‘สุทิน’ ยัน ภายใน 4 ปี ทหารเกณฑ์จะลดลงเกือบไม่มี ส่วนทหารยศพล.อ.จะลดลงในปี 70
‘สุทิน’ ยัน ภายใน 4 ปี ทหารเกณฑ์จะลดลงเกือบไม่มี ส่วนทหารยศพล.อ.จะลดลงในปี 70 ท้าหากถูกหลอก เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้เลย
เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 เป็นวันที่สอง
จากนั้นเวลา 23.25 น. นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า เราอยากให้กองทัพของเราเป็นกองทัพที่ทันสมัยด้วยขนาดไม่ใหญ่เกินไป ไม่เทอะทะ ให้กระทัดรัด ทันสมัยด้วยภารกิจ ต่อไปนี้กระทรวงจะต้องคิดถึงความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจปากทองของประชาชน ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีทั้งทางยุทธการและบริหาร สิ่งที่เป็นเป้าหมายที่ตนจะต้องทำคือปรับลดกำลังพล ตนทำแน่นอนภายใน 4 ปี เชื่อว่าจะเห็นกองทัพเล็กลง และเล็กตามสถาการณ์ที่ต้องไปกระทบกับศักยภาพ ในปี 70 ทหารยศพล.อ.จะลดลง ทหารเกณฑ์ภายใน 4 ปี ต่อไปนี้จะเห็นการเกณฑ์ทหารลดลงเกือบจะไม่มีการเกณฑ์ทหาร หากสมาชิกยังติดใจจะถูกหลอกหรือไม่ ท่านสบายใจได้ ถ้าตนพูดแล้วทำได้ไม่จริงท่านมายื่นกระทู้ ญัตติ แม้แต่อภิปรายไม่ไว้วางใจได้
“หลายคนบอกว่าทำไมไม่หยุดเกณฑ์ทหารเลย ทำไมต้องบอกว่าสมัครใจ ทำไมไม่ออกกฏหมายงดเกณฑ์หทาร จริงๆแล้วเรื่องนี้ในรัฐธรรมนูญจะเขียนไว้ว่าคนไทยต้องเป็นทหาร และกฎหมายก็กำหนดว่า ชายอายุ 21 ปีต้องไปเกณฑ์ทหาร หมายความว่าทุกคนจะเป็นทหารได้ต้องมีกลไกลเอาเขาไปเป็น ที่ทำวันนี้คือสมัคร สอบ และเกณฑ์ ถ้าเราปิดกั้นต้องหยุดเกณฑ์ทหาร 100 เปอร์เซนต์ก็ขัดรัฐธรรมนูญ และหลายประเทศในยุโรปไปหยุดเกณฑ์ทหารอย่างสิ้นเชิง พอเกิดสงคราม
หลายประเทศก็ต้องกลับมาเกณฑ์หทารใหม่ ดังนั้นเราต้องเปิดช่องนี้ไว้ หากเกิดสงคราม เราจึงคิดว่าการงดการเกณฑ์ทหารที่ดีที่สุดคือการทำควบคู่ไปจนวันหนึ่งมีการสมัครครบ ขอให้สบายใจว่าใน 2-3ปี ต่อไปนี้คนจะมาสมัครเป็นทหารเยอะ เราจะปรับสวัสดิการให้มากขึ้น และปรับทัศนคติที่ประชาชนกลัว ว่าจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้มีการซ้อม หรือเอาทหารไปใช้ข้างนอก เป็นนโยบายที่ผมต้องทำ เพราะจะสอดรับกับให้คนสมัครใจมาเป็นทหารเยอะที่สุด” นายสุทิน กล่าว
นายสุทิน กล่าวต่อว่า ต่อไปนี้จะเห็นทหารใกล้ชิดกับประชาชนที่หลายคนบอกว่าเขตทหารห้ามเข้า ห้ามแตะ รัฐบาลกลัวทหารหรือไม่ ท่านทำไมไม่คิดบ้างว่าวันนี้เขตทหารมีพลเรือนเข้าไปแล้ว เป็นรัฐมนตรีด้วย ฉะนั้น ถ้ามีรัฐมนตรีพลเรือนอย่างตน เชื่อว่าระยะห่างของกองทัพกับประชาชนจะใกล้ชิดขึ้น ความเข้าใจระหว่างกองทัพกับประชาชนจะดีขึ้น