โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

‘อารักขาพืช’ พลิกเกมสู่ความยั่งยืน ชูเคมีสีเขียว–จีโนม เพิ่มขีดแข่งขัน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

อุตสาหกรรมอารักขาพืชไทย เร่งปรับตัวรับความผันผวนสภาพภูมิอากาศและมาตรฐานตลาดโลกที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายต่อพืชเศรษฐกิจ ฉุดความต้องการใช้ปัจจัยการผลิต ขณะที่ผู้ประกอบการนำเข้าปรับแผนบริหารสต็อก หันสั่งซื้อรายไตรมาส ลดความเสี่ยงต้นทุน “ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ "นายสมศักดิ์ สมานวงศ์ นายกสมาคมอารักขาพืชไทย" ถึงทิศทางและทางรอดอุตสาหกรรม

น้ำท่วมฉุดดีมานด์ ผู้นำเข้าปรับสต็อกเหลือ 3 เดือน

นายสมศักดิ์ กล่าวถึง แนวโน้มอุตสาหกรรมสารเคมีเกษตรกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ผลิตภัณฑ์ยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด เคมีสีเขียว หรือเคมีอย่างยั่งยืน ควบคู่การใช้สารชีวภัณฑ์ เพื่อลดการพึ่งพาสารเคมีและตอบโจทย์เกษตรยั่งยืน ขณะที่เทคโนโลยีปรับแต่งยีน และการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและขีดแข่งขันสินค้าเกษตรไทย

“อุทกภัยที่ผ่านมา สร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรและสวนไม้ผล โดยเฉพาะทุเรียนและมะม่วง บางพื้นที่มีต้นไม้ยืนต้นตาย ขณะที่ต้นที่ยังเหลืออยู่ต้องเร่งฟื้นฟู ทั้งการดูแลดิน ใส่ปุ๋ย และใช้ผลิตภัณฑ์ส่งเสริมการเจริญเติบโตที่เหมาะสม ทั้งสารชีวภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยสูง ซึ่งความเสียหายดังกล่าวส่งผลให้ความต้องการใช้ปัจจัยการผลิตชะลอตัว เนื่องจากเกษตรกรบางพื้นที่ต้องรอเริ่มเพาะปลูกใหม่ คาดว่าปริมาณสต็อกสารเคมีเกษตรจะทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อย”

นายสมศักดิ์ สมานวงศ์ นายกสมาคมอารักขาพืชไทย

ขณะเดียวกันยังต้องเตรียมรับมือความเสี่ยงภัยแล้งที่อาจตามมาผู้ประกอบการนำเข้าจึงปรับแผนบริหารสินค้า จากการสั่งซื้อระยะยาวมาเป็นการประเมินความต้องการอย่างใกล้ชิด และวางแผนสั่งซื้อล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน หรือรายไตรมาส เพื่อลดต้นทุนการถือครองสต็อกและให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาด สำหรับเกษตรกร แม้สภาพภูมิอากาศจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการผลิต แต่พืชเศรษฐกิจอย่างทุเรียนและยางพารายังมีราคาอยู่ในเกณฑ์ดี จึงต้องเน้นบริหารจัดการสวน ใช้ข้อมูลประเมินความเสี่ยง และวางแผนการผลิตให้ได้ผลผลิตคุณภาพ ออกสู่ตลาดในช่วงเวลาที่เหมาะสม

ชูเคมีสีเขียว พลิกโฉมเคมีเกษตร รับตลาดยั่งยืน

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า กระแสความยั่งยืนกำลังเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมอารักขาพืชทั่วโลก สารเคมีเกษตรยุคใหม่จึงต้องได้รับการวิจัยและพัฒนาภายใต้แนวคิดเคมีสีเขียว เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืน หลายประเทศเริ่มมีแนวทางเร่งรัดการพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงต่ำและความปลอดภัยสูง เพื่อเปิดทางให้สารรุ่นใหม่เข้ามาทดแทนสารที่มีความเสี่ยงสูง ขณะเดียวกันมีการนำสารชีวภัณฑ์มาใช้ร่วมกับสารเคมีเกษตรมากขึ้น โดยเน้นใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็นและเลือกวิธีจัดการให้เหมาะสมกับสถานการณ์

“แรงกดดันจากตลาดส่งออกและผู้บริโภคที่เข้มงวดเรื่องสารตกค้าง ยังทำให้ผลิตภัณฑ์อารักขาพืชต้องมีประสิทธิภาพสูง ใช้ในอัตราต่ำ และมีคุณสมบัติสลายตัวรวดเร็วภายใต้เงื่อนไขการใช้งานที่เหมาะสม ทำให้บริษัทผู้ผลิตชั้นนำทั่วโลกต่างกำหนดทิศทางวิจัยและพัฒนาให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ตั้งแต่ขั้นตอนการคิดค้นผลิตภัณฑ์ หากไม่ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน ก็มีโอกาสถูกคัดออกตั้งแต่ต้นทาง

หนุน Gene Editing ผสาน IPM เพิ่มผลผลิต

สำหรับเทคโนโลยีปรับแต่งยีน(Gene Editing) นายสมศักดิ์ มองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับภาคเกษตร เพราะการอารักขาพืชที่มีประสิทธิภาพ ต้องเริ่มจาก “เมล็ดพันธุ์ที่ดี ผสานกับการจัดการที่ดี”เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยพัฒนาพืชให้มีคุณสมบัติทนทานต่อสภาพแวดล้อม โรค หรือแมลงบางชนิด แต่ไม่สามารถทดแทนการจัดการศัตรูพืชได้ทั้งหมด เนื่องจากศัตรูพืชมีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น มะเขือเทศที่ได้รับการพัฒนาให้มีสาร GABA สูง แม้จะมีคุณค่าทางโภชนาการเพิ่มขึ้น แต่ยังจำเป็นต้องมีการจัดการโรคและแมลงอย่างเหมาะสม

สมาคมฯ จึงสนับสนุนการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน (Integrated Pest Management: IPM) ตั้งแต่การปรับปรุงดิน การเลือกพื้นที่และเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสม ไปจนถึงการใช้วิธีป้องกันหลายรูปแบบร่วมกัน โดยใช้สารเคมีเมื่อจำเป็นหรือเมื่อความเสียหายถึงระดับเศรษฐกิจ ไม่ใช้พร่ำเพรื่อ การนำเมล็ดพันธุ์ที่พัฒนาด้วย Gene Editing มาใช้ร่วมกับ IPM จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการจัดการศัตรูพืช ลดความเสี่ยงในการผลิต และเพิ่มโอกาสสร้างผลผลิตคุณภาพ

ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตร สถาบันการศึกษา และนักวิจัยไทยกำลังศึกษาข้อมูลทั้งด้านวิชาการและมิติทางสังคม เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยี ขณะที่หลายประเทศเริ่มนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้รวดเร็วขึ้นไทยจึงควรเปิดรับและพิจารณา Gene Editing อย่างรอบด้าน เพื่อเพิ่มโอกาสลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก

ปักหมุด “สวนอารักขาพืช” พืชสวนโลกอุดรฯ

นายสมศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สมาคมอารักขาพืชไทยร่วมกับภาคีเครือข่ายรวม 6 สมาคม สนับสนุนการจัดสวนองค์กรในงานมหกรรมพืชสวนโลก อุดรธานี เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ การบำรุงรักษาพืช การใช้ปุ๋ย สารอารักขาพืช และสารชีวภัณฑ์ ผ่านการออกแบบภูมิทัศน์ที่ผสมผสานความสวยงามกับความรู้

โดยสวนอารักขาพืชมี 5 โซนไฮไลต์ ได้แก่“ต้นไม้แห่งชีวิต” (Tree of Life) พร้อมเกมอินเทอร์แอคทีฟให้ผู้เข้าชมเลือกประเภทปุ๋ยและแสดงผลเป็นสีสันบนต้นไม้ สวนน้ำที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับสายน้ำ สวนพืชอาหารหลักที่จัดแสดงข้าว ข้าวโพด และพืชสวน สวนแนวตั้งที่ตอบโจทย์เกษตรสมัยใหม่ในพื้นที่จำกัด และโดมนิทรรศการปรับอากาศที่จัดแสดงภาพยนตร์สั้นเกี่ยวกับการปลูกและดูแลพืช พร้อมกิจกรรมสำหรับเด็กและบริการชิมกาแฟ

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,251 วันที่ 8 - 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...