ปิดฉาก WTM 2026 ททท.เปิดมุมมองใหม่ท่องเที่ยวไทยปี 70 ปั๊ม UK ล้านคน โกยรายได้ 7.5 หมื่นล้าน
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้ารุกตลาดนักท่องเที่ยวสหราชอาณาจักร (UK)และยุโรปอย่างเข้มข้น ในการเข้าร่วมงานส่งเสริมการขายทางการท่องเที่ยวระดับโลก World Travel Market (WTM 2026) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3–5 พฤศจิกายน 2569 ที่ผ่านมา ณ ExCeL London กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
ที่ในแต่ละปีมีผู้เข้าร่วมงานราว 4.6 หมื่นคน จาก 182 ประเทศ เพื่อมุ่งขยายกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน พร้อมดึงผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย 47 รายร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อต่างประเทศ รวมกว่า 1,440 นัดหมาย
ททท.โชว์เคส Worth-Life Balance
สำหรับรูปแบบของคูหาประเทศไทยในปีนี้ททท. นำเสนอประเทศไทยผ่านมุมมองการท่องเที่ยวใหม่ ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury” โดยได้ถ่ายทอดประสบการณ์การพักผ่อนมิติใหม่ผ่าน “ประสาทสัมผัสทั้ง 5” (การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส และการสัมผัส) เพื่อสะท้อนนิยามใหม่ของการท่องเที่ยวคุณภาพที่เน้นการดูแลสุขภาพกายและใจ ควบคู่กับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
โดยนำเสนอสินค้าและประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับสมาธิและความผ่อนคลาย (Mindfulness) ใน 3 มิติหลัก ได้แก่ “Reconnect” สร้างบรรยากาศผืนป่าผ่านกลิ่นสดชื่น เพื่อเชื่อมโยงผู้เดินทางเข้ากับธรรมชาติและความสงบในจิตใจ “Presence” สะท้อนเสน่ห์และอัตลักษณ์ของผ้าย้อมครามไทยผ่านสีสัน ลวดลาย
รวมถึงกิจกรรม DIY ให้ผู้ร่วมงานประดิษฐ์เข็มกลัดและสมุดปกผ้ามัดย้อมด้วยตนเอง “Relax” จัดแสดง Singing Bowl เพื่อเชื่อมโยงสู่ประสบการณ์การบำบัดด้วยเสียง (Sound Healing) ในประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวสหราชอาณาจักรและตลาดยุโรปที่สนใจและให้ความสําคัญกับ Sustainable Tourism และ Wellbeing Product Showcase
นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดง Map of Thailand ผ่านภาพเคลื่อนไหว เพื่อนำเสนอความงดงามของแหล่งท่องเที่ยวไทยในวงกว้าง
ดึง 47 ผู้ประกอบการไทยเจรจาธุรกิจ
การเข้าร่วมงาน WTM 2026 ในครั้งนี้ ททท. ได้นำผู้ประกอบการภาคเอกชนของไทยเข้าร่วม 47 ราย ประกอบด้วย ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต จำนวน 37 ราย บริษัทนำเที่ยว (DMC) จำนวน 8 ราย และ ตัวแทนจำหน่ายบริการท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) จำนวน 2 ราย โดยแบ่งเป็นผู้เข้าร่วมงานเป็นครั้งแรก 18 ราย และผู้ที่เคยเข้าร่วมงานแล้ว 29 ราย
ในสัดส่วนนี้เป็นผู้ประกอบการไทยที่ได้รับรางวัล Thailand Tourism Award จำนวน 2 ราย, โครงการ STAR จำนวน 34 ราย และ CF Hotels จำนวน 5 ราย โดยได้นําผู้ประกอบการจากเมืองหลักและเมืองรองมานําเสนอสินค้าและบริการ
ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี กระบี่ พังงา เพชรบุรี ภูเก็ต ระยอง และ สุราษฎร์ธานี เพื่อร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อจากต่างประเทศ ซึ่งททท.คาดการณ์ว่าจะมีจํานวนนัดหมายในการเจรจาธุรกิจรวมไม่น้อยกว่า 1,440 นัดหมาย สามารถสร้างรายได้ในอนาคตได้มากกว่า 1.51 พันล้านบาท
มุ่งรักษานักท่องเที่ยว UK ทะลุล้านคน
ตลาด UK เป็นตลาดระยะไกล (Long-haul) คุณภาพสูงที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของตลาดต่างประเทศที่เดินทางเข้าไทยมากที่สุด และติด Top 3 ของกลุ่มตลาดระยะไกล ในปี 2568 ตลาด UK สร้างสถิตินักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยทะลุ 1 ล้านคน ที่จำนวน 1,083,162 คน
ส่วนปี 2569 แม้เผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่สถานการณ์เริ่มฟื้นตัวชัดเจนตั้งแต่เดือนมิ.ย.เป็นต้นมา โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ตุลาคม 2569 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยแล้ว 808,214 คน
ททท.คาดการณ์สิ้นปี 2569 นี้ททท. มั่นใจว่าจะรักษาตำแหน่ง Million Market ได้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยคาดว่าจะมียอดนักท่องเที่ยวรวม 1,041,987 คน สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว 71,605 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายปี 2570 มีแนวโน้มว่านักท่องเที่ยว UK จะเติบโตขึ้นราว 4% แตะระดับ 1,094,500 คน และสร้างรายได้ประมาณ 75,270 ล้านบาท (เติบโต 5–6%)
เปิด 5 กลยุทธ์หลักปี 2570 รุกตลาด UK
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่าจากผลกระทบของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของยุโรปและสหราชอาณาจักรในช่วงเดือนมี.ค.-พ.ค.69 จากคําแนะนําการเดินทางของรัฐบาลอังกฤษ ข้อจํากัดด้านประกันภัย และการยกเลิกเที่ยวบิน ส่งผลให้การเดินทางช่วงอีสเตอร์และสงกรานต์ชะลอตัว
แต่ในเดือนมิ.ย.-ก.ค.ที่ผ่านมา มีการยกเลิกคําแนะนําเตือนการเดินทางช่วยฟื้นความเชื่อมั่นยอดจองฤดูหนาว 2569 เริ่มฟื้นตัว และยอดจองไตรมาส 1 ปี 2570 แข็งแกร่งขึ้น โดยในเดือนส.ค.-ก.ย. ยอดจองเพิ่มขึ้นจากปีก่อน มีการจองใกล้วันเดินทาง สําหรับไตรมาส 4 ขณะที่ยอดจองไตรมาส 1 และช่วงอีสเตอร์ปีถัดไปมีแนวโน้มดีขึ้น
ดังนั้นในปี 2570 ททท.ได้วางกลยุทธ์และทิศทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวตลาดนักท่องเที่ยวราชอาณาจักร ไว้ 5 เรื่องหลัก ได้แก่
1.SIGNATURE & SECRET มุ่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยเป็นครั้งแรก โดยนำเสนอประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ (Signature) ควบคู่กับจุดหมายปลายทางใหม่ๆ ในเมืองรอง ผ่านสื่อดิจิทัลและพันธมิตรใน UK และไอร์แลนด์
2.BEST VALUE SEASON ส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงเดือนพฤษภาคม, มิถุนายน, กันยายน และตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ธรรมชาติเขียวขจี นักท่องเที่ยวน้อยลง ได้สัมผัสวิถีท้องถิ่นอย่างแท้จริง พร้อมดันการท่องเที่ยวเมืองรอง
3.High Value & Niche Targets โฟกัสกลุ่มตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและแนวโน้มเติบโต ได้แก่ Responsible Tourism (การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ), Luxperience (ประสบการณ์หรูหรา), Wellbeing (สุขภาวะ), Sports Tourism (เชิงกีฬา) รวมถึง Digital Nomads & Celebration Travel
4.Airline Focus ผนึกกำลังกับสายการบินเพิ่มเส้นทางบินตรงและความถี่เที่ยวบินเข้าสู่ไทยในช่วงฤดูหนาว 2569–2570 เช่น Virgin Atlantic (บินตรงลอนดอน ฮีทโธรว์–ภูเก็ต 3 เที่ยว/สัปดาห์), British Airways (ลอนดอน แกตวิก–กรุงเทพฯ) และ TUI (บินตรงสู่ภูเก็ตจากลอนดอน แกตวิก และแมนเชสเตอร์)
5.การแก้ปัญหา Flight Capacity เจรจาเพิ่ม Seat Capacity ร่วมกับสายการบินพันธมิตร เช่น Virgin Atlantic และ Norse Atlantic Airways (เปิดบินตรงลอนดอน แกตวิก–ภูเก็ต) เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ภาคใต้ โดยแคมเปญร่วมกับ Virgin Atlantic ล่าสุดสร้างยอดจองแล้วกว่า 9,079 รายการ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกว่า 5.41 ล้านครั้ง
นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดกิจกรรม Familiarization Trip นำผู้ประกอบการจาก UK สำรวจสินค้าท่องเที่ยวในพื้นที่เขาหลัก จังหวัดพังงา ในเดือนมิถุนายน 2570 อีกด้วย ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางการตลาดและกระตุ้นการเดินทางในระยะต่อไป ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ ททท. ในการรักษาฐานตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพและผลักดันตลาดสหราชอาณาจักรให้เติบโตอย่างยั่งยืนนั่นเอง
เจรจาธุรกิจคึกคัก
เอเย่นต์ต่างชาติ-ผู้ขายยันตลาดฟื้นตัวรับไฮซีซัน
สำหรับบรรยากาศในการซื้อขายภายในงาน WTM ในปีนี้เอเย่นต์ต่างๆและผู้ประกอบการไทยที่มาเจรจาธุรกิจในครั้งนี้ต่างมองไปในทางเดียวกันว่า แม้ก่อนหน้านี้ตลาดสหราชอาณาจักรและยุโรป อาจจะชลอการเดินทางท่องเที่ยวจากผลของการขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่แนวโน้มที่กำลังจะเข้าสู่ไฮซีซันนี้ ถือว่าฟื้นตัวดีมาก
นายแซม คอลลินส์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์อาวุโสประจำภูมิภาคตะวันออกไกลของ Best at Travel บริษัทนำเที่ยวในสหราชอาณาจักร กล่าวว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในปีนี้แสดงให้เห็นว่า การที่บริษัทนำเที่ยวมีแพ็กเกจที่หลากหลายมากขึ้นนั้นเป็นเรื่องสำคัญ บริษัทได้ขยายการขายแพ็กเกจท่องเที่ยวไทยและเอเชียมาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว นอกเหนือไปจากการมุ่งเน้นตลาดตะวันออกกลางและอินเดียที่ทำมาตลอด 40 ปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ตลาดตะวันออกกลางในปีนี้ประสบปัญหาอย่างหนักเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้ง แม้จะมีความวุ่นวายในระดับโลก แต่ยอดการจองท่องเที่ยวไทยกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างมากตั้งแต่เดือนก.ค.เป็นต้นมา ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา เอเชียกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่สร้างผลกำไรให้บริษัทมากที่สุด
แม้ค่าตั๋วเครื่องบินจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง นักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรจึงยังคงให้ความสนใจและต้องการกลับมาเยือนอีกครั้ง
นอกจากนี้นักท่องเที่ยวจำนวนมากยังเปลี่ยนจุดหมายปลายทางจากสถานที่อย่างดูไบมาเป็นเอเชียแทน บริษัทมีความมั่นใจว่ายอดการจองท่องเที่ยวในประเทศไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027
อีกทั้งค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวในประเทศไทยก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นด้วยเนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรก แพ็กเกจที่ขายดีที่สุดจึงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม เช่น เกาะสมุย ภูเก็ต และเขาหลัก
ทั้งนี้บริษัทยังพยายามขยายตลาดไปยังจุดหมายปลายทางใหม่ๆ ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายนัก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ เช่น เกาะหลีเป๊ะ สำหรับแพ็กเกจท่องเที่ยวไทยของบริษัทมีราคาขายอยู่ที่ประมาณ 10,000 ปอนด์ต่อทริป ระยะเวลาเข้าพักเฉลี่ย 12–14 คืน
“เฮเลน วีต” ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Audley Travel อีกหนึ่งบริษัทนำเที่ยวในสหราชอาณาจักรที่เน้นประสบการณ์การท่องเที่ยวระดับหรู กล่าวว่า แม้จะมีการหยุดชะงักของเที่ยวบินในตะวันออกกลาง แต่ก็มีเที่ยวบินตรงทางเลือกอื่นๆ ระหว่างยุโรปและเอเชียเพิ่มมากขึ้น ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว โดยไม่จำเป็นต้องต่อเครื่อง บริษัทไม่พบสัญญาณของการชะลอตัวในยอดการจองท่องเที่ยวมายังไทยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
อีกทั้งเพื่อให้มีความแตกต่างจากผู้ให้บริการรายอื่น บริษัทจึงมุ่งเน้นการขายจุดหมายปลายทางที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวชายทะเล เช่น เชียงใหม่ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่ขายดีที่สุดเป็นอันดับสองรองจากกรุงเทพฯ
สำหรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Audley Travel ประเทศไทยถือเป็นจุดหมายปลายทางที่มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับสองรองจากเวียดนาม ลูกค้าของบริษัทใช้เวลาท่องเที่ยวในไทยนาน 12-14 วัน โดยมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 16,000-17,000 ปอนด์ ซึ่งครอบคลุมถึงบริการสายการบินระดับพรีเมียมและการเข้าพักในโรงแรมชั้นน
นายแดนนี่ สุขกมล กรรมการผู้จัดการโรงแรมและรีสอร์ทในเครือสันธิญา กล่าวว่า การเข้าร่วมงาน WTM ครั้งนี้ ทางโรงแรมมีนัดหมายเจรจาธุรกิจกับคู่ค้าและผู้ประกอบการท่องเที่ยวรวมกว่า 47 ราย ซึ่งตลาดสหราชอาณาจักร เป็นตลาดอันดับ 2 ของโรงแรมรองจากนักท่องเที่ยวเยอรมนี แม้ปีนี้ตลาดจะชะลอตัวลงเล็กน้อยในปีนี้จากผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
แต่นักท่องเที่ยวยุโรปยังคงมองว่าประเทศไทยและภูเก็ตเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับตลาดระยะไกล โดยมักเลือกภูเก็ตเป็นจุดพักแรกก่อนเดินทางเชื่อมโยงไปยังพื้นที่อื่นๆ ซึ่งโรงแรมมีโลเคชั่นตามเกาะต่างๆในไทย อย่าง ภูเก็ต แถวนาใต้ เกาะพะงัน เกาะยาวใหญ่ และเกาะช้าง ก็ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวยุโรปที่ชอบทะเล
สำหรับตลาดอังกฤษ โดยเฉพาะเมืองแมนเชสเตอร์ นักท่องเที่ยวบางส่วนใช้บริการสายการบินตะวันออกกลางและ Wizz Air แม้เวลาบินจะไม่สะดวกที่สุด แต่ได้รับอานิสงส์จากราคาตั๋วเครื่องบินที่ปรับลดลงอย่างมากหากจองล่วงหน้า
รวมถึงปัจจัยบวกจากการเปิดบินตรงของสายการบิน Virgin Atlantic จากสหราชอาณาจักรสู่ภูเก็ต ช่วยหนุนยอดนักท่องเที่ยวอังกฤษเดินทางเข้าสู่ภูเก็ตและพื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ในช่วงเดือนพ.ย.นี้แม้ตลาดนักท่องเที่ยวอาจจะชะลอตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่จากยอดการจองล่วงหน้า ตั้งแต่เดือนธันวาคมยาวไปจนถึงไตรมาสที่ 1 ปีหน้า มีสัญญาณเป็นบวก โดยมีอัตราการเติบโตสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว"
นอกจากนี้ ยังได้รับปัจจัยหนุนจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เคยชะลอหรือเลื่อนการเดินทางในช่วงก่อนหน้า ซึ่งเริ่มกลับมาเดินทางท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นในปีนี้ ส่งผลให้ภาพรวมตลอดฤดูท่องเที่ยวหลักไปจนถึงไตรมาสแรกถือว่าน่าพึงพอใจอย่างมาก นายแดนนี่ กล่าวทิ้งท้าย
ขณะที่นายมนาเทศ อันนวัฒน์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด กล่าวว่า ไทยแลนด์พริวิเลจการ์ด ได้เดินทางมาร่วมงาน WTM เพื่อมุ่งเดินหน้าขยายตลาดการท่องเที่ยวและเครือข่ายในภูมิภาคยุโรป เพราะ WTM เป็นเวทีสำคัญทางยุทธศาสตร์ในการเจาะตลาดอังกฤษและยุโรป ซึ่งปกติสร้างสัดส่วนรายได้ประมาณ 20% โดยปัจจุบันอังกฤษ ถือเป็นตลาดอันดับที่ 4 ที่มีสมาชิกรวมกว่า 1,000 คน
การเข้าร่วมงานครั้งนี้มีเป้าหมายหลักในการต่อยอดธุรกิจแบบ B2B เพื่อค้นหาตัวแทนจำหน่าย , เอเยนต์ (Agent) และ GSSA หรือตัวแทนการขายและบริการในภูมิภาคยุโรป ตลอดจนแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจ (Vendors) เช่น สนามบิน พาร์ทเนอร์บริการ และสนามกอล์ฟ เพื่อดึงดูดสมาชิกใหม่ และบริการใหม่เข้าสู่ระบบและเสริมสร้าง Ecosystem ทางการท่องเที่ยวให้สมบูรณ์ นอกจากนี้ยังได้รับการตอบรับจากลูกค้ากลุ่ม B2C ที่แสดงความสนใจบัตรไทยแลนด์พริวิเลจ การ์ดอย่างต่อเนื่องด้วย
ทั้งหมดล้วนเป็นภาพรวมงาน WTM 2026 ที่เกิดขึ้น