โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

หนูน้อยสกุลถัง

นิยาย Dek-D

อัพเดต 08 ก.ย 2566 เวลา 17.14 น. • เผยแพร่ 08 ก.ย 2566 เวลา 17.14 น. • หลิวหยาง(รามินทร์)
ชาติก่อนตกตายตั้งแต่ยังสาว ชาตินี้ได้เกิดใหม่เป็นเด็กอีกครั้ง ก็ขอใช้ชีวิตแบบเด็กๆ ให้หนำใจไปเลย!!

ข้อมูลเบื้องต้น

เรื่องราวของหญิงสาวที่เสียชีวิตด้วยโรคประจำตัว แล้ววิญญาณได้เข้ามาอยู่ในร่างของเด็กน้อยวัย 5 ขวบ โดยเธอตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายทำมาหากินเล็กๆ น้อยๆ กับครอบครัว

ชีวิตเธอจะเรียบง่ายอย่างที่หวังไว้หรือไม่ ถ้าอยากรู้ก็ไปติดตามกันได้เลย!

*************************************************************

สวัสดีค่ะ ครั้งแรกกับการลงนิยายที่นี่ อย่างที่กล่าวข้างต้นว่าตัวเอกต้องการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย อีกทั้งเรายังไม่ใช่นักเขียนมืออาชีพที่มีลูกเล่นมากนัก ยังไม่กล้าพอที่จะแต่งเรื่องราวซับซ้อน(กลัวแก้ปมไม่ได้แล้วจะจอดซะก่อน ฮ่าๆ) เรื่องนี้เลยจะหาอะไรหลายๆ อย่างใส่เข้าไป หานู่นหานี่มาให้ตัวละครทำ อาจจะขายของเล็กๆ น้อยๆ ปลูกผักปลูกหญ้าไปตามเรื่องตามราว ไม่เน้นให้รวยเว่อร์ๆ แค่พอมีพอกิน(?)ใช้ชีวิตแบบบ้านๆ ไม่ค่อยมีอะไรตื่นเต้นเท่าไหร่ ถ้าใครไม่ชอบก็ขอโทษด้วยนะคะ

อีกอย่างคืออ่านเรื่องนี้ไม่ต้องคิดมากนะคะ สามารถถอดสมองวางไว้แล้วอ่านแบบชิลๆ ได้(?) ไม่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ใดๆ เลย นังไรท์อยากให้มีความหลากหลายเลยเอาหลายๆ อย่างมายำรวมกัน (น่าอร่อยดี????) พืชหรือสัตว์บางชนิดอาจไม่มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่จีนตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นไม่ต้องคิดมากตรงนี้นะคะ ส่วนการบรรยายนั้นจะไม่ค่อยใช้ศัพท์จีนเท่าไหร่ จะมีเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เพราะกันความสับสนของตัวเองเป็นหลัก แค่มีกลิ่นอายจีนไม่จีนจ๋านะจ๊ะ

ปล. ถ้าเจอตรงไหนพิมพ์ผิดพิมพ์ตก หรือว่าชื่อเรียกไม่เหมือนเดิม(????????) บอกเราด้วยเน้ออ สมงสมองไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ ฮ่าๆๆๆ

***เรื่องนี้ไม่มีของวิเศษหรือพลังเหนือธรรมชาตินะคะ***

ฝากตัวด้วยนะคะ แนะนำเราอย่างนุ่มนวลด้วยนะคะ ใจบางสุดๆ

บทนำ

บทนำ

ถังเสี่ยวหลิน เด็กน้อยวัย 5 ขวบ นั่งแกว่งขาเล่นอยู่ที่แคร่หน้าบ้าน มองดูมารดาคนงามกวาดใบไม้อย่างรู้สึกเบื่อหน่าย เดิมทีนางชื่อรดา เพิ่งจะอายุ 23 ก็ต้องตกตายเพราะโรคประจำตัว ยังไม่ทันได้ร่ำลาพ่อแม่ ยาย รวมถึงพี่น้องท้องเดียวกัน วิญญาณของนางก็ถูกแรงกระชากสายหนึ่งเข้าโดยที่ไม่ทันตั้งตัว พอรู้สึกตัวอีกทีนางก็ฟื้นขึ้นมาในร่างของถังเสี่ยวหลินที่เสียชีวิตเพราะป่วยไข้แล้ว

นับสัปดาห์ที่นางได้เข้ามาอยู่ที่นี่ ในหมู่บ้านเซินหลิน หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งติดกับป่าขนาดใหญ่ อีกทั้งไม่ไกลนั้นมีมหาสมุทรกว้างใหญ่อยู่ด้วย ยามนี้บิดาของนางกับท่านอาหนุ่มอายุมากกว่านาง 10 ปี ได้เข้าไปขายปลาที่หาได้จากทะเล คงจะกลับมาอีกครั้งยามบ่าย

"เบื่อหรือลูก" ฮุ่ยหนิงเอ่ยถามบุตรสาวตัวน้อยที่นั่งถอนหายใจเฮือกๆ อย่างกับคนที่มีเรื่องเครียดนักหนา

"เจ้าค่ะท่านแม่" ใบหน้ากลมเงยหน้ามองหญิงสาวหน้าตาสะสวยราวกับดาราในโลกเดิม มือเรียวสวยแต่หยาบกร้านลูบหัวเล็กของนางเบาๆ

"อย่างนั้นไปเก็บผักป่ากับแม่หรือไม่ เผื่อจะเจอผลไม้ป่าอร่อยๆ จะได้เก็บมากิน ดีไหมจ๊ะ" ใบหน้างดงามยิ้มให้บุตรสาวตัวน้อย ถังเสี่ยวหลินตาพร่าเมื่อถูกคนงามยิ้มให้ในระยะใกล้ ใบหน้าน้อยพยักหน้าหงึกหงักจนผมปลิว ฮุ่ยหนิงหัวเราะเบาๆ กับภาพน่ารักน่าเอ็นดูนั้น

"ไปเถอะ ไปเปลี่ยนชุดกัน อึ้บ!" นางอุ้มบุตรสาวขึ้นมาเข้าเอวแล้วพากันเดินเข้าบ้านไป
ครู่หนึ่ง สองแม่ลูกเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ทะมัดทะแมงเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จูงมือกันออกมา บนหลังของฮุ่ยหนิงมีตะกร้าใบใหญ่ที่บรรจุ มีด กระบอกน้ำ และห่อข้าวเอาไว้กินในมื้อเที่ยง ส่วนเสี่ยวหลินตัวน้อยเองก็มีตะกร้าของนางเช่นกัน ท่านพ่อของนางได้สานตะกร้าสะพายหลังใบเล็กไว้ให้ยามที่นางเข้าป่าจะได้มีตะกร้าใส่ของของตัวเอง

สองร่างเล็กใหญ่เดินจูงมือกันไปยังผืนป่าที่อยู่ห่างจากบ้านราวหนึ่งลี้ ระหว่างทางก็พบเจอกับชาวบ้านหลายคนที่เดินทางเข้าป่าเช่นเดียวกัน เหล่าป้า ยาย รวมถึงท่านลุงหลายคนต่างเอ่ยทักเด็กหญิงตัวน้อยด้วยความเอ็นดู ร่างเล็กๆ ที่สะพายตะกร้าใบน้อยเดินจูงมือไปกับมารดาอีกทั้งยังทำท่าทางขึงขังราวกับผู้ใหญ่

"เสี่ยวหลินน้อยก็เข้าป่าเหมือนกันหรือ น่ารักจริงเชียว" หญิงชรานางหนึ่งเอ่ยทักขึ้นมา ใบหน้าเล็กๆ หันไปมองแล้วยิ้มให้จนตาหยี

"เสี่ยวหลินอยากช่วยท่านแม่เก็บผักเจ้าค่ะ" หลายวันที่ผ่านมาก็พอที่จะยอมรับกับชีวิตใหม่ได้บ้างแล้วนางจึงทำตัวให้สมวัย หากโตขึ้นคงจะโหยหาช่วงเวลานี้ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นนางจะใช้ชีวิตวัยเด็กให้เต็มที่

"อย่างนั้นหรือ เด็กดี" มือเหี่ยวย่นยกขึ้นลูบหัวทุยของเด็กหญิงอย่างเอ็นดู หลายคนที่ได้ยินเสี่ยวหลินพูดเจื้อยแจ้วก็อยากจะขโมยบุตรคนอื่นแล้วหิ้วกลับบ้านเสียเดี๋ยวนี้ ทำไมบุตรของพวกเขาไม่น่ารักได้อย่างนางกันนะ

"ท่านยายหลิวเข้าป่าคนเดียวหรือเจ้าคะ" ฮุ่ยหนิงเอ่ยถามหญิงชราที่ยืนคุยกับบุตรสาวของนาง

"ใช่แล้วล่ะ วันนี้อาห้าวเข้าเมืองไปหางานรับจ้างน่ะ" นางหลิวตอบกลับมา นางอยู่อาศัยกับหลานชายวัย 18 ปี เพียงสองคน เพราะบิดามารดาของเขาล้วนตกตายไปหมดแล้ว

"อย่างนั้นไปด้วยกันกับข้าดีหรือไม่เจ้าคะ อย่างน้อยก็มีเพื่อนร่วมทาง"

"เอาอย่างนั้นก็ได้ ขอบใจมากนะ" นางหลิวส่งยิ้มให้หญิงสาวก่อนจะพากันเดินเข้าไปในป่า
เสี่ยวหลินมองไปรอบป่าอย่างสนใจ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางเข้าป่า แต่เพราะนางอยากเจอสมุนไพรดีๆ จะได้เอาไปขาย นางรู้ดีว่ามันไม่ได้หาง่ายขนาดนั้นแต่ในใจก็ยังหวังว่าจะหาเจอ บิดากับท่านอาของนางจะได้ไม่ต้องลำบากตื่นแต่เช้ามืดไปเสี่ยงกับลมทะเลในทุกๆ วัน

บิดาของนางนามว่าถังเทียนหรง อายุ 25 ปี ท่านอาถังเทียนเฉิน อายุ 15 ปี ทั้งคู่กำพร้าบิดามารดาตั้งแต่บิดาของนางอายุได้เพียงสิบสี่ปี เขาต้องลำบากหาเลี้ยงน้องชายมาด้วยตัวคนเดียว ก่อนจะได้แต่งงานกับมารดาของนางซึ่งอายุน้อยกว่าบิดาสามปี

ในวันหนึ่งนางแทบจะไม่ได้พบหน้าบิดากับท่านอา เพราะกว่าพวกเขาจะกลับจากขายปลานางก็ต้องนอนกลางวัน เจอกันอีกครั้งก็ตอนทานมื้อเย็นเพียงไม่นาน นางได้เข้ามาเป็นบุตรสาวของพวกเขาแล้วนางก็อยากจะทำให้พวกเขาสุขสบาย ถึงแม้ว่านางจะมีเพียงสองมือเล็กๆ ที่ปราศจากของวิเศษดั่งในนิยายก็ตาม

"ท่านแม่ เราเดินมาทางนี้ทุกวันแต่ก็ไม่เคยเก็บอะไรได้เลยนี่เจ้าคะ" ใบหน้าน้อยๆ แหงนหน้ามองมารดาคนงามที่กำลังมองหาผักป่า

"หืม ทางนี้เป็นทางที่ชาวบ้านเดินทุกวัน จริงอยู่ว่าหาของป่าลำบากแต่มันก็ปลอดภัยกว่านะลูก" ฮุ่ยหนิงก้มลงพูดคุยกับบุตรสาวตัวน้อย

"ที่ป่ามีสัตว์ป่าดุร้ายหรือเจ้าคะ"

"ไม่มีหรอก แต่เราก็ไม่รู้ว่ามันจะออกมาจากป่าลึกเมื่อใด" นางตอบกลับบุตรสาวอย่างไม่รู้สึกรำคาญแต่อย่างใด ที่ผ่านมานางก็มีเพียงบุตรสาวตัวน้อยที่คอยพูดคุยให้คลายเหงาได้บ้าง

"พวกท่านลุงท่านป้าเข้าป่ากันเยอะขนาดนี้ พวกสัตว์คงหนีหายไปหมดแล้วล่ะเจ้าค่ะท่านแม่ เราลองออกนอกเส้นทางดีหรือไม่เจ้าคะ อย่างน้อยก็น่าจะได้อะไรบ้าง" มือน้อยเขย่ามือมารดาอย่างออดอ้อน

"ที่เสี่ยวหลินน้อยพูดก็ถูกนะฮุ่ยหนิง ข้าเองก็คิดอย่างนางแต่อาห้าวก็ไม่อยากให้ข้าออกนอกเส้นทางเพราะกลัวอันตราย แต่ข้าอยู่มาจนอายุปูนนี้แล้วก็ไม่เคยเห็นสัตว์ป่ามาเพ่นพ่านแถวนี้เลยนะ" นางหลิวเอ่ยขึ้นมาบ้าง นางเองก็แก่แล้วจะไปเก็บของป่าทันคนหนุ่มสาวได้อย่างไร วันๆ หนึ่งเก็บผักป่าได้แค่กำสองกำเท่านั้นแหละ

"อย่างนั้นลองดูก็ได้เจ้าค่ะ แต่ไปไม่ไกลมากนะลูก เอาไว้ถ้าเราเจอของป่าให้เก็บมากหน่อย วันพรุ่งเราค่อยเข้าไปอีกดีหรือไม่" ได้ยินมารดาเอ่ยอนุญาตนางก็รีบพยักหน้าจนแก้มกระเพื่อม ทำให้ฮุ่ยหนิงกับนางหลิวหัวเราะอย่างเอ็นดู

"ท่านแม่ดีที่สุด!"

################################

ตอนที่1 เจ้าวัวน้อย

เสี่ยวหลินเปลี่ยนไปจับจูงมือท่านยายหลิว เพราะทางที่ไม่มีคนเดินสันจรบ่อยครั้งย่อมรกชัฏ ฮุ่ยหนิงจึงเป็นผู้หยิบมีดขึ้นมาฟันต้นไม้เล็กๆ เพื่อเปิดทาง แต่ก็ไม่ลืมมองหาของที่พอจะเก็บได้ไปด้วย

เสี่ยวหลินมองป่าที่อุดมสมบูรณ์กว่าป่าด้านนอกมากนัก เพราะแถบนั้นถูกชาวบ้านบุกถางต้นไม้เล็กๆ เพื่อทำทางเดินและเข้ามาเก็บของป่าออกไปกินทุกวัน จึงแทบจะเป็นป่าโปร่งโล่งไม่มีอะไรให้เก็บ แต่ป่าแถบนี้ยังคงมีต้นไม้ใบหญ้าเขียวชะอุ่มสดชื่นยิ่งนัก

ใบหน้าเล็กหันไปรอบๆ เพื่อมองหาสิ่งที่พอจะเก็บกินได้ แต่เพราะต้นไม้เกิดขึ้นถี่จนเกินไปจึงมองลำบาก พากันเดินมาครู่หนึ่งก็มาเจอกับลำธารเล็กๆ ทั้งสามคนจึงหยุดพักดื่มน้ำ ล้างหน้าล้างตาเสียหน่อย

"นี่คงจะเป็นลำธารเดียวกันกับที่ไหลออกไปด้านนอกสินะ" ท่านยายหลิวพูดขึ้นมา นางวักน้ำมาล้างมือล้างหน้าให้สดชื่น

"คงจะเป็นอย่างนั้นเจ้าค่ะ มาล้างหน้าเร็วเสี่ยวหลิน" ฮุ่ยหนิงตอบหญิงชราก่อนจะกวักมือเรียกบุตรสาวตัวน้อยที่ยืนเหม่อมองไปฝั่งตรงข้ามของลำธาร

เสี่ยวหลินละสายตาจากจุกสีน้ำตาลที่นางเห็นโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ แล้วเดินเข้าไปหามารดา น้ำเย็นๆ ถูกวักมาลูบหน้าน้อยๆ จนชุ่มฉ่ำ นางยกชายเสื้อขึ้นมาเช็ดลวกๆ แล้วหันกลับไปมองที่เดิม พุ่มไม้ตรงนั้นสั่นไหวเล็กๆ แต่ก็ยังมองไม่ออกว่าเป็นตัวอะไรกันแน่

'สงสัยจะเป็นกระต่ายป่า' นางคิดในใจก่อนจะพยักหน้าหงึกหงักกับความคิดของตน
นางละสายตาจากพุ่มไม้ตรงนั้นแล้วมองสำรวจไปด้านอื่นต่อ บนพื้นไม่ไกลจากลำธารนั้นมีพืชเลื้อยสีเขียวยอดสีม่วงเกิดขึ้นอยู่เป็นบริเวณกว้าง พืชที่คุ้นตาทำให้เด็กน้อยยิ้มขึ้นอย่างดีใจ เจ้าตัวกระโดดดึ๋งๆ มือน้อยๆ ชี้ไปตรงพืชที่เพิ่งจะพบเจอแล้วหันกลับไปเรียกมารดาเสียงดังลั่น

"ท่านแม่! ตรงนั้นมีมันเทศด้วยเจ้าค่ะ!"
ฮุ่ยหนิงที่กำลังหาที่นั่งพักก็หันไปตามเสียงเรียก นางเห็นบุตรสาวตัวน้อยกระโดดไปมาเหมือนกับกระต่าย มือเล็กๆ ชี้ไปยังจุดหนึ่ง

"ไหนลูก เจ้ารู้จักต้นของมันเทศด้วยหรือ" ร่างผอมบางเดินไปหาบุตรสาวตามมาด้วยท่านยายหลิวที่ได้ยินคำว่ามันเทศก็รีบลุกขึ้นมาจนลืมเหนื่อย

"ท่านพ่อเคยบอกเจ้าค่ะ มันขึ้นอยู่ฝั่งนั้น ท่านแม่ เรารีบข้ามไปขุดมันเทศกันนะเจ้าคะ" เด็กน้อยเขย่ามือมารดา นางอยากกินอย่างอื่นนอกเหนือจากข้าวต้มกับปลาทะเลบ้าง อย่างน้อยก็นำมันเทศไปเผากินง่ายๆ ก็ยังดี

"ลองไปดูกันดีหรือไม่ ช่วงนี้ข้าวสารราคาแพงนัก หากได้เยอะก็ยังพอเป็นเสบียงเก็บไว้กินได้หลายวัน" นางหลิวเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้นดีใจ

ยามนี้นางกับหลานชายนับว่าขาดแคลนอาหารมาหลายวันแล้ว ด้วยหลานชายตัวคนเดียวนางก็ไม่กล้าให้ออกเรือไปเหมือนกับที่บุรุษหลายบ้านพึงกระทำ ในแต่ละวันจึงอาศัยเก็บกินของในป่ากับเดินหางานในเมือง ซึ่งหาได้ยากยิ่งนัก

"ลองข้ามไปดูก็ได้เจ้าค่ะ น้ำในลำธารก็มีอยู่แค่นี้"
ฮุ่ยหนิงมองระดับน้ำในลำธารที่ไม่น่าจะสูงถึงหัวเข่าก็พยักหน้าเห็นด้วย หนึ่งหญิงสาวกับหนึ่งหญิงชราจึงรีบกลับไปหยิบตะกร้าที่วางไว้ไม่ไกลขึ้นมาสะพายหลัง เสี่ยวหลินถูกมารดาอุ้มจนตัวลอยมาเหน็บข้างเอว ก่อนจะพากันเดินข้ามลำธารไป

ร่างเล็กๆ ถูกวางลงบนพื้นเมื่อข้ามมาถึงอีกฝั่ง นางรีบวิ่งด้วยขาสั้นๆ ไปยังเครือมันเทศที่เกิดอยู่เต็มพื้นที่ มือน้อยๆ ก้มลงดึงโคนต้นจนก้นโด่งแต่ก็ไม่สามารถดึงเอาหัวมันออกมาได้ หนึ่งคนสาวกับหนึ่งคนแก่เห็นดังนั้นก็หัวเราะอย่างขบขัน

"อึ้บ อึ้บ! ทำไมถอนยากนักนะ" เสี่ยวหลินยืนเท้าเอวทำหน้ามุ่ย
"ลูกไปนั่งรอเถิด เดี๋ยวแม่กับท่านยายหลิวจะขุดเอง"

"อื้อ เอาอย่างนั้นก็ได้เจ้าค่ะ" เสี่ยวหลินหอบแฮ่ก นางก้มดูฝ่ามือเล็กๆ อย่างท้อใจ มือเล็กแค่นี้ทำอะไรก็ลำบากจริงๆ

"ดูสิ มีเยอะขนาดนี้เราสองคนคงขุดกันหลายวันเลยล่ะ" นางหลิวหันมองไปรอบๆ แล้วเอ่ยขึ้นมา

"ใช่เจ้าค่ะ แต่ถ้าวันนี้สามีกับน้องสามีกลับมาเร็วข้าอาจจะพาพวกเขาเข้ามาขุดอีกรอบ ท่านยายจะมาด้วยกันไหมเจ้าคะ เดี๋ยวข้าให้สามีช่วยขนส่วนของท่านออกไปให้" ฮุ่ยหนิงหันไปเอ่ยถามอย่างมีน้ำใจ เพราะเมื่อก่อนก็มีเพียงท่านยายหลิวที่คอยหยิบยื่นอาหารเล็กน้อยมาให้สามีกับน้องสามีของนางในยามลำบาก

"เอาอย่างนั้นก็ได้ คงต้องรบกวนพวกเจ้าแล้ว กว่าอาห้าวจะกลับมาก็คงเย็นย่ำ" หญิงชราพยักหน้ารับ นางปลดตะกร้าลงมาวางด้านข้างแล้วหยิบมีดออกมา

"ตรงนั้นมีไม้ไผ่ เดี๋ยวข้าไปตัดมาเหลาทำเสียมง่ายๆ ขุดดีกว่าเจ้าค่ะ ดินตรงนี้ดูจะร่วนซุยไม่น้อยคงจะขุดไม่ยาก ดีกว่าใช้มีดขุดเดี๋ยวจะหมดคมเสียก่อน" ฮุ่ยหนิงหันไปเห็นกอไผ่เล็กอยู่ไม่ไกลจึงเอ่ยขึ้นมา นางหลิวพยักหน้าอย่างเห็นด้วย หญิงสาวจึงเดินไปตัดไม้ไผ่ขนาดเหมาะมือมาหนึ่งลำ แล้วนั่งตัดทำเสียมอย่างง่าย

"นี่เจ้าค่ะ เราขุดกันเถอะ"
ทั้งสองคนนั่งขุดหัวมันเทศใส่ตะกร้าอย่างมีความสุข เพราะมันเทศหัวใหญ่มากไม่เหมือนกับของที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เหมือนมันเทศที่ได้รับการดูแลอย่างดีมากกว่า

เสี่ยวหลินหันมองมารดากับยายหลิวที่ขุดมันเทศอย่างขยันขันแข็ง นางจึงลัดเลาะเดินไปยังบริเวณที่เห็นจุกสีน้ำตาลก่อนหน้านี้ เพราะอยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่จึงใช้เวลาเดินแค่ไม่กี่ลมหายใจ พุ่มไม้ที่เดิมยังคงสั่นไหวเล็กน้อยนางจึงค่อยๆ ย่องเข้าไปส่องดูอย่างสงสัย มองเห็นสิ่งมีชีวิตตัวสีน้ำตาลขนปุกปุยนอนหลบอยู่ในพุ่มไม้เหมือนกำลังแอบอะไรบางอย่าง

"เอ๋ ลูกวัวหรือ" ตากลมโตมองวัวตัวน้อยที่เหมือนกับพึ่งจะคลอดได้ไม่นาน แต่ตัวของมันไม่เปียกแฉะแล้วคาดว่าน่าจะคลอดมาได้สองถึงสามวัน
นางมองไปรอบๆ เพื่อหามารดาของมันแต่ก็ไม่เจอ เด็กน้อยจึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ

"เจ้าตัวน้อย เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ตัวเดียวเล่า แล้วแม่ของเจ้าอยู่ที่ใด" เสี่ยวหลินเอ่ยขึ้นด้านหลังของวัวตัวน้อย
เจ้าวัวหันมามองมนุษย์ที่ตัวใกล้เคียงกับมันแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล เพราะนอนนานไปหน่อย อีกทั้งมันเองก็เพิ่งจะเกิดได้ไม่นานจึงเดินได้ไม่คล่องนัก

มอ~

เจ้าวัวตัวน้อยเดินมาหาเด็กหญิง มันส่งเสียงร้องเบาๆ อีกทั้งยังเอาหัวถูไถตัวของมนุษย์ตัวน้อยอย่างออดอ้อน มันนอนหลบอยู่ตรงนี้มาสองวันแล้วแต่ก็ไม่เห็นมารดาของมันมารับเสียที ตอนนี้มันหิวจนแทบจะไม่มีแรงแล้ว
เสี่ยวหลินมองดูท่าทางอ่อนแรงของเจ้าวัวตัวน้อยอย่างรู้สึกสงสาร นางเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ อีกครั้งก็ไร้วี่แววของแม่วัว มันยืนด้วยขาสั่นๆ อย่างไม่ค่อยมั่นคงนัก ท่าทางคงจะหมดแรงเพราะความหิว

"หือ เจ้าตัวน้อย หิวหรือไม่ มาเถอะที่หมู่บ้านน่าจะมีวัวแม่ลูกอ่อนอยู่ เดี๋ยวข้าให้ท่านแม่ไปขอนมมาให้เจ้า" นางลูบหัวเจ้าวัวน้อยอย่างสงสาร เจ้าตัวเล็กก็ดูจะรู้ความ มันยืนเงยหน้ามองมนุษย์น้อยตาแป๋วจนเสี่ยวหลินรู้สึกถูกชะตา
มันคงจะพลัดหลงกับมารดามาแน่นอน วัวตัวน้อยยังคงขนยาวปุกปุยแต่ตัวผอมไปหน่อย หากอ้วนกว่านี้คงจะน่ารักไม่น้อย นางเดินไปดึงเถาวัลย์เส้นเล็กๆ มาผูกเข้าที่คอของเจ้าวัวแล้วจับจูงเดินกลับไปยังบริเวณที่มารดานั่งขุดหัวมันอยู่

"หัวใหญ่ขนาดนี้ข้าคงกินไม่หมด ฮ่าๆๆ" ยายหลิวหัวเราะอย่างอารมณ์ดีเมื่อขุดได้มันเทศหัวใหญ่

"ท่านคงจะต้องแบ่งกินถึงสองมื้อแล้วล่ะเจ้าค่ะ" ฮุ่ยหนิงเองก็หัวเราะไปกับหญิงชราเช่นเดียวกัน

"ท่านแม่" เสี่ยวหลินเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังของมารดาพร้อมกับเจ้าวัวตัวน้อย ฮุ่ยหนิงหันมาเจอกับบุตรสาวพร้อมกับวัวที่ตัวเท่ากับคนจูงอย่างงุนงง

"เจ้าไปได้วัวน้อยมาจากที่ใด เดี๋ยวแม่ของมันก็มาขวิดเอาหรอกลูก" ฮุ่ยหนิงรีบลุกเข้ามาหาบุตรสาว นางมองวัวตัวน้อยอย่างสงสารเพราะดูมันจะเหนื่อยล้าอยู่ไม่น้อย แต่ก็กลัวแม่ของมันจะมาตาม วัวแม่ลูกอ่อนยิ่งเป็นวัวป่าไม่คุ้นเคยกับคนคงจะดุร้ายไม่น้อย

"ลูกเห็นเพียงเจ้าวัวน้อยนอนแอบอยู่ในพุ่มไม้เจ้าค่ะ มันคงนอนรอแม่ของมันมาหลายวันแล้ว ดูสิเจ้าคะ มันดูเหนื่อยและหิวมาก" เสี่ยวหลินลูบหัวเจ้าวัวน้อยเบาๆ ซึ่งมันก็ขยับเอาหัวมาถูไถหัวไหล่ของเด็กน้อยอย่างออดอ้อน
ฮุ่ยหนิงมองทั้งคนทั้งวัวที่มองมาตากลมแป๋วออดอ้อนตนอย่างหนักใจ นางยังคงกังวลว่าแม่ของมันจะตามมาเจอ แต่ก็อดจะสงสารเจ้าวัวน้อยไม่ได้ ด้วยสภาพที่ตัวผอมอีกทั้งขนยังยาวปกคลุมตัวบ่งบอกว่ามันเพิ่งจะคลอดได้ไม่นาน

"เอาเถอะ แม่ขุดหัวมันได้ใกล้จะเต็มตะกร้าแล้ว รออีกหน่อยนะลูก" ฮุ่ยหนิงถอนหายใจออกมาก่อนจะพยักหน้าอนุญาต

"ท่านแม่ใจดีที่สุด!" เด็กน้อยกระโดดกอดหมับเข้าที่เอวบางของมารดาอย่างดีใจ ฮุ่ยหนิงไม่ได้กอดกลับแต่อย่างใดเพราะมือนางเปื้อนดิน

"ที่บ้านของยายเฒ่าจางมีวัวแม่ลูกอ่อนอยู่ ไปขอซื้อนมวัวจากนางมาให้มันดื่มกินเถอะฮุ่ยหนิง เดี๋ยวข้าไปบอกยายเฒ่าจางไว้ให้" นางหลิวเอ่ยขึ้นมาบ้าง

"ขอบคุณเจ้าค่ะท่านยาย อย่างนั้นเรารีบขุดกันดีกว่าเจ้าค่ะ"
ฮุ่ยหนิงกลับไปขุดหัวมันอย่างรวดเร็วเพราะใกล้จะเต็มตะกร้าแล้ว ส่วนนางหลิวนั้นขุดเพียงแค่ครึ่งตะกร้าเพราะแบกไม่ไหว ขากลับเสี่ยวหลินจึงถูกมารดาอุ้มข้ามลำธาร ส่วนเจ้าวัวน้อยก็มียายหลิวช่วยจูงข้ามไปแทน

เมื่อกลับมาถึงบ้านเสี่ยวหลินก็นั่งเฝ้าเจ้าวัวน้อยอยู่ที่แคร่หน้าบ้าน ส่วนฮุ่ยหนิงนั้นหยิบตะกร้าใบเล็กมาปันหัวมันเทศเพื่อจะเอาไปฝากยายเฒ่าจางแล้วขอซื้อนมกลับมาด้วย ยายเฒ่าจางเองก็เป็นคนใจดีจึงให้มาโดยไม่คิดเงินสักอีแปะ แต่ต้องไปรีดนมเอาเอง

เจ้าวัวเมื่อได้กลิ่นนมก็รีบวิ่งเข้ามาใช้จมูกดุนถังนมที่ฮุ่ยหนิงถือเข้ามาอย่างรีบร้อน มันหิวจนแสบท้องไปหมดแล้ว ฮุ่ยหนิงเห็นอย่างนั้นก็เข้าไปหยิบกะละมังใบเล็กมาเทนมใส่ให้เจ้าวัวดื่มกินส่วนอีกครึ่งเอาไว้ให้มันกินตอนเย็น

"หิวหรือยังลูก เดี๋ยวแม่เอาข้าวที่ห่อไว้เมื่อเช้ามาให้กินนะ" เพราะกลับออกมาจากป่าก่อนเที่ยง ข้าวที่ห่อไปจึงยังไม่ได้แกะกิน เสี่ยวหลินพยักหน้าจนแก้มกระเพื่อม

"เจ้าค่ะท่านแม่" เด็กน้อยรับห่อข้าวมากินอย่างเอร็ดอร่อย ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่ข้าวกับปลาย่างแต่ก็อร่อยอย่าบอกใคร เพราะฝีมือการทำอาหารของฮุ่ยหนิงนั้นเข้าขั้นดีมาก ก่อนที่จะตบแต่งกับถังเทียนหรงนางเคยทำงานในครัวของโรงเตี้ยมในเมืองมาก่อน

"นั่นใช่ท่านพ่อกับท่านอาหรือไม่เจ้าคะ" มือน้อยชี้ไปยังเงาร่างของคนสองคนที่กำลังเข็นรถเข็นไม้เข้ามาในระยะสายตา

"ใช่แล้วล่ะ วันนี้คงขายดีเพราะกลับมาเร็วกว่าทุกวัน" ฮุ่ยหนิงเอ่ยตอบกลับบุตรสาว นางวางห่อข้าวแล้วลุกเดินเข้าไปเตรียมสำรับไว้ให้สามีกับน้องสามี กลับมาเร็วกันแบบนี้คงยังไม่ได้กินมื้อเที่ยงกันมาแน่นอน

"ท่านพ่อ!" เสี่ยวหลินตะโกนเรียกบิดาที่เดินเข้ามาในบริเวณรั้วบ้าน มือน้อยๆ โบกให้บิดาพร้อมทั้งยิ้มจนตาหยี

"กำลังกินข้าวหรือลูก" เทียนหรงมองบุตรสาวตัวน้อยที่ตะโกนเรียก ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวันก็แทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง

"เจ้าค่ะ ท่านพ่อกับท่านอามานั่งตรงนี้เร็วเข้า เสี่ยวหลินจะไปเอาน้ำมาให้ดื่ม" เด็กน้อยกระโดดลงจากแคร่ทีไม่ได้สูงมากนัก ร่างเล็กๆ วิ่งหายเข้าไปในบ้านหลังน้อยแล้วออกมาพร้อมกับแก้วน้ำที่ทำจากไม้ไผ่สองใบ
เทียนเฉินนั่งยองๆ มองเจ้าวัวน้อยแปลกหน้าที่กำลังก้มดื่มกินนมจากกะละมังอย่างสงสัย ก่อนจะมีมือเล็กยื่นแก้วน้ำมาให้ตรงหน้า

"ขอบใจเจ้า แล้วนี่เอามาจากที่ใด" เด็กหนุ่มรับแก้วน้ำมาดื่มแล้วเอ่ยถามขึ้น

"เสี่ยวหลินเจอในป่าเจ้าค่ะ มันคงถูกแม่ทิ้งไปแล้ว" เสี่ยวหลินลูบหัวเจ้าวัวน้อยที่ดื่มกินนมจนอิ่มหนำ เจ้าวัวเอาหัวถูไถเด็กหญิงอย่างขอบคุณ

"คิกคิก"

"กินข้าวเจ้าค่ะท่านพี่ เสี่ยวเฉิน เดี๋ยวนั่งพักกันสักหน่อยแล้วข้าจะพาเข้าป่านะเจ้าคะ วันนี้ข้ากับเสี่ยวหลินไปเจอดงมันเทศเข้า หากขุดกลับมาหมดคงเก็บไว้กินได้เป็นเดือนเลยล่ะเจ้าค่ะ" ฮุ่ยหนิงยกถาดใส่อาหารออกมาวางที่แคร่ให้สามีกับน้องสามีได้กิน เทียนเฉินเองก็ละความสนใจจากเจ้าวัวน้อยแล้วลุกไปนั่งบนแคร่

"อย่างนั้นก็ดีสิ ช่วงนี้ข้าวสารราคาแพงมากทีเดียว แล้วไปเจอได้อย่างไร หากมากถึงเพียงนั้นชาวบ้านคงเก็บไปกินหมดแล้ว" เทียนหรงส่งชามข้าวกับตะเกียบให้น้องชาย พร้อมกับคุยกับภรรยาไปด้วย

"เป็นเสี่ยวหลินที่บอกให้ออกนอกเส้นทางเดินของชาวบ้านเจ้าค่ะ แต่ข้าไม่ได้เข้าไปลึกมาก อีกทั้งท่านยายหลิวเองก็ไปกับข้าด้วย"

"อย่างนั้นหรือ แล้วนี่ท่านยายหลิวจะไปขุดอีกหรือไม่" มือหนาคีบเนื้อปลาย่างเข้าปากตามด้วยข้าวสวยอย่างหิวโหย โดยมีน้องชายกินอยู่ด้านข้างแต่มือฉกกับข้าวเร็วนัก

"ไปเจ้าค่ะ นางแก่แล้วขนออกมาได้ไม่มากนัก ข้าจึงบอกให้รอพวกท่านไปช่วยกันขนออกมาให้หน่อย" เทียนหรงได้ฟังก็พยักหน้าแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เป็นปกติที่คนในหมู่บ้านจะช่วยเหลือกันในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ

"ก่อนหน้าที่ท่านจะกลับมาข้าก็แบ่งมันเทศเอาไปแลกนมให้เจ้าวัวน้อยมาด้วย ท่านยายจางเองก็บอกว่าหากได้มากก็จะขอซื้อไปเก็บไว้กินสักหน่อยเจ้าค่ะ"

"ไม่ต้องให้ท่านจ่ายเงินหรอก อย่างไรเจ้าตัวเล็กนั่นก็ต้องพึ่งนมของแม่วัวนางอีกนานหลายเดือน เอาไปแบ่งให้นางสักกระสอบเถิด" เทียนหรงโบกมือปฏิเสธแล้วเอ่ยขึ้นมา หากมันเทศมีมากเขาก็สามารถแบ่งให้ได้เพราะอย่างไรบ้านเขาก็ยังคงต้องไปขอนมมาให้เจ้าวัวน้อยอยู่แล้ว

"ได้เจ้าค่ะท่านพี่" ฮุ่ยหนิงยิ้มกว้าง นางดีใจที่ได้สามีที่ดีและมีน้ำใจเช่นนี้

###########################################################

ตอนที่2 เสี่ยวจง

หลังจากกินข้าวกันจนอิ่มหนำและนั่งพักจนหายเหนื่อย สองสามีภรรยาก็พากันสะพายตะกร้ากับเข็นรถเข็นไม้ไปด้วย เพราะตรงที่เจอมันเทศไม่ได้อยู่บนเขาสามารถเอารถเข็นเข้าไปได้ อีกทั้งจะได้ไม่ต้องขนกลับหลายรอบ
ส่วนเทียนเฉินนั้นถูกไล่ให้ไปนอนพักเพราะต้องตื่นแต่เช้ามืดไปเก็บตาข่ายดักปลาอีกทั้งยังต้องพากันเข้าไปขายปลาตั้งแต่เช้า แต่เพราะเขาชินกับการตื่นแต่เช้ามืดแล้วจึงไม่ได้เข้าไปนอนพักแต่อย่างใด เพียงนอนเล่นที่แคร่หน้าบ้านเท่านั้น

"ท่านอาเจ้าคะ" เสี่ยวหลินเดินเข้ามาสะกิดท่านอาหนุ่มน้อยที่นอนอยู่ เขาผงกหัวขึ้นมามองหลานสาวตัวน้อยก่อนจะลุกขึ้นมา

"ว่าอย่างไรเสี่ยวหลินน้อย มีอะไรอย่างนั้นหรือ" เด็กหนุ่มช้อนใต้รักแร้เด็กน้อยอุ้มขึ้นมาวางบนตัก

"เจ้าวัวน้อยยังไม่มีบ้านเลยเจ้าค่ะ เราไปตัดไม้ไผ่มาสร้างคอกให้มันได้หรือไม่เจ้าคะ"

"ได้สิ อย่างนั้นเจ้าเล่นกับวัวน้อยรออาอยู่ที่บ้าน เดี๋ยวอาไปตัดไม้ไผ่ครู่เดียวอย่าพากันออกไปนอกบ้านเล่า เข้าใจหรือไม่" มือสากลูบหัวหลานสาวตัวน้อยเบาๆ

"เจ้าค่ะท่านอา" นางพยักหน้าหงึกหงักอย่างเข้าใจ ท่าทางน่ารักนั่นทำให้เทียนเฉินอดใจไม่ไหวก้มลองหอมแก้มขาวๆ ฟอดใหญ่

"คิกคิก"

"อึ้บ! เอาล่ะ อย่างนั้นอาไปตัดไม้ไผ่แล้วจะรีบกลับมา" เด็กหนุ่มอุ้มหลานสาวลงไปวางที่พื้นดังเดิม เขาลุกขึ้นบิดขี้เกียจสองสามครั้งก่อนจะเดินเข้าไปหยิบมีดในครัวแล้วเดินจากไป

"เจ้าวัวน้อย เจ้าจะชื่อว่าอะไรดี"

มอ~

"ดูไปดูมาเจ้าเหมือนวัวขนยาวทางฝั่งยุโรปเลยแฮะ" มือน้อยลูบขนปุยๆ ของเจ้าวัวเล่น

"อืม เจ้ามีขนสีน้ำตาล ชื่อเสี่ยวจงก็แล้วกัน"

เมื่อตั้งชื่อให้เจ้าวัวแล้วนางก็ปล่อยให้มันนอนพักอยู่ข้างกะละมังนมของมัน ส่วนนางก็เดินสำรวจรอบบ้านเพราะยังไม่เคยเดินดูอย่างจริงจังเลยสักครั้ง
ห่างจากบ้านไปไม่ไกลเป็นลำธารเล็กๆ ซึ่งคงเป็นสายเดียวกับตรงที่นางเจอเสี่ยวจง ด้านข้างลำธารมีกอหญ้าขึ้นอยู่หลายกอ แต่มันออกจะสีขาวกว่าหญ้าทั่วไปอยู่มากหน่อย นางจึงเดินไปดูอย่างสงสัย

"ตะไคร้! มีเยอะด้วย สุดยอดไปเลย หากเจอพริกเผ็ด กับมะนาวจะดีมากเลย ซีฟู๊ดจ๋า" เมื่อนึกภาพอาหารทะเลย่างกับน้ำจิ้มแซ่บๆ นางก็กลืนน้ำลายลงคออย่างหิวโหย แต่ด้วยสภาพตัวเองในตอนนี้คงจะกินเผ็ดมากไม่ได้ แต่ไม่เป็นไรแค่กินให้หายอยากไปก่อนก็ได้ อีกทั้งนางยังอยากหมักปลาร้าไว้ด้วย กว่าจะได้กินอย่างน้อยต้องใช้เวลาหลายเดือน

อาหารอันโอชะรอข้าก่อนนะ!

หลังจากเก็บตะไคร้ติดมือมานิดหน่อย ร่างเล็กๆ ก็เดินหาพืชที่ตนต้องการแต่ก็ไม่เจอ จึงเดินกลับมาที่บ้านหลังน้อย หางตานางมองเห็นสีแดงๆ อยู่ข้างรั้วอีกด้านหนึ่งจึงรีบวิ่งไปดู

"พริกล่ะ! มีอยู่สองต้น เก็บเมล็ดมันไว้เพาะดีกว่า" นางเก็บเม็ดพริกสีแดงที่มีอยู่ไม่ถึงสิบเม็ดอย่างทะนุถนอมก่อนจะเอาไปใส่กระด้งแล้วตากไว้ให้แห้งค่อยมาเก็บ

เทียนเฉินเองก็หอบไม้ไผ่หลายลำมากองไว้ที่ข้างบ้าน เขาเริ่มตัดไม้แล้วสร้างโครงขึ้นเพื่อทำคอกเล็กๆ ให้เจ้าวัวน้อย หากมีเวลาค่อยสร้างให้มันแข็งแรงและใหญ่กว่านี้หน่อย เขาทำโครงหลังคาเอาไว้ด้วย แต่คงต้องหาหญ้ามามุงวันหลังเพราะหญ้าต้องตากให้แห้งเสียก่อนจึงจะนำมาทำหลังคาได้

เสี่ยวหลินกลับเข้ามานั่งเล่นที่แคร่หน้าบ้าน ตอนแรกนางคิดว่าจะไปช่วยท่านอาหนุ่มน้อยสร้างคอกให้เสี่ยวจงเสียหน่อย แต่คงจะถูกไล่ให้ออกมานอนกลางวันแน่นอนเพราะตกบ่ายแล้ว นางจึงหยิบหมอนใบเล็กกับผ้าปูรองนอนที่วางไว้มุมแคร่มาปูแล้วนอนกลิ้งไปมาไม่นานก็หลับปุ๋ย

นางตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เกือบเย็นแล้ว ได้ยินเสียงคนคุยกันดังมาจากทางข้างบ้าน มือน้อยๆ ยกขึ้นมาขยี้ตาพร้อมกับอ้าปากหาวจนน้ำตาเล็ด ก่อนที่มือของนางจะถูกจับออกแล้วมีผ้าเปียกๆ มาเช็ดหน้าให้จนตาสว่างใสแจ๋ว

"ท่านแม่กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ" นางยกมือชูขึ้นเพื่อให้มารดาอุ้ม ฮุ่ยหนิงก็รวบเอาเด็กตัวน้อยมาเหน็บเข้าที่ข้างเอวแล้วพาเดินไปที่ข้างบ้าน

สองพี่น้องกำลังช่วยกันประกอบคอกเล็กๆ ให้กับเสี่ยวจง หลังจากขุดหัวมันกลับมาแล้วเทียนหรงก็แบ่งเอามันเทศใส่กระสอบแบกไปส่งให้ท่านยายจางถึงบ้าน หลังจากถามไถ่เรื่องเสี่ยวจงกันอยู่ครู่หนึ่งนางก็ให้เทียนหรงเดินไปเอาแถบหญ้ามุงหลังคาอันเก่าที่ยังสภาพดีกลับมาทำหลังคาให้เสี่ยวจง วันนี้เจ้าวัวน้อยจึงไม่ต้องนอนตากน้ำค้าง

"บ้านของเสี่ยวจงใกล้เสร็จแล้ว" คอกเล็กๆ ขนาดไม่ใหญ่มาก พอให้เสี่ยวจงเดินเล่นได้ก็ใกล้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือมุงหลังคาอีกนิดหน่อยเท่านั้น

"เสี่ยวจงหรือ ลูกตั้งชื่อให้มันหรือ หืม" ฮุ่ยหนิงมองบุตรสาวตัวน้อยแล้วเอ่ยถาม

"ใช่เจ้าค่ะ ลูกตั้งชื่อตามสีขนของมันเจ้าค่ะ" นางยิ้มตาหยีให้กับมารดาคนงาม เทียนหรงมองเจ้าวัวน้อยที่เดินตามภรรยากับบุตรสาวของตนต้อยๆ ก็เอ่ยขึ้นมาบ้าง

"มันดูไม่เหมือนวัวป่าทั่วไปเลยนะ" ได้ยินดังนั้นทุกคนก็หันไปมองเสี่ยวจงกันหมด เจ้าวัวน้อยรีบหลบข้างหลังมนุษย์สาวคนงามด้วยความเขินอาย(?)

"ใช่ขอรับ ข้าคิดว่าขนมันยาวกว่าลูกวัวเกิดใหม่ทั่วไป" เทียนเฉินเอ่ยขึ้นมาบ้างแต่ก็ไม่ได้คิดจริงจังมากนัก

"เอาเถอะ พวกมันอยู่ในป่าเราเองก็ไม่รู้ว่าจะมีวัวป่าแบบใดอยู่บ้าง"
สองพี่น้องรีบช่วยกันสร้างคอกน้อยๆ ให้เสร็จเพราะดวงอาทิตย์เริ่มจะคล้อยต่ำลงทุกที ฮุ่ยหนิงพาเสี่ยวหลินไปอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย ก่อนที่นางจะเข้าครัวไปหุงหาอาหาร วันนี้นางทำน้ำแกงปลาทะเลที่สามีแบ่งมาขังไว้สำหรับทำอาหาร

เสี่ยวหลินเดินมาเกาะประตูครัวมองมารดาคนงามหยิบจับของในครัวอย่างคล่องแคล่ว นางเห็นมารดาใส่ปลาลงไปในหม้อที่มีน้ำเดือดปุดๆ แล้วนึกขึ้นได้ว่านางหักตะไคร้ติดมือมาด้วยจึงวิ่งออกไปหยิบที่แคร่หน้าบ้านแล้วกลับเข้ามาในครัว

"ท่านแม่ ใส่เจ้านี่ด้วยสิเจ้าคะ" เด็กน้อยเดินเข้ามาในครัวแล้วชูตะไคร้ในมือขึ้นมา ฮุ่ยหนิงหันมามองแล้วขมวดคิ้ว

"นั่นหญ้าที่ขึ้นอยู่ริมลำธารไม่ใช่หรือลูก จะเอามาใส่ในน้ำแกงได้อย่างไร"

"ไม่ใช่หญ้าเจ้าค่ะ นี่เรียกว่าตะไคร้ เป็นสมุนไพรเอาไว้ดับกลิ่นคาวเจ้าค่ะ"

"แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร" ฮุ่ยหนิงหรี่ตามองบุตรสาวที่ทำตาล่อกแล่ก

"เอ่อ เสี่ยวจงบอกเจ้าค่ะ!"

"เสี่ยวจงหรือ?"

"เจ้าค่ะท่านแม่ เสี่ยวจงพูดกับลูกได้เสี่ยวจงเก่งมากๆ" นางส่งยิ้มไร้เดียงสาไปให้มารดา หากบอกว่ารู้เพราะเคยกินไปนับไม่ถ้วนนี่นางคงถูกหาว่าเป็นตัวกินหญ้าแน่ๆ เพราะคนที่นี่เข้าใจว่ามันคือหญ้านี่นะ

"ถ้าไม่เชื่อ ท่านแม่ลองหั่นแล้วดมกลิ่นของมันดูสิเจ้าคะ กลิ่นของมันไม่เหมือนกับหญ้าทั่วไปเพราะว่ามันคือสมุนไพรเจ้าค่ะ" ฮุ่ยหนิงมองบุตรสาวอย่างแคลงใจ วัวที่ไหนจะพูดได้กัน แต่เพราะไม่อยากขัดใจบุตรสาวจึงลองรับเจ้าตะไคร้ในมือน้อยๆ มาหั่นแล้วดมดูอย่างที่บุตรสาวแนะนำ

กลิ่นหอมเย็นๆ ออกจะสดชื่นหน่อยๆ ทำให้ฮุ่ยหนิงเบิกตาเล็กน้อย นางหันมองบุตรสาวที่ยืนยิ้มแฉ่งอวดฟันที่ยังขึ้นไม่เต็มปากดี ก่อนจะดมพิสูจน์ดูอีกครั้ง

"เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ" เสี่ยวหลินเอ่ยถามอย่างลุ้นๆ อาหารที่ท่านแม่ทำมันก็อร่อยดีอยู่หรอก แต่รสชาติน้ำแกงปลาที่ขาดสมุนไพรมันก็ออกจะกลืนลงคอลำบากไปหน่อย เมื่อนางเห็นว่ามีตะไคร้จึงรีบเอามาให้มารดาทันที

"มันกินได้จริงๆ เจ้าค่ะท่านแม่" นางแกะเปลือกด้านนอกของตะไคร้ที่เหลืออยู่ในมือแล้วกัดหัวตะไคร้เคี้ยวให้มารดาดู

"เสี่ยวหลิน!"

"กินได้จริงๆ เจ้าค่ะ" ปากน้อยเคี้ยวหยั่บๆ ฮุ่ยหนิงถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อไม่เห็นว่าบุตรสาวจะมีอาการอะไร

"เอาเถอะๆ แม่จะลองใส่ลงไปดูก็แล้วกัน"

"ตัดแค่ส่วนหัวขาวๆ นะเจ้าคะ ส่วนใบเขียวๆ มันไม่ค่อยหอมเท่าไหร่" นางยิ้มอย่างตื่นเต้นดีใจ ในที่สุดนางก็เข้าใกล้ต้มยำปลาแล้ว

ร่างเล็กๆ ของบุตรสาววิ่งออกไปอีกครั้งหลังจากวางตะไคร้ที่เหลือไว้บนโต๊ะวางของเล็กๆ ในห้องครัว ฮุ่ยหนิงนำตะไคร้ไปล้างแล้วหั่นไม่ลืมทุบนิดๆ ให้กลิ่นมันออกแล้วใส่ลงไปในหม้อน้ำแกง เสี่ยวหลินกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับพริกสีเขียวหลายเม็ดกับพริกแดงอีกนิดหน่อย

"ท่านแม่ ใส่นี่ด้วยเจ้าค่ะ ตำให้มันแหลกก่อนนะเจ้าคะ" มือน้อยๆ ยื่นผลแปลกๆ ส่งมาให้มารดา ฮุ่ยหนิงถอนหายใจออกมาเล็กน้อย

เอาเถอะ ลองดูหน่อยก็ไม่เป็นไร นางคิดอย่างนั้น

กลิ่นน้ำแกงที่ส่งกลิ่นหอมน่ากินมากกว่าทุกวันทำให้สองหนุ่มของบ้าน ที่กลับจากอาบน้ำในลำธารรีบก้าวเข้ามาในบ้านอย่างรวดเร็ว กลิ่นหอมๆ ทำให้ท้องของพวกเขาส่งเสียงร้องออกมาอย่างน่าอาย สองหนุ่มรีบเข้าไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้ารวมถึงนำชุดเปียกไปตากเสร็จแล้วก็รีบมานั่งรอที่แคร่หน้าบ้าน

ฮุ่ยหนิงถือถาดอาหารออกมาที่ด้านนอก เทียนเฉินรีบเข้าไปช่วยพี่สะใภ้อย่างทุกที ส่วนนางก็กลับเข้าไปยกโถข้าวจากในครัวออกมา เสี่ยวหลินตัวน้อยออกมาพร้อมกับแก้วไม้ไผ่ใส่น้ำสองใบ เมื่อวางบนแคร่เรียบร้อยแล้วก็วิ่งดุ๊กๆ เข้าไปหยิบอีกสามแก้วที่เหลือ

เจ้าเสี่ยวจงเองก็ยืนกระดิกหางรอที่เดิม กะละมังที่ล้างจนสะอาดและใส่น้ำนมเรียบร้อยแล้วถูกเทียนหรงถือออกมาวางให้ที่พื้น เจ้าวัวน้อยรีบก้มลงดื่มกินน้ำนมอย่างร่าเริง

"วันนี้ทำอะไรกินหรือ กลิ่นหอมยิ่งนัก" เทียนหรงเอ่ยถามภรรยาคนงามที่กำลังตักข้าวใส่ถ้วยใบเล็กส่งให้ทุกคน

"น้ำแกงปลาอย่างทุกครั้งนั่นแหละเจ้าค่ะ เพียงแต่วันนี้เสี่ยวหลินน้อยมีส่วนช่วยทำด้วย ท่านพี่กับเสี่ยวเฉินต้องลองชิมดูว่ารสชาติจะเป็นอย่างไร" ฮุ่ยหนิงเอ่ยขึ้นยิ้มๆ ก่อนหน้านี้นางได้ลองชิมน้ำแกงดูแล้ว หอมกลิ่นสมุนไพรอีกทั้งยังมีรสเผ็ดแสบลิ้นให้ความรู้สึกเจริญอาหารมากกว่าที่เคยเป็น

"หืม บุตรสาวตัวน้อยถึงกับทำน้ำแกงให้บิดากินเชียวหรือ" เทียนหรงเอ่ยเย้าบุตรสาวที่นั่งอยู่ด้านข้าง เด็กน้อยหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ

"ลองชิมดูเจ้าค่ะ" ฮุ่ยหนิงตักน้ำแกงจากชามใบใหญ่แบ่งใส่ถ้วยใบเล็กแล้วยื่นให้กับสามีรวมถึงน้องสามีและบุตรสาว
สองหนุ่มของบ้านได้ชิมแล้วก็รู้สึกคล่องคอยิ่งนัก น้ำแกงในถ้วยแบ่งเล็กๆ จึงหมดไปอย่างรวดเร็ว

"รสดียิ่งนัก อร่อยกว่าที่เคยอีกนะหนิงเอ๋อร์" เทียนหรงตักน้ำแกงใส่ถ้วยใบเล็กของตนเผื่อแผ่ไปให้น้องชายด้วย ฮุ่ยหนิงกับเสี่ยวหลินเห็นอย่างนั้นก็หัวเราะ

"อร่อยก็กินเยอะๆ เจ้าค่ะ นี่เป็นเพราะบุตรสาวของท่านช่วยข้าทำจึงอร่อยเช่นนี้"

"เสี่ยวหลินของอาเก่งที่สุด มาเถอะ เดี๋ยวอาแกะเนื้อปลาให้เจ้า" เทียนเฉินซดน้ำแกงเสียงดัง เขาตักปลาในชามใหญ่ออกมาแกะเอาแต่เนื้อส่งให้หลานสาวตัวน้อย ซึ่งนางก็ตักกินจนแก้มตุ่ย

"ท่านอาดีที่สุดเจ้าค่ะ"

"แล้วพ่อดีหรือไม่ นี่ ตัวนี้มีไข่ด้วย พ่อให้เจ้า" เทียนหรงได้ยินบุตรสาวเอ่ยชมน้องชายก็รู้สึกไม่ยอมแพ้ เขาคีบไข่ปลาให้บุตรสาวจนแทบจะล้นถ้วยใบเล็ก

"ท่านพ่อก็ดีที่สุดเลยเจ้าค่ะ" นางยิ้มตาหยี ก่อนจะตักไข่ปลาเข้าปาก วันนี้เป็นวันที่นางกินข้าวได้อร่อยที่สุดเลย

หลังจากผ่านมื้อเย็นแสนอร่อยและนั่งย่อยกันจนฟ้ามืด ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันเข้าห้องนอน เนื่องจากยังเล็กอยู่มากเสี่ยวหลินจึงยังไม่มีห้องเป็นของตนเอง นางยังคงนอนกับบิดามารดา บางครั้งก็ไปนอนกับท่านอาหนุ่มน้อย แต่คนที่ไม่ยอมไปนอนที่บ้านของตนเองก็คือเสี่ยวจง มันเดินตามเสี่ยวหลินต้อยๆ ถึงแม้ว่าเทียนเฉินจะพามันไปส่งที่คอกแล้วแต่มันก็มุดออกมาเหมือนเดิม

"เสี่ยวจงทำไมถึงมุดออกมาอีกแล้วเนี่ย" เทียนเฉินยืนเท้าเอวมองเจ้าวัวขนปุยที่ยืนมองหน้าตนพร้อมกับส่ายหางดุ๊กดิ๊ก มันหันไปมองเด็กหญิงตัวน้อยที่ยืนอยู่ไม่ไกลแล้วถูไถหัวเล็กๆ ของมันไปกับตัวของเสี่ยวหลิน

"คิกคิก เสี่ยวจงคงไม่กล้านอนคนเดียวกระมัง" ฮุ่ยหนิงปิดปากหัวเราะอย่างขบขัน

"มันคงอยากจะนอนกับลูกกระมัง" เทียนหรงมองเจ้าเสี่ยวจงอย่างเอ็นดู บ้านหลังน้อยที่แทบจะเลี้ยงตัวเองไม่รอด ไหนเลยจะเคยเลี้ยงสัตว์ พอมีเจ้าตัวเล็กนี่มาอยู่ด้วยก็รู้สึกดีไม่น้อย

"เสี่ยวจงจะมานอนกับเสี่ยวหลินไม่ได้นะ เสี่ยวหลินนอนกับท่านพ่อท่านแม่ แค่เตียงก็เต็มห้องแล้ว" เสี่ยวหลินเอ่ยบอกเจ้าตัวยุ่งที่มุดหน้าอยู่กับพุงน้อยๆ ของนาง

"เอาเถอะ ให้มันไปนอนกับเสี่ยวเฉินก็แล้วกัน" เทียนหรงพูดขึ้นมาก่อนจะจูงมือภรรยาเข้าห้องนอนไป

เสี่ยวหลินจึงตัดสินใจเข้าไปนอนในห้องกับท่านอาหนุ่มน้อย โดยมีเจ้าเสี่ยวจงตามมาด้วย เทียนเฉินนำหญ้าแห้งมาปูที่พื้นให้มันนอน เจ้าวัวน้อยเมื่อเห็นเจ้านายตัวน้อยของมันถูกอุ้มขึ้นเตียงมันจึงล้มตัวลงนอนแต่โดยดีและหลับสบายไปจนถึงเช้า ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกไล่ล่าจนมารดาต้องทิ้งมันไว้ตัวเดียวอีกแล้ว

##############################################

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์ ผู้ติดตามและยอดกำลังใจนะคะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...