตรี
ประกาศเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2490 คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายและวุฒิสภาได้อภิปรายนโยบายของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 27 – 28 และ 29 พฤศจิกายน 2490 จึงได้ให้ความไว้วางใจ
ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงประวัติของรัฐมนตรีแต่ละท่าน ได้กล่าวถึง หม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์และพระยาศรีวิสารวาจา คุณประจวบ บุนนาค พลเรือตรีเล็ก สุมิตร พลโทชิต มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์ พันเอก น้อม เกตุนุติ และล่าสุด พลอากาศตรี มุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
จากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของท่าน พบว่า สาเหตุที่ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในคณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 หลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 คือ ท่านเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์สูง เพราะท่านเป็นวิศวกรรุ่นแรกที่สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญามาจากต่างประเทศ โดยจบวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องกลจากมหาวิทยาลัยวิคตอเรียน เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ
และเคยเป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ และรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญต่างๆ อีกทั้งท่านเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์ ในคณะรัฐมนตรี คณะที่ 14 (2 กุมภาพันธ์ 2489 – 24 มีนาคม 2489) ที่มีนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรีมาก่อน
และหลังจากที่นายควง อภัยวงศ์โดยคณะรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 บังคับให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อให้จอมพล ป. พิบูลสงครามขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านก็ยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (2494) รองนายกรัฐมนตรี (2494-2498) รัฐมนตรีช่วยว่าการสำนักนายกรัฐมนตรี (2494-2496) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (2495-2499) รองนายกรัฐมนตรี (2499-2500) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (2500) และหลังจากจอมพล ป. พิบูลสงครามและพวกหมดอำนาจและต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ ท่านยังได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (2502) และรักษาการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ (2511) และท่านยังคงดำรงตำแหน่งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2504 ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ท่านดำรงตำแหน่งควบคู่มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 (ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย 13 ครั้ง และได้รับแต่งตั้งให้เป็นอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 5 สมัย) และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ และได้ทุ่มเทเวลาให้กับงานด้านวิศวกรรมและวิชาการจนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมในปี พ.ศ. 2527 จากประวัติของท่าน ไม่ได้มีข้อมูลบ่งบอกว่า ท่านเป็นรอยัลลิสต์แต่อย่างไร และท่านอาจจะมีข้อสงวนหรือด้วยเหตุผลใดมิอาจทราบได้ที่ท่านไม่ได้ร่วมคณะรัฐมนตรี คณะที่ 15-18 (24 มีนาคม พ.ศ. 2489 - 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490) ที่มีนายปรีดี พนมยงค์ และพลเรือตรี ถวัลย์ ธํารงนาวาสวัสดิ์เป็นนายกรัฐมนตรีตามลำดับ แต่ได้รับความไว้วางใจจากจอมพล ป. พิบูลสงครามให้ท่านดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาตลอดตั้งแต่ พ.ศ. 2491-2500
ต่อไปคือ หม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
หม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์เกิดวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2443 เป็นบุตรพลเอกเจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์ สท้าน กลาง สนิทวงศ์) และท่านผู้หญิงวงษานุประพัทธ์ (ตาด สิงหเสนี) เกิดที่วังพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ ตำบลและอำเภอป้อมปราบ ศัตรูพ่าย จังหวัดพระนคร มีพี่น้องทั้งสิ้น 14 คน อาทิ ม.ล. เกษตร สนิทวงศ์ ม.ล. บัว กิตติยากร ม.ล. หญิงมรีรัตน์ บุนนาค ด้วยพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าหญิงเยาวภาพงศ์สนิท ทรงขอ ม.ล. อุดม สนิทวงศ์ ต่อเจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ และท่านผู้หญิงฯ ไปไว้ในพระอุปการะและทรงได้โปรดให้ ม.ล. อุดม สนิทวงศ์ เข้ารับการศึกษาเบื้องต้น ณ โรงเรียนราชกุมาร ในพระบรมมหาราชวัง ต่อมาได้ย้ายเข้ารับการศึกษา ในโรงเรียนเทพศิรินทร์
เมื่อทางราชการได้ย้ายโรงเรียนราชวิทยาลัยจากโรงเลี้ยงเด็กไปเปิดใหม่เป็นโรงเรียนกินนอนโดยเฉพาะ (แบบ Public School ของอังกฤษ) สังกัดกระทรวงยุติธรรม จึงให้หม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์พร้อมกับพี่ชายอีก 3 คน เข้าเรียนในโรงเรียนนี้ตั้งแต่ชั้น 2 ถึงชั้น 4 ต่อมาในปี พ.ศ. 2457 ท่านได้รับพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่ โปรดเกล้าฯ ให้ออกไปศึกษาวิชา ณ ประเทศเยอรมนีด้วยทุนของรัฐบาลพร้อมกับ ม.ล. เดช สนิทวงศ์ และได้ไปอาศัยอยู่กับครอบครัวของศาสตราจารย์ A. Schaeffer ที่เมือง Halberstadt ในแคว้น Saxony โดยมีนักเรียนไทยอีกสองท่านที่อยู่ในครอบครัวของศาสตราจารย์ท่านนี้ นั่นคือ คุณจรัญ และคุณประจวบ บุนนาค (บุตรพระยาสุริยานุวัตร) ซึ่งผู้เขียนได้กล่าวถึงคุณประจวบไปก่อนหน้านี้ จากการที่คุณประจวบๆได้ร่วมคณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 โดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง หลังจากที่สยามได้ประกาศสงครามกับประเทศเยอรมนีและออสเตรียฮังการี รัฐบาลเยอรมันได้จับกุมนักเรียนไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศเยอรมนี้ขณะนั้น ทั้งหมดรวม 9 คนไว้เป็นเชลยและเป็นตัวประกันสำหรับชาวเยอรมันทั้งหมดที่อยู่ใสยาม ม.ล. อุดม สนิทวงศ์ถูกจับกุมที่กรุงเบอร์ลินต้นเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2400 พร้อมนักเรียนไทยอีก 4 คน คือ หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ เติม บุนนาค ตั๋ว ลพานุกรมและประจวบ บุนนาค ต่อมาเมื่อเกิดการปฏิวัติขึ้นในประเทศเยอรมนีในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2461 ได้มีการปล่อยตัวเชลยศึก นักเรียนไทยที่ได้รับการปลดปล่อยได้เดินทางผ่านประเทศเบลเยี่ยมไปกรุงปารีสเพื่อรายงานตัวต่อท่านราชทูตไทย เมื่อได้พักอยู่ 2 สัปดาห์แล้ว จึงสมัครเข้ารับราชการเป็นทหารอาสาสงคราม และได้เข้าประจำกองรถยนต์ในประเทศเยอรมนี เป็นล่ามภาษาไทย-เยอรมัน-ฝรั่งเศส เนื่องจากทางกองทัพไทยได้ส่งกำลังพลเข้าไปร่วมยึดครองดินแดนในเยอรมันด้วย ม.ล. อุดมได้เข้าประจำการกองรถยนต์นี้ตั้งแต่ธันวาคม พ.ศ. 2461 ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2462 ได้รับยศเป็นจ่านายสิบ (ชั่วคราว) ประจำถิ่น [1]
เมื่อเสร็จราชการสงคราม ม.ล. อุดม สนิทวงศ์ได้เดินทางพร้อมกับ ม.ล. เดช สนิทวงศ์ ในปี พ.ศ. 2462 ไปยังประเทศสวิสเซอร์แลนด์เพื่อไปศึกษาในโรงเรียนชั้นมัธยมบริบูรณ์ต่อ ทั้งนี้บิดาท่านเห็นว่าได้เสียเวลาเรียนมาแล้ว 3 ปี ไม่ควรเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านพร้อมกับกองทหารอาสาสงคราม หากแต่ควรรีบศึกษษต่อโดยไม่ชักช้า ในปี พ.ศ. 2464 ม.ล. อุดมได้เข้าสอบไล่มหาวิทยาลัยเข้าศึกษาวิชาเคมีที่มหาวิทยาลัยกรุงเบอร์นและสอบคัดเลือกเข้าเรียนวิศวกรรมเครื่องกลที่มหาวิทยาลัยแห่งเดียวกัน ระหว่างที่ศึกษาในครึ่งปีหลังของ พ.ศ. 2468 ได้รับคำสั่งจากท่านราชทูตไทยประจำกรุงปารีสให้เปลี่ยนไปเรียนวิชาวิศวกรรมโยธา โดยต้องเริ่มเรียนปีที่สองของสาขาวิศวกรรมโยธา ในปี พ.ศ. 2471 ได้รับอนุญาตจากราชการให้กลับเข้าเรียนวิชาวิศวกรรมเครื่องกลต่อจากที่เรียนมาแล้สสอบไล่ได้เมื่อเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2473 และได้ฝึกงานที่การรถไฟประเทศฝรั่งเศสที่เมืองลียง แล้วเดินทางกลับประเทศไทย เริ่มรับราชการในกรมรถไฟ (กองช่างกล) กระทรวงคมนาคมตั้งแต่ พ.ศ. 2473 [2]
ในปี พ.ศ. 2475 ท่านได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะราษฎรในการเปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ในบันทึกของปรีดี พนมยงค์ได้กล่าวถึง ม.ล. อุดม สนิทวงศ์ว่า
“สมัยนั้นการคมนาคมจากกรุงเทพฯ ไปหัวหินมีแต่ทางรถไฟที่สะดวกสําหรับ เสนาบดี รถไฟทุกขบวนต้องหยุดที่ชุมทางตลิ่งชัน ซึ่งติดกับคลองที่แยกจากแม่น้ําเจ้าพระยาที่บางกอกน้อย ดังนั้น ถ้าได้ทหารเรือเพียงหมวดเดียวคอยดักรถให้รถไฟหยุดแล้วเชิญ เสนาบดีทั้งคณะไปกักไว้บนเรือรบก็จะสําเร็จได้ง่าย และเพื่อความแน่ใจว่ารถไฟจะไม่ด่วนรีบถอยออกจากสถานีตลิ่งชัน ข้าพเจ้าได้ปรึกษาเพื่อนก่อการฝ่ายรถไฟ อาทิหลวงเดชาวงค์ (ม.ล. กรี เดชาติวงษ์) และ ม.ล. อุดม สนิทวงศ์ ว่า ในฐานะที่ ม.ล. อุดม เป็นนายช่างกลก็ขึ้นรถจักรดีเซลของขบวนรถไฟเสนาบดีไปด้วย เมื่อถึงสถานีตลิ่งชันก็หยุดจอด ตามปกติแล้วไม่เคลื่อนต่อไปเปิดโอกาสให้ทหารเรือทําการจับกุมเสนาบดีทั้งคณะ เชิญลง เรือกลไฟทหารเรือ (สมัยนั้นเรียกกันว่า ‘กองเรือกลชั้นสี่)’ ไปกักไว้บนเรือรบเพื่อรอการเจรจากับพระมหากษัตริย์ต่อไป” [3]
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
[1] อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมหลวง อุดม สนิทวงศ์ ณ เมรุวัดธาตุทอง กรุงเทพมหานคร วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2525, หน้า 1-2 ครอบคลุมข้อความย่อหน้านี้และสองย่อหน้าก่อน
[2] อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมหลวง อุดม สนิทวงศ์ ณ เมรุวัดธาตุทอง กรุงเทพมหานคร วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2525, หน้า 3.
[3] ปรีดี พนมยงค์, นายทหารเรือนักประชาธิปไตย: บทบาทที่ถูกลืมเลือนของ พลเรือตรีสังวร สุวรรณชีพ, ฐานข้อมูลสถาบันปรีดี