"ศุภชัย" เปิดเครือข่ายหลังฉากงานสาธารณะ ใครจ่ายเงิน ใครรับเงิน ใครกำหนดทิศทาง และใครตรวจสอบ?
วันที่ 10 ต.ค.2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง
" เปิดเครือข่ายหลังฉากงานสาธารณะ ใครจ่ายเงิน ใครรับเงิน ใครกำหนดทิศทาง และใครตรวจสอบ? ถึงเวลาเปิดเส้นทาง “คน–องค์กร–โครงการ–เงินทุน–สื่อ” ให้ประชาชนได้รับรู้ เมื่อพิจารณาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างองค์กรด้านสุขภาพ องค์กรเยาวชน สื่อสาธารณะ องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และสื่อออนไลน์หลายแห่ง พบประเด็นที่น่าสนใจและสมควรได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง สสส. สปสช. มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย Thai PBS รวมถึง iLaw และสื่อออนไลน์อย่าง The Isaan Record, Punch Up, The MATTER และ The 101 World องค์กรเหล่านี้มีภารกิจแตกต่างกัน แต่ข้อมูลเบื้องต้นชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงในหลายลักษณะ ทั้งการสนับสนุนโครงการ การจัดกิจกรรม การผลิตเนื้อหา การเข้าร่วมคณะทำงาน และความสัมพันธ์ผ่านบุคลากรที่เคยทำงานหรือมีบทบาทในองค์กรต่าง ๆ ขณะเดียวกัน ยังมีชื่อแหล่งทุนต่างประเทศ เช่น Open Society Foundations (OSF) และ National Endowment for Democracy (NED) ปรากฏอยู่ในข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายภาคประชาสังคมและสื่อบางส่วน ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบให้ชัดว่าองค์กรใดได้รับทุนจากแหล่งใด เพื่อดำเนินโครงการอะไร และมีความเกี่ยวข้องกันจริงเพียงใด ผมไม่ได้กล่าวว่าการทำงานร่วมกันหรือการรับทุนต่างประเทศเป็นความผิด เพราะการดำเนินกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะเป็นสิ่งที่ทำได้ตามกฎหมาย แต่สิ่งที่ต้องถามคือ เมื่อองค์กรที่ได้รับเงินจากภาษีประชาชนเข้าไปสนับสนุนโครงการหรือทำงานร่วมกับเครือข่ายภายนอก ประชาชนมีสิทธิรู้หรือไม่ว่าเงินเหล่านั้นถูกใช้ไปอย่างไร? โดยเฉพาะ Thai PBS ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนตามกฎหมายจัดตั้ง และ สสส. ซึ่งมีรายได้จากเงินบำรุงที่กฎหมายกำหนด ทั้งสององค์กรมีหน้าที่ใช้ทรัพยากรเพื่อประโยชน์สาธารณะ มิใช่เพื่อประโยชน์ของกลุ่มบุคคลหรือเครือข่ายใดโดยเฉพาะ ผมจึงมีคำถามสำคัญว่า หนึ่ง เงินจากภาษีและเงินบำรุงที่ประชาชนเป็นผู้รับภาระ ถูกนำไปสนับสนุนองค์กร โครงการ และผู้ผลิตเนื้อหารายใดบ้าง เป็นจำนวนเท่าใด? สอง บุคคลที่มีบทบาทในคณะกรรมการ คณะทำงาน หรือกลไกขององค์กรเหล่านี้ มีความสัมพันธ์กับผู้รับทุนหรือผู้รับจ้างอย่างไร และมีมาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนเพียงพอหรือไม่? สาม การสนับสนุนโครงการด้านการสื่อสารสาธารณะมีหลักเกณฑ์อย่างไร เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตเนื้อหาที่มีความคิดเห็นหลากหลายเข้าถึงอย่างเท่าเทียมหรือไม่? สี่ หากมีองค์กรที่ได้รับทุนจากทั้งหน่วยงานของรัฐและแหล่งทุนต่างประเทศ จะมีระบบเปิดเผยข้อมูลและตรวจสอบความเป็นอิสระในการดำเนินงานอย่างไร? ห้า มีการนำเงินสาธารณะไปสนับสนุนกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองหรือเอื้อประโยชน์แก่พรรคการเมืองใดหรือไม่? เรื่องนี้ต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน ไม่ใช่ตัดสินจากความสัมพันธ์ส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว ผมเห็นว่า ความเป็นอิสระของสื่อ ไม่ได้หมายถึงความเป็นอิสระจากการตรวจสอบ เช่นเดียวกัน การอ้างว่าเป็นองค์กรภาคประชาสังคม หรือทำงานเพื่อประชาธิปไตย ก็ไม่ได้ทำให้องค์กรนั้นอยู่เหนือหลักความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ หากทุกอย่างดำเนินการโดยสุจริต โปร่งใส และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การเปิดเผยข้อมูลย่อมเป็นประโยชน์ต่อองค์กรเหล่านั้นเอง แต่หากพบว่ามีการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือมีการใช้ทรัพยากรสาธารณะเพื่อประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ก็ต้องตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง ผมไม่ได้เรียกร้องให้ปิดปากสื่อหรือจำกัดเสรีภาพของ NGO แต่เรียกร้องให้เปิดบัญชี เปิดโครงการ เปิดหลักเกณฑ์ และเปิดความสัมพันธ์ที่อาจก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะเงินสาธารณะไม่ใช่เงินส่วนตัวของผู้บริหารองค์กร และความเป็นอิสระไม่ใช่เอกสิทธิ์ที่จะใช้ปฏิเสธการตรวจสอบ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องตรวจสอบว่า ภายใต้คำว่า “งานเพื่อสาธารณะ” ใครเป็นผู้จ่ายเงิน ใครเป็นผู้รับเงิน ใครเป็นผู้ตัดสินใจ และประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงเพียงใด อย่าให้คำว่า “เพื่อประโยชน์สาธารณะ” กลายเป็นกำแพงที่กั้นไม่ให้สาธารณชนตรวจสอบ! "