โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ระบบเตือนภัยยุคโลกร้อน! เฝ้าระวังแค่ “ฝน” อาจไม่พอแล้ว

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“โลกร้อน” ทำให้ภัยพิบัติซับซ้อนขึ้น ระบบเตือนภัยจึงต้องเฝ้าระวังภัยที่ไม่ได้เกิดจากฝนด้วย นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ ชี้การละลายของเพอร์มาฟรอสต์อาจเพิ่มความเสี่ยงน้ำแข็งและหินถล่มในพื้นที่ภูเขา

“โลกร้อน” กำลังเปลี่ยนรูปแบบของภัยพิบัติ จากเดิมที่ระบบเตือนภัยส่วนใหญ่มุ่งเฝ้าระวังฝนตกหนักและพายุ นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ต่อไปการเตือนภัยต้องครอบคลุม “ตัวกระตุ้นภัยพิบัติ” ที่ไม่ได้มาจากฝนด้วย โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาสูงที่น้ำแข็ง หิน และชั้นดินเยือกแข็งกำลังเปลี่ยนแปลงจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น

ทาปิโอ ชไนเดอร์ (Tapio Schneider) นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศและศาสตราจารย์จาก สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย หรือ แคลเทค (Caltech) ระบุว่า ระบบเตือนภัยล่วงหน้าควรถูกพัฒนาให้ครอบคลุมภัยพิบัติที่ไม่ได้เกิดจากฝน เช่น การพังถล่มของน้ำแข็งและหินบนพื้นที่สูง เพราะแม้ระบบจะสามารถแจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ปลายน้ำได้เพียงไม่กี่นาที ก็อาจช่วยให้ผู้คนมีเวลาหนีออกจากพื้นที่และลดการสูญเสียชีวิตได้

ข้อเสนอนี้เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันในเนปาล เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ซึ่งมีต้นเหตุมาจากการพังถล่มของน้ำแข็งและหินบนพื้นที่สูง ก่อนที่มวลน้ำและเศษซากจะไหลลงสู่พื้นที่ตอนกลางของเนปาล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก ชไนเดอร์ยังเตือนว่า “เพอร์มาฟรอสต์” หรือชั้นดินเยือกแข็งถาวร กำลังละลายจากภาวะโลกร้อน ซึ่งอาจทำให้พื้นที่ภูเขามีความไม่มั่นคงมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่ม หินถล่ม หรือการพังทลายของมวลน้ำแข็งในอนาคต

เขาระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นประมาณ 1.5 องศาเซลเซียส และโลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่อุณหภูมิระดับนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานขึ้น ซึ่งหมายความว่าความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วอาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ ชไนเดอร์ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนา แบบจำลองภูมิอากาศและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์สภาพอากาศและภัยพิบัติ โดยเฉพาะการนำข้อมูลจำนวนมากมาวิเคราะห์ เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการขนาดเล็กในระบบภูมิอากาศที่แบบจำลองในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอน

สำหรับอินเดีย เขามองว่า ประเทศมีข้อมูลฝนมรสุมจำนวนมากจาก กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดีย หรือ IMD ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาแบบจำลอง AI เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์ฝนและประเมินความเสี่ยงจากสภาพอากาศรุนแรงได้ ส่วนเทคโนโลยี AI และแบบจำลองภูมิอากาศไม่ควรเป็นเครื่องมือที่เข้าถึงได้เฉพาะประเทศร่ำรวย เพราะปัจจุบันมหาวิทยาลัยและนักวิจัยในหลายประเทศสามารถเข้าถึงทรัพยากรคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงได้มากขึ้น และสามารถนำข้อมูลในพื้นที่ของตัวเองมาพัฒนาแบบจำลองเพื่อประเมินความเสี่ยงด้านสภาพอากาศและภูมิอากาศได้

โลกร้อนกำลังทำให้รูปแบบภัยพิบัติซับซ้อนขึ้น ระบบเตือนภัยจึงไม่ควรเฝ้าระวังเพียงฝนตกหนักหรือพายุ แต่ต้องจับตาภัยที่เกิดจากน้ำแข็ง หิน และการละลายของชั้นดินเยือกแข็งด้วย

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น ความเสี่ยงในพื้นที่ภูเขาอาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ขณะที่การมีระบบเตือนภัยที่สามารถแจ้งประชาชนได้ล่วงหน้า แม้เพียงไม่กี่นาที อาจเป็นช่วงเวลาสำคัญในการช่วยชีวิตผู้คน เพราะในยุคโลกร้อน ภัยพิบัติอาจไม่ได้ส่งสัญญาณผ่าน “ฝน” เสมอไป และระบบเตือนภัยก็ต้องเรียนรู้ที่จะมองเห็นภัยที่กำลังเกิดขึ้นให้เร็วกว่าเดิม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...