โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทยไม่ได้แย่ไปหมด แต่ไม่ได้ดีกับทุกคน เช็กความเสี่ยงปี 70

Amarin TV

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เศรษฐกิจไทยโตช้าและเปราะบาง ฟื้นตัวกระจุกไม่ทั่วถึง น้ำท่วมซ้ำเติมค่าครองชีพ ปี 2570 เสี่ยงเจอภัยแล้ง กำแพงภาษีสหรัฐฯ และสงครามยืดเยื้อ

เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความเปราะบางรอบด้าน แม้ตัวเลขเศรษฐกิจบางส่วนดูดีขึ้น แต่การเติบโตยังกระจุกตัว ไม่ได้ทำให้ทุกคนมีชีวิตดีขึ้น ขณะที่น้ำท่วมซ้ำเติมกำลังซื้อ สงครามตะวันออกกลางดันค่าครองชีพสูง และปี 2570 ยังต้องเผชิญความเสี่ยงทั้งภัยแล้งและกำแพงภาษีสหรัฐฯ

ประเทศไทยเพิ่งผ่านพ้นการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) หรือ Annual Meetings 2026 มาหมาด ๆ ท่ามกลางการจับตามองจากประชาคมเศรษฐกิจโลก

ระหว่างการประชุม IMF ได้เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Outlook ซึ่งรวมถึงการประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทย แม้ภาพเศรษฐกิจไทยจะได้รับการประเมินดีขึ้นจากเดิม แต่ก็ยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตช้าที่สุดของอาเซียน

IMF คาดว่า GDP ไทยจะขยายตัวเพียง 2.1% ในปี 2569 และทรงตัวที่ระดับเดิมในปี 2570 ชะลอลงจาก 2.4% ในปี 2568 ทำให้ไทยอยู่ท้ายกลุ่มประเทศอาเซียนที่นำมาเปรียบเทียบ และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม ASEAN-5 ซึ่งคาดว่าจะขยายตัว 4.4% ในปี 2569 และ 4.3% ในปี 2570 อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าการเติบโตช้า อาจไม่ใช่ตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว แต่เป็นคำถามว่า เศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นนั้น กำลังทำให้ชีวิตของคนไทยดีขึ้นจริงหรือไม่?

เพราะในขณะที่บางอุตสาหกรรมเติบโตจากกระแสเทคโนโลยีและการลงทุนระดับโลก ยังมีครัวเรือนจำนวนมากที่ต้องประคองรายจ่าย ธุรกิจขนาดเล็กที่เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก และแรงงานที่เผชิญความไม่มั่นคงด้านรายได้

ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานSCB EIC Monthly Insight ฉบับเดือนตุลาคม 2569 ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ยังค่อนข้างทรงตัว แม้ได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุน การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล รวมถึงมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ

เศรษฐกิจไทยไม่ได้แย่ทุกส่วน แต่ก็ไม่ได้ดีสำหรับทุกคน

SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.2% ในปี 2569 และชะลอลงเล็กน้อยเหลือ 2.1% ในปี 2570 สะท้อนว่าแม้เศรษฐกิจยังเติบโต แต่ไม่ได้มีแรงส่งมากพอที่จะทำให้ทุกภาคส่วนฟื้นตัวไปพร้อมกัน

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของรายงาน SCB EIC คือภาพเศรษฐกิจแบบ K-shaped Economy หรือเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแยกออกเป็นสองทาง

อธิบายง่าย ๆ คือ ในเศรษฐกิจเดียวกัน บางกลุ่มกำลังเติบโตและได้รับประโยชน์จากโอกาสใหม่ ขณะที่อีกหลายกลุ่มยังเผชิญปัญหาเดิม หรือมีแนวโน้มอ่อนแอลง

กลุ่มที่ได้รับประโยชน์ชัดเจน ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยี และธุรกิจที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานใหม่ของโลก โดยเฉพาะความต้องการอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะ SMEs ยังต้องเผชิญกำลังซื้อที่อ่อนแอ ต้นทุนสูง และการแข่งขันจากสินค้าต่างประเทศ

ความแตกต่างยังเกิดขึ้นระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับธุรกิจรายย่อย แรงงานในระบบกับแรงงานนอกระบบ ตลอดจนครัวเรือนรายได้สูงที่มีเงินสำรองรับมือความเสี่ยง กับครัวเรือนรายได้น้อยที่ยังมีภาระหนี้สูง

สิ่งที่น่าสนใจคือ การปรับปรุงข้อมูลเศรษฐกิจย้อนหลังครั้งใหญ่ในช่วงปลายเดือนกันยายน อาจทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยดูดีขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่ SCB EIC ระบุว่ายังไม่สามารถประเมินทิศทางและขนาดของผลกระทบต่อ GDP ได้แน่ชัด ที่สำคัญ ต่อให้ GDP ถูกปรับสูงขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าคนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นตามตัวเลขนั้นทันที เพราะการปรับข้อมูลส่วนใหญ่สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลที่เคยบันทึกไว้ไม่ครบถ้วน

น้ำท่วมซ้ำเติมคนไทย กระทบทั้งรายได้ ธุรกิจ และราคาอาหาร

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ประเทศไทยต้องเผชิญน้ำท่วมในหลายพื้นที่ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนต่อเนื่องถึงเดือนตุลาคมซึ่ง SCB EIC ประเมินว่าอุทกภัยครั้งนี้อาจทำให้ GDP ไทยในปี 2569 ลดลงประมาณ 0.1 % โดยผลกระทบจะเห็นชัดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

แม้ตัวเลข 0.1 % อาจดูไม่มากนักในภาพเศรษฐกิจทั้งประเทศ แต่สำหรับครัวเรือนหรือผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายโดยตรง ผลกระทบอาจรุนแรงกว่านั้นมาก

เพราะน้ำท่วมไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะบ้านเรือนหรือพื้นที่เกษตร แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจผ่านหลายช่องทาง

เมื่อพื้นที่ได้รับผลกระทบ ผู้บริโภคต้องลดการใช้จ่ายเพื่อเก็บเงินไว้ซ่อมแซมบ้านและทรัพย์สิน ร้านค้าอาจต้องหยุดกิจการชั่วคราว ขณะที่โรงงานและผู้ประกอบการต้องเผชิญปัญหาการขนส่งวัตถุดิบและสินค้า

ระบบโลจิสติกส์ที่สะดุดยังอาจกระทบธุรกิจที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมโดยตรง เนื่องจากสินค้าไม่สามารถขนส่งได้ตามปกติ

สำหรับภาคเกษตร น้ำท่วมสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิต ขณะที่ผู้บริโภคในพื้นที่อื่นก็ได้รับผลกระทบผ่านราคาอาหารที่สูงขึ้น

ข้อมูลในรายงาน SCB EIC พบว่า หลังน้ำท่วม ราคาผักสดหลายชนิดปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยบางชนิดเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดน้ำท่วม ผลกระทบจึงเกิดขึ้นสองด้านพร้อมกัน คือเกษตรกรบางส่วนสูญเสียรายได้จากผลผลิตที่เสียหาย ขณะที่ประชาชนต้องจ่ายเงินซื้ออาหารแพงขึ้น

แม้ SCB EIC ประเมินว่าแรงกดดันต่อราคาอาหารสดจากน้ำท่วมจะเป็นเพียงชั่วคราว และมีโอกาสทยอยลดลงเมื่อผลผลิตกลับเข้าสู่ตลาด แต่ในช่วงที่ค่าครองชีพสูงอยู่แล้ว ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นย่อมเป็นภาระเพิ่มเติมของครัวเรือน

ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2569 ยังระบุว่า แม้สถานการณ์น้ำท่วมในภาคกลางจะคลี่คลายลงมาก แต่ยังมีพื้นที่บางส่วนใน 17 จังหวัดได้รับผลกระทบ และต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงน้ำท่วมภาคใต้ในช่วงปลายปี

น้ำมันแพงจากสงครามตะวันออกกลาง ต้นทุนที่คนไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้

น้ำท่วมไม่ใช่แรงกดดันเดียวที่กำลังซ้ำเติมกำลังซื้อของคนไทย ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและมีความเสี่ยงขยายวงกว้าง ทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะเมื่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เต็มที่

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่ยังส่งผ่านไปยังต้นทุนการขนส่ง การผลิตสินค้า และค่าครองชีพโดยรวม

รายงาน SCB EIC ระบุว่า ณ วันที่ 20 ตุลาคม 2569 ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 42.94 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้นจาก 41.44 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือนกันยายน ขณะเดียวกัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระหนี้สะสมติดลบมากกว่า 100,000 ล้านบาท ทำให้ความสามารถในการอุดหนุนราคาน้ำมันเพื่อช่วยประชาชนมีข้อจำกัดมากขึ้น SCB EIC จึงประเมินว่าราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นตามราคาตลาดโลก และอาจไม่กลับสู่ระดับก่อนสงครามได้ภายในปี 2570

สิ่งที่น่ากังวลคือ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นเกิดขึ้นพร้อมกับราคาอาหารที่ได้รับแรงกดดันจากน้ำท่วมเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนกันยายนอยู่ที่ 2.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ SCB EIC ประเมินว่าในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 เงินเฟ้ออาจเข้าใกล้หรือสูงกว่าขอบบนของกรอบเป้าหมาย 1–3% เป็นการชั่วคราว ก่อนทยอยชะลอลง โดยคาดว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยปี 2570 จะยังคงอยู่ในกรอบ

หนี้ครัวเรือนต่ำสุดในรอบ 6 ปี

หนึ่งในตัวเลขที่ดูเหมือนเป็นข่าวดี คือสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ที่ลดลงเหลือ 85.2% ในไตรมาส 2/2569 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 6 ปี แต่ SCB EIC เตือนว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนว่าฐานะทางการเงินของครัวเรือนไทยฟื้นตัวแล้วเพราะครัวเรือนจำนวนมากยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อและขาดสภาพคล่อง ขณะที่ภาระหนี้เดิมยังเป็นอุปสรรคต่อการใช้จ่าย

ยิ่งไปกว่านั้น ตลาดแรงงานเริ่มส่งสัญญาณเปราะบาง โดยอัตราการว่างงานในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาส 3 ปรับเพิ่มขึ้นทั้งในภาพรวมและในกลุ่มแรงงานอายุน้อย โดยอัตราการว่างงานรวม 1.2% สูงสุดในรอบ 26 เดือน ขณะที่อัตราการว่างงานเยาวชน 6.9% และอัตราการว่างงานในระบบประกันสังคม 2.46% สูงสุดในรอบกว่า 4 ปี

นั่นหมายความว่า ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่มีภาระหนี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน และต้องเผชิญโอกาสการทำงานที่ไม่แน่นอนมากขึ้น

ปัญหาเหล่านี้ยังทำให้การดำเนินนโยบายการเงินมีข้อจำกัด แม้ SCB EIC คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2570 แต่การมีดอกเบี้ยต่ำไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะสามารถกู้เงินได้ง่ายขึ้น

ครัวเรือนและ SMEs จำนวนมากยังติดข้อจำกัดจากภาระหนี้เดิม ความเสี่ยงด้านรายได้ และสภาพคล่องที่ไม่เพียงพอ

SCB EIC จึงมองว่ามาตรการทางการเงินแบบเฉพาะจุด โดยเฉพาะการช่วยให้ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อ จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการประคองเศรษฐกิจระยะต่อไป

ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยปี 2570

แม้เศรษฐกิจไทยจะผ่านแรงกดดันจากน้ำท่วมและค่าครองชีพสูงในปี 2569 แต่ปี 2570 ก็ยังไม่ใช่ปีที่เศรษฐกิจไทยจะสามารถวางใจได้

SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงสำคัญหลายด้าน ทั้งสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ และราคาพลังงานที่อาจทรงตัวสูงต่อเนื่อง

จากน้ำท่วมสู่ภัยแล้ง ความเสี่ยงที่เกษตรกรต้องเผชิญต่อเนื่อง

หลังผ่านน้ำท่วมในช่วงปลายปี 2569 ประเทศไทยมีความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ Super El Niño ที่อาจทำให้อากาศร้อนและแห้งแล้งกว่าปกติยืดเยื้อไปจนถึงกลางปี 2570

หากเกิดขึ้นจริง ผลกระทบสำคัญจะตกอยู่กับภาคเกษตร ทั้งผลผลิตที่อาจลดลง รายได้เกษตรกร และความเพียงพอของน้ำสำหรับการเพาะปลูก

แม้ปริมาณน้ำในเขื่อนที่อยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตจะช่วยบรรเทาความเสี่ยงได้บางส่วน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงภัยแล้งหมดไป

สิ่งที่น่าจับตาคือ ภาคเกษตรอาจต้องรับมือกับความเสียหายจากน้ำมากเกินไปในปีหนึ่ง ก่อนจะเผชิญปัญหาน้ำไม่เพียงพอในปีถัดไป ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาอาหารและกำลังซื้อของประชาชนอีกครั้ง

กำแพงภาษีสหรัฐฯ อาจกระทบเครื่องยนต์ส่งออกไทย

อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกาแม้สหรัฐฯ และจีนจะขยายระยะเวลาพักรบทางการค้าออกไปจนถึงวันที่ 10 มกราคม 2570 แต่ SCB EIC มองว่าความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้ายังอยู่ในระดับสูง

โดยเฉพาะการใช้มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 ที่เกี่ยวข้องกับปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน หรือ Excess Capacity และการตรวจสอบการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า หรือ Transshipment ประเด็นนี้มีความสำคัญกับประเทศไทย เพราะไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตและส่งออกสินค้าที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ

หากสหรัฐฯ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าหรือใช้มาตรการภาษีเพิ่มเติม ย่อมเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับผู้ส่งออกและนักลงทุน โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ หรือมีห่วงโซ่การผลิตเชื่อมโยงกับจีน

สงครามตะวันออกกลางและดอกเบี้ยโลก อาจกดดันเศรษฐกิจต่อเนื่อง

ในภาพใหญ่ SCB EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2569 จาก 2.5% เป็น 2.6% และปี 2570 จาก 2.6% เป็น 2.7% ปัจจัยสำคัญมาจากเศรษฐกิจโลกที่รับมือกับแรงกระแทกจากสงครามและราคาพลังงานได้ดีกว่าคาด ประกอบกับการลงทุนใน AI ที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

การลงทุนด้าน Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน AI ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขณะที่ความต้องการชิปและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นแรงส่งสำคัญต่อเศรษฐกิจเอเชีย

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากสงครามยังทำให้ราคาพลังงานและเงินเฟ้อในหลายประเทศอยู่ในระดับสูง SCB EIC จึงคาดว่าธนาคารกลางหลัก ทั้งธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งภายในสิ้นปี 2569

สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ต้นทุนทางการเงินของโลกอยู่ในระดับสูง และเพิ่มความไม่แน่นอนต่อการลงทุนและการเคลื่อนย้ายเงินทุนในปี 2570

สำหรับไทย แม้จะได้รับประโยชน์จากกระแส AI ผ่านการส่งออกและการลงทุน แต่คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้โอกาสเหล่านี้สร้างรายได้และงานที่มีคุณภาพให้กับคนไทยในวงกว้าง ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงบริษัทหรืออุตสาหกรรมบางกลุ่ม

เพราะหากการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ไม่ได้เชื่อมโยงกับ SMEs แรงงาน และธุรกิจภายในประเทศมากเพียงพอ เศรษฐกิจไทยก็อาจยังเผชิญปัญหาการเติบโตแบบ K-shaped ต่อไป โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย ไม่ใช่แค่ทำให้ GDP โต แต่ต้องทำให้คนไทยโตไปด้วย

ดังนั้นสิ่งที่รายงาน SCB EIC สะท้อนอย่างชัดเจนคือ เศรษฐกิจไทยไม่ได้ขาดเครื่องยนต์การเติบโต แต่ยังมีปัญหาในการกระจายประโยชน์จากการเติบโตให้ทั่วถึง เพราะท้ายที่สุดแล้ว เศรษฐกิจที่แข็งแรงไม่ควรวัดจากตัวเลขที่เติบโตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความสามารถในการทำให้ผู้คนและธุรกิจส่วนใหญ่ก้าวไปข้างหน้าได้พร้อมกันด้วย

ที่มา: IMF World Economic Outlook ตุลาคม 2569 , SCB EIC Monthly Insight ฉบับตุลาคม 2569 และข่าวประชาสัมพันธ์ SCB EIC เรื่องเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/2569

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...