โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘วัส’ วิเคราะห์ ปมร้อนอำนาจศาลฎีกาปะทะกกต. ‘หมุดหมายสำคัญ’ ชี้วัดดุลยภาพแห่งอำนาจ

ไทยโพสต์

อัพเดต 6 พฤศจิกายน 2569 เวลา 13.52 น. • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

'วัส ติงสมิตร' วิเคราะห์ ปมร้อนอำนาจศาลฎีกาปะทะ กกต. ในคดีเลือก สว. ไม่ใช่แค่เรื่องของการตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือก สว. เพียง 3 รายเท่านั้น แต่เป็น 'หมุดหมายสำคัญ' ที่จะชี้วัดดุลยภาพแห่งอำนาจระหว่างกกต. กับศาลฎีกา จะถูกจัดวางไว้อย่างไรในระบอบประชาธิปไตยอันมีกฎหมายเป็นใหญ่ จะกลายเป็นบรรทัดฐานของการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในอนาคต

6 พ.ย.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความ หัวข้อ วิเคราะห์ปมร้อนอำนาจศาลฎีกาปะทะ กกต. ในคดีเลือก สว. มีเนื้อหาดังนี้

สถานการณ์ทางการเมืองและกระบวนการยุติธรรมการเลือกตั้งกำลังเดินทางมาถึงจุดตัดสำคัญ เมื่อข้อพิพาทในคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 8/2569 ระหว่าง นายดิเรก พรสีมา (ผู้ร้อง) และ คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. (ผู้คัดค้าน) ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข้อพิพาทเรื่องคุณสมบัติรายบุคคลอีกต่อไป หากแต่กำลังสั่นคลอนและท้าทายหลักการแบ่งแยกอำนาจ ตลอดจนขอบเขตอำนาจหน้าที่ระหว่าง "องค์กรอิสระ" “ศาลรัฐธรรมนูญ” และ "ศาลยุติธรรม" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความคืบหน้าล่าสุดในศาลฎีกา: เดินหน้าไต่สวนท่ามกลางแรงกระเพื่อม
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้นัดตรวจพยานหลักฐานในคดีดังกล่าว และมีคำสั่งสำคัญออกมา 3 ประเด็นหลักด้วยกัน:

1.ไม่อนุญาตให้นายดิเรก (ผู้ร้อง) แก้ไขเพิ่มเติมคำร้อง เนื่องจากศาลมองว่าเป็นการขอเปลี่ยนตัวผู้คัดค้านและเพิ่มคำขอใหม่ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคำร้องเดิมและไม่ใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย

2. ไม่อนุญาตให้ กกต. (ผู้คัดค้าน) เลื่อนคดี แม้ทาง กกต. จะอ้างว่ามีมติเตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาอำนาจหน้าที่ แต่ศาลเห็นว่า เป็นเพียงแค่ "มติ" ยังไม่มีการยื่นจริง จึงไม่มีเหตุผลอันสมควรในการชะลอคดี (แม้แต่กรณีมีปัญหาว่าพระราชบัญญัติที่ศาลจะนำมาใช้ตัดสินคดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ กฎหมายเพียงแต่กำหนดให้ศาลส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ในระหว่างนั้น ศาลยังมีอำนาจดำเนินการพิจารณาต่อไปได้ เพียงแต่หากดำเนินการเสร็จ ให้ศาลรอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 เท่านั้น)

3. กำหนดนัดไต่สวนพยานอย่างเป็นทางการ
• นัดไต่สวนพยานฝ่ายนายดิเรกซึ่งเป็นผู้ร้อง (3 ปาก) ในวันที่ 21 ธันวาคม 2569
• นัดไต่สวนพยานฝ่าย กกต. ซึ่งเป็นผู้คัดค้าน (2 ปาก) ในวันที่ 22 ธันวาคม 2569
โดยศาลฎีกากำหนดประเด็นหลักในการวินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่า "การที่ กกต. มีคำสั่งไม่รับคำร้องของผู้ร้อง (นายดิเรก) ไว้พิจารณานั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?" 🎯

เกมยื้อของ กกต.: มติ 5 ต่อ 2 ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจ
ก่อนหน้าที่ศาลฎีกาจะนัดตรวจะยานหลักฐานเพียงไม่กี่วัน คือเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 กกต. ได้มีมติด้วยคะแนนเสียง 5 ต่อ 2 ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) เพื่อขอให้วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจใน 2 ประเด็นใหญ่:

ประเด็นที่หนึ่ง: กรณีที่ผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ มีคำสั่งให้รับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัครซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามแล้ว คำสั่งรับสมัครผู้สมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัครดังกล่าวมีความเป็นที่สุด ไม่อาจถูกตรวจสอบได้อีก เว้นแต่กรณีตามมาตรา 63 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561ที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น

ประเด็นที่สอง: กรณีที่ กกต. ได้มีคำวินิจฉัยตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. คำวินิจฉัยของ กกต. ดังกล่าวเป็นที่สุด ไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้มีการตรวจสอบหรือทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. ได้

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนความพยายามของ กกต. ที่ต้องการดึงศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาวางบรรทัดฐาน เพื่อปิดช่องทางไม่ให้ศาลฎีกาเข้ามาตรวจสอบกระบวนการที่ตนเองวินิจฉัยไว้แล้วนั่นเอง

ย้อนดูบรรทัดฐาน: คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 14/2566 บอกอะไรเรา?
เพื่อทำความเข้าใจกรอบอำนาจดังกล่าว จำเป็นต้องย้อนกลับไปพิจารณา คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 14/2566 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2566 (ซึ่ง กกต. เคยเป็นผู้ร้องในคดีเลือกตั้งส่วนท้องถิ่น) โดยศาลรัฐธรรมนูญได้แบ่งแยกหลักการใช้อำนาจไว้อย่างน่าสนใจใน 3 ประเด็นดังนี้

1.ประเด็นการวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง: ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า แม้ กกต. จะมีหน้าที่และอำนาจจัดการเลือกตั้ง แต่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้การใช้อำนาจนี้ "เป็นที่สุด" อีกทั้งยังกระทบต่อสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชนโดยตรง ดังนั้น จึงไม่อาจถือเป็นที่สุด และเปิดช่องให้ผู้ได้รับความเสียหายใช้สิทธิทางศาลได้

2. ประเด็นการสั่งนับคะแนนใหม่หรือออกเสียงลงคะแนนใหม่ (ก่อนประกาศผล): ศาลรัฐธรรมนูญมองว่า "ไม่ถึงกับเป็นการตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง" ของผู้สมัครรายใด และหากเปิดให้มีการโต้แย้งทางศาลในระหว่างนั้นได้ จะก่อให้เกิดความล่าช้าและขัดข้องต่อกรอบเวลาการจัดการเลือกตั้ง ดังนั้น การสั่งให้นับคะแนนใหม่หรือออกเสียงลงคะแนนใหม่เฉพาะก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจอันเป็นที่สุดของ กกต

3. ประเด็นการแบ่งเขตเลือกตั้ง: ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า แม้การแบ่งเขตจะเป็นอำนาจที่จำเป็นต่อการจัดการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (1) แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติรายละเอียดให้การใช้อำนาจนี้เป็นที่สุด นอกจากนี้ การแบ่งเขตเลือกตั้งมีผลกระทบต่อความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองและความสะดวกของประชาชนในการใช้สิทธิ เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุให้เป็นที่สุด หากผู้สมัครหรือบุคคลที่ได้รับผลกระทบเห็นว่าการแบ่งเขตไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบ ย่อมสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อขอให้ตรวจสอบได้ ดังนั้น การปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจแบ่งเขตเลือกตั้งจึง "ไม่เป็นที่สุด"

หลักการดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า อำนาจใดที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพและไม่มีบทบัญญัติให้ตัดขาดจากศาลเด็ดขาด ศาลย่อมสามารถเข้ามาตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายได้เสมอ

มุมมองทางกฎหมาย: กกต. ก้าวล่วงอำนาจศาลฎีกาหรือไม่?
หากพิจารณาจากกรอบรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 รวมถึงบรรทัดฐานที่ผ่านมา สามารถวิเคราะห์ข้อกฎหมายออกเป็น 2 ประเด็นสำคัญ (ตามที่ กกต. เตรียมจะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ) ดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง (ความไม่เป็นที่สุดของคำสั่งรับสมัคร): ตามรัฐธรรมนูญ 2560 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 14/2566 คำสั่งของผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ที่ให้รับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัครซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกร้อง 3 ราย (นายบัลลังค์ ศรีมงคล, นางวรรษมนต์ คุณแสน และนางทองเสียน วงษ์ประจันทร์) ไม่เป็นที่สุด จึงสามารถถูกตรวจสอบได้ เว้นแต่กรณีหลังประกาศผลการเลือก สว. ที่เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร จะเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ (ตามมาตรา 63)

ประเด็นที่สอง (ขอบเขตอำนาจศาลฎีกากับมติ กกต.): ก่อนประกาศผลการเลือก สว. คำวินิจฉัยของ กกต. ที่สั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครเลือกเป็น สว. ไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปีตามมาตรา 60 วรรคหนึ่ง และการให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง ตามมาตา 60 วรรคสอง แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561

ส่วนเมื่อประกาศผลการเลือก สว. แล้ว ถ้ามีการทุจริตในการเลือกการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม มติของ กกต. ที่ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง ตามมาตรา 62

ล้วนไม่เกี่ยวกับคดีที่ผู้สมัครเลือกเป็น สว. ไปยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา และไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้คำวินิจฉัยของ กกต. ดังกล่าวเป็นที่สุด กกต. จึงไม่มีอำนาจที่จะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้เข้ามาเปลี่ยนแปลงการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกาในส่วนที่เกี่ยวเนื้อหาสาระของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 ได้

บทสรุปส่งท้าย
ศึกทางกฎหมายในคดี ลต สว 8/2569 จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวของการตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือก สว. เพียง 3 รายเท่านั้น แต่เป็น "หมุดหมายสำคัญ" ที่จะชี้วัดว่า ดุลยภาพแห่งอำนาจระหว่างองค์กรผู้จัดการเลือกตั้งอย่าง กกต. กับองค์กรผู้คุ้มครองสิทธิเสรีภาพอย่างศาลฎีกา จะถูกจัดวางไว้อย่างไรในระบอบประชาธิปไตยอันมีกฎหมายเป็นใหญ่ ปลายทางของคดีนี้จึงไม่ได้มีผลแค่กับคลเฉพาะรายเท่านั้น แต่จะกลายเป็นบรรทัดฐานประวัติศาสตร์ของการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในอนาคตอย่างแท้จริงครับ!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...