'โจ๊ก' อ่วม ป.ป.ช.แจ้งข้อหาซุกทรัพย์สิน 5 รายการ เงินสด 70 ล้าน-ทอง 845 บาท-ปืน 170 กระบอก-นาฬิกา 47 เรือน จ่อชงที่ประชุมลงมติ
ป.ป.ช. มีมติแจ้งข้อกล่าวหา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง พบรายการทรัพย์สิน 5 รายการที่ไม่ได้แจ้ง ทั้งเงินสด 70 ล้านบาท เงินฝาก ที่ดิน 2 แปลง ทองคำ 845 บาท และนาฬิกา 47 เรือน มูลค่ารวมหลายสิบล้านบาท ขณะที่เจ้าตัวยังไม่เข้าชี้แจงตามกำหนด ขั้นตอนต่อไปเตรียมเสนอที่ประชุม ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย
รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เเจ้งว่า เมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเเจ้งข้อกล่าวหาต่อ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. ให้ทราบการแจ้งข้อกล่าวหา กรณีจงใจยื่นเท็จ ปกปิดบัญชีทรัพย์สินเเละหนี้สินของตนเเละคู่สมรส โดย ป.ป.ช. มีคำสั่งให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์มาชี้เเจงข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน หลังได้รับหนังสือ เบื้องต้นคาดว่าพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้รับหนังสือแล้ว แต่ยังไม่มาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากับ ป.ป.ช.
แหล่งข่าว กล่าวว่า ก่อนหน้านี้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ระบุว่า ตนบริสุทธิ์และชี้แจงข้อกล่าวหาได้ แต่กรณีนี้ยังไม่ได้มาชี้แจงข้อกล่าวหากับ ป.ป.ช. ดังนั้นขั้นตอนต่อไปคือเสนอสำนวนนี้คดีดังกล่าวให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
แหล่งข่าว กล่าวว่า สำหรับการทำงานของ ป.ป.ช. ในคดีของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ดำเนินการอย่างรอบคอบและทำงานกันอย่างหนัก เพราะคดีมีจำนวนมากและซับซ้อน แต่ ป.ป.ช. ยังเดินหน้าเเบบต่อเนื่องเพื่อตรวจสอบข้อกล่าวหาก่อนที่จะชี้มูลความผิด รวมถึงคดีอื่นที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาด้วยเช่นกัน
เเหล่งข่าว กล่าวว่า การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ช่วงดำรงตำเเหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่า มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหาว่าพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ว่า จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง ที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน
โดยหลักกฎหมาย ป.ป.ช. นั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน โดยมีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯทุกสามปีตลอดเวลาที่ ดำรงตำเเหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ/บอร์ดรัฐวิสาหกิจ และในขณะที่ดำรงตำเเหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพบว่า อดีตรองผบ.ตร.ไม่แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน“จำนวน 5 รายการ ดังนี้
1.ไม่แสดงรายการเงินสด 70ล้านบาทจากการตรวจสอบพบว่าปี 2558-2564อดีตรองผบ.ตร.มีอาวุธปืนเพิ่มขึ้น170กระบอก มูลค่า 22ล้านบาทเศษ แต่รายได้ไม่เพียงพอที่จะซื้ออาวุธปืนตามที่แสดง ป.ป.ช. จึงได้มีหนังสือแจ้งให้อดีตรองผบ.ตร.ชี้แจง กรณีมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น (อาวุธปืน) โดยไม่สัมพันธ์กับรายได้ แต่พบว่าพล.ต.อ.สุรเชษฐ์สร้างพยานหลักฐานเท็จตามคำเเนะนำของนายสมบัติ ธรธรรม อดีตอนุกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ป.ช. ว่า “มีรายได้จากการเป็นนายหน้าในการชี้ช่องให้นายสมภพ ไทยธีระเสถียร (อั้ง เมืองชล) เซียนพระชื่อดัง ไปซื้อพระเครื่องจากนายสมพร กุลวานิช อดีตผู้ว่าฯ” จำนวน10.9ล้านบาท เพื่อใช้อ้างเป็นแหล่งที่มาของเงินซึ่งนำไปซื้ออาวุธปืน ทั้งๆที่ไม่ได้มีการซื้อขายพระเครื่องกันจริงแต่อย่างใด
แหล่งข่าว กล่าวว่า นายสมบัติ ได้แนะนำว่า เพื่อให้การชี้แจงน่าเชื่อถือ จะต้องให้อั้ง เมืองชล ถ่ายรูปกับตู้นิรภัยที่มีเงินสด ทำให้พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์สั่งการพ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ นำเงินสด70ล้านบาท จากบ้านพักในซอยวิภาวดีรังสิต60“ไปให้อั้ง เมืองชล นำไปสร้างพยานหลักฐานเท็จ โดยพล.ต.อ.สุรเชษฐ์สั่งพ.ต.ท.คริษฐ์ว่า“เอาสายรัดธนบัตรของธนาคารออก ใช้หนังยางมัดเงินสดแทน เพื่อไม่ให้ตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินสด”
จากนั้นพ.ต.ท.คริษฐ์ ขนเงินสดไปยังร้านของอั้ง เมืองชล ที่เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร โดยนำเงินสดไปวางไว้ในตู้นิรภัย จากนั้นจึงถ่ายภาพอั้ง เมืองชลกับเงินสด ถัดมาได้ส่งรูปภาพให้กับ“อดีตรองผบ.ตร.และนายสมบัติ” คัดเลือกภาพเพื่อให้นายสมภพ ใช้ทำเอกสารชี้เเจงกับป.ป.ช. “เมื่อจัดฉากเสร็จแล้ว” พ.ต.ท.คริษฐ์ขนเงินสดกลับไปคืนอดีตรองผบ.ตร.ในวันเดียวกัน ต่อมานายสมภพ ทำหนังสือชี้แจงปปช.กรณีการซื้อพระเครื่องกับนายสมพร
กรณีนี้พบว่า“การที่นายสมภพอ้างว่าชำระค่านายหน้าหรือค่าแนะนำให้กับอดีตรองผบ.ตร.นั้น แต่ค่านายหน้าดังกล่าวไม่มีอยู่จริง”
2.รายการเงินฝากที่ไม่แสดงบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี นายสมพงษ์ ชิตวิลัย จำนวนสามเเสนบาทเศษ
“โดยให้พตท.คริษฐ์ นำบุคคลใกล้ชิดมาเปิดบัญชีเงินฝาก (บัญชีม้า) ทำธุรกรรมทางการเงินโดยในช่วงปี 2558 - 2564 เป็นช่วงที่พลตำรวจเอกสุรเขษฐ์มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ กรณีเข้ารับตำเเหน่งกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และทุกสามปีตลอดเวลาที่ยังดำรงตำแหน่งว่า ต้องแสดงบัญชีเงินฝากธนาคาร ในชื่อของพลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ และนางศิรินัดดา หักพาล (คู่สมรส)
แต่ปรากฏว่า มีบัญชีเงินฝากที่มิได้แสดงหนึ่งบัญชี คือ บัญชีนายสมพงษ์ ชิตวิลัย โดยบัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีที่พ.ต.ท.คริษฐ์จัดการแทนอดีตรองผบ.ตร.ในการนำบัญชีนี้ใช้เป็นรายการใช้จ่ายเพื่อประโยชน์แก่อดีตรองผบ.ตร.และภริยา
แหล่งข่าว กล่าวว่า พบว่า“อดีตรองผบ.ตร.มีรายได้จากเงินและผลประโยชน์ที่ได้รับมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยได้รับในรูปแบบต่าง ๆ มีพฤติการณ์โอน ยักย้ายและซุกซ่อนทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบให้อยู่ในชื่อของบุคคลอื่นเพื่อปกปิดการได้มาและเพื่อใช้ประโยชน์จากเงินและผลประโยชน์ดังกล่าว
หนึ่งในวิธีที่ใช้ คือใช้บัญชีธนาคารของบุคคลอื่นในการทำธุรกรรมเพื่อประโยชน์ของอดีตรองผบ.ตร.โดยพันตำรวจโทคริษฐ์นำบุคคลใกล้ชิดมาเปิดบัญชีเงินฝาก(บัญชีม้า) และใช้บัญชีเหล่านั้นทำธุรกรรมทางการเงินจำนวนหกบัญชีวงเงินรวมกันกว่า 223 ล้านบาท ซึ่งบัญชีม้าของนายสมพงษ์คือหนึ่งในนั้น
เมื่อพิจารณาตามคำให้การของ พันตำรวจโท คริษฐ์ ปรากฏว่ายอดเงินบาทกว่าสามเเสนบาทได้มาจากส.ต.อ.ณัฐวุฒิ หวัดแววและนางสาวพิมพ์วิไล ปล้องอ่อน(บัญชีม้าเว็บพนันบีเอ็นเค มาสเตอร์)จำนวนราวสองเเสนบาท อันไม่ปรากฏแหล่งที่มาของเงินดังกล่าวโดยชอบ
3.รายการที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แสดงรายการ จำนวนสองแปลง ตั้งอยู่ที่ต.บ่อยาง อ .เมือง จ.สงขลา พบว่านางศิรินัดดา พานิชพงศ์ (หรือนางศิรินัดดา หักพาล หรือนางธมณพรรษสร พานิชพงศ์ หรือนางกันต์นพภัทร พานิชพงศ์) คู่สมรสของอดีตรองผบ.ตร.เป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียน /เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินสองเเปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2563
4.การขายทองคำน้ำหนัก 845 บาท ซึ่งเป็นของคู่สมรสของอดีตรองผบ.ตร.ไปในราคา 21ล้านบาทเศษ และแสดงเอกสารประกอบในหนังสือรับฝากเงินฉบับระหว่างนายบัญชา ในฐานะผู้รับฝากเงินกับนางศิรินัดดา ในฐานะผู้ฝากเงินอันเป็นความเท็จ เพราะเอกสารประกอบในหนังสือรับฝากเงินฉบับลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 ระหว่างนายบัญชา ผู้รับฝากเงินกับนางศิรินัดดา ผู้ฝากเงิน21ล้านบาทเศษ มีข้อความอันเป็นความเท็จ
5.ไม่แสดงรายการนาฬิการวม 47 เรือน ราคารับซื้อ 61ล้านบาทเศษ(ราคาประเมิน60ล้านบาท)โดยพบว่าอดีตรองผบ.ตร.“มีนาฬิกามากกว่า 60 เรือน เก็บไว้ที่ห้องชุดคอนโดฯแห่งหนึ่งในเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยนายชินรัตน์ วัฒนกูล(นักธุรกิจด้านการขนส่งจ.อุดรธานีเเละอดีตรองผบ.ตร.อ้างว่า ให้การนับถือเพราะเป็นญาติสนิท อีกทั้งยังมีชื่อเป็นเจ้าของบ้านพักซอยวิภาวดีรังสิต60) เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์“
”เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 อดีตรองผบ.ตร.ให้นายสามารถ กอนแก้ว ไปถ่ายรูปนาฬิกาที่ห้องชุดดังกล่าว ต่อมาสั่งให้นายชานนท์ อ่วมทร นำแฟ้มภาพถ่ายและใบรับประกันนาฬิกา ไปให้ร้าน นาฬิกาแห่งงหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ประเมินราคา โดยอดีตรองผบ.ตร.ตีราคาไว้70ล้านบาท ต่อมาได้ตกลงขายนาฬิกา 50 เรือน โดยร้านนาฬิกาตกลงในราคารับซื้อ61ล้านบาทเศษ โดยอดีตรองผบ.ตร. ขอรับชำระเป็นเงินสด จากการตรวจสอบนาฬิกา50เรือน พบว่า อดีตรองผบ.ตร. ไม่แสดงรายการนาฬิกา 47 เรือน ที่ต้องแสดงรายการทรัพย์สินดังกล่าวต่อป.ป.ช.”
แหล่งข่าว กล่าวว่า การที่อดีตรองผบ.ตร.ไม่แสดงรายการทรัพย์สินดังกล่าวทั้งห้ารายการนั้น“ จึงมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สิน เพื่อต้องการไม่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบทรัพย์สินที่ปกปิดและแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือเพื่อหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ”
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO