โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

สามีเช่นข้า...ชั่วช้ายิ่ง

นิยาย Dek-D

อัพเดต 09 เม.ย. 2567 เวลา 08.20 น. • เผยแพร่ 09 เม.ย. 2567 เวลา 08.20 น. • maeprimprow
ชาติที่แล้วทำผิดต่อภรรยาและบุตรสาวหลงกลดอกบัวขาวใจโฉดจนต้องตายทิ้งลูกเมียให้ทรมานแสนสาหัส เมื่อได้โอกาสกลับมา…ข้าจะชดใช้ให้เจ้าและลูก ข้าจะแก้แค้นตอบแทนคนพวกนั้นให้สาสมกับสิ่งที่พวกมันทำ

ข้อมูลเบื้องต้น

เฉินมู่ฉือ ผู้นำตระกูลเฉินและผู้สืบทอดกิจการค้าใหญ่ที่สุดของแคว้น โชคร้ายต้องแต่งงานกับสตรีร้ายกาจอย่าง อวี้เย่ว์ หนำซ้ำนางยังสวมหมวกเขียวให้เขาจนต้องหย่าร้างแยกทางกันไป นางจากไปพร้อมบุตรสาวตัวน้อย เขาแต่งงานใหม่กับญาติผู้น้อง จูม่านฮวา แต่วันหนึ่ง…เขาถูกวางยาพิษและลอบสังหารตายอย่างทรมาน

ตายแล้ววิญาณกลับไม่จากไปไหนจึงได้รู้ว่า จูม่านฮวาเป็นเพียงดอกบัวขาวใช้มารยาใส่ร้ายอวี้เยว์ภรรยาแสนดี ทั้งยังร่วมมือกับเฉินเทียนบุตรจากบ้านรองกำจัดเขาเพื่อฮุบสมบัติและตำแหน่งของเขาไปทั้งหมด หญิงโฉดชายชั่วได้ทุกอย่างไปยังมิหนำใจยังตามสังหารอวี้เยว์และบุตรสาวอย่างทารุน

เห็นทุกอย่างกระจ่างแจ้งกลับช่วยสิ่งใดไม่ได้เลย เฉินมู่ฉือจึงร่ำร้องอ้อนวอนต่อสวรรค์เทพเซียนและแม้แต่นรกให้เขาได้มีโอกาสแก้ไขเรื่องเลวร้ายนี้

เขาได้กลับไปจริงๆ เพื่อแก้ไขและ….แก้แค้น

“สามีชั่วช้าเช่นข้า…ขอทำเพื่อเจ้าและลูก” เฉินมู่เฉิงสัญญากับตนเอง

คนเรามักอยากจจะแก้ไขสิ่งที่ผ่านมา ในโลกแแห่งความจริงคำว่า “ถ้าหากย้อนกลับไปได้”ย่อมหมายถึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกแล้ว ทั้งชายและหญิงทุกคนมีสิ่งเสียใจและเสียดาย นิยายเรื่องนี้เขียนเพื่อย้ำเตือนตนเอง ทั้งตอบสนองจริตความอยากของตัวเองล้วนๆ

ใช้จินตนาการในนิยายแก้ตัวกันไปก่อน ขอบคุณรีดที่แวะมาเยี่ยมชมผลงาน

ขอให้สนุกกับการอ่านค่ะ

หัวใจล้านดวงให้ทุกคน

แม่พริ้มเพรา

คำวิงวอน

สตรีร่างบางใบหน้างดงามจัดวางเครื่องเซ่นไหว้พร้อมจุดธูปและรินสุรา ก่อนจะหันไปบอกเด็กน้อยร่างกลมป้อมที่คุกเข่าอยู่ข้างๆ

“โตวโต่ว คำนับท่านพ่อสิลูก” นางบอกบุตรสาวอย่างอ่อนโยน

“ท่านพ่อนอนอยู่ในนั้นหรือเจ้าคะ” นิ้วเล็กป้อมชี้ไปที่สุสานหิน ที่ป้ายหินงดงามสลัก…เฉินมู่ฉือ…

“ใช่แล้วลูก ท่านพ่อนอนหลับอยู๋ในนั้น”

ร่างกลมก้มศรีษะจรดพื้นคำนับสามครั้ง ผู้เป็นมารดาคำนับก่อนยกจอกสุราที่รินไว้ราดลงหน้าป้ายชื่อ

“ท่านพี่วันนี้ข้าพาโตวโต่วมาลาท่าน ต่อไปคงมิได้มาเซ่นไหว้ท่านแล้ว”

สองแม่ลูกยังรออยู่หน้าสุสานจนธูปที่จุดไว้ดับหมดจึงเก็บของเซ่นไหว้ใส่ตะกร้าเพื่อนำกลับ นางคงมิอยากให้ใครรับรู้การมาของนาง แต่สายไปแล้ว…

ร่างโปร่งแสงของเฉินมู่ฉืออยากจะบอกนางเหลือเกิน พวกมันรู้แล้วว่าเจ้ากับลูกมาที่นี่

“หนีไป อาเย่ว์ พาโตวโต่วหนีไปเร็วเข้า” เขาตะโกนก้องแต่…มิมีใครได้ยินเสียง

อวี้เย่ว์จูงมือบุตรสาววัยห้าหนาวไปที่รถม้า นางคงจะเตรียมตัวเดินทางไกล เพราะดูจากรถม้าคันใหญ่ สาวใช้ และผู้คุ้มกันอีกจำนวนหนึ่งที่ควบม้าไปพร้อมกัน

ขบวนเดินทางแล่นออกไปจากเขตเมืองมุ่งหน้าไปทางใต้ วิญญาณของเฉินมู่ฉือตามรถม้าไป เบื้องหลังยังมีคนชุดดำกลุ่มหนึ่งตามมาด้วยอีกจำนวนมาก

เพื่อตามผู้หญิงและเด็กตัวน้อยพวกมันใช้คนมากมายเพียงนี้ อาเย่ว์ โตวโต่ว เจ้าสองแม่ลูกต้องมาลำบากเพราะสามีชั่วช้าและบิดาไม่เอาไหนเช่นข้าแล้ว

พอถึงเขตภูเขาที่เปลี่ยวผู้คนขบวนเดินทางยังเดินทางไปเรื่อยๆด้วยมิรู้ว่ามีผู้ติดตามตนเองมา ใครจะคาดคิดว่าแม้ว่าเฉินมู่ฉือตายจาก พวกมันได้ทุกอย่างไปหมดแล้วก็ยังไม่ละเว้นทายาทของเขา ชายชุดดำเกือบสามสิบคนเร่งฝีเท้าม้ามาจนทัน

พวกมันเริ่มโจมตีผู้คุ้มกันก่อน แม้จะฝีมือดีเพียงใดก็มิอาจต้านคนที่มากกว่าได้ สุดท้ายเหลือเพียงรถม้าที่คนขับเร่งให้ม้าลากวิ่งไปข้างหน้าเพื่อหลบหนี

เฉินมู่ฉือได้ยินเสียงโตวโต่วน้อยของเขาร้องไห้ ได้ยินเสียงอวี้เย่ว์ปลอบบุตรสาว วิญญาณรู้สึกราวกับจะแตกดับเขาช่วยไม่ได้ เขาต้องมองคนทั้งสองเป็นเช่นเขาหรือ…

มือสังหารตามมาทัน…พวกมันเหี้ยมโหดนัก มันหักคอคนขับรถม้า และสาวใช้ก่อนจะจัดการกับภรรยาและบุตรของเขา

“ได้โปรดเถิด ปล่อยบุตรของข้าไปด้วย นางยังเล็กนัก ” เสียงของอวี้เย่ว์ขอร้องอย่างน่าเวทนานางโอบกอดร่างกลมๆของเด็กหญิงไว้ในอ้อมอก

มือสังหารมิตอบสิ่งใด มันขยับเข้าใกล้สองแม่ลูก ยื่นมือใหญ่แข็งแรงเข้าหา…เฉินมู่ฉือพยามใช้กายโปร่งแสงของตนฉุดรั้งพวกมันไว้ แต่จะทำอันใดได้…ทำได้เพียงมองพวกมันสังหารภรรยาและบุตรสาว

กร๊อบ..กร๊อบ…

เสีองคอบอบบางของอวี้เย่ว์และโตวโต่วหัก

“ไม่…..” เฉินมู่ฉือตะโกนลั่น

ร่างไร้ลมหายใจทั้งสี่ถูกทิ้งไว้ในรถม้าก่อนจะถูกพวกมันดันรถม้าพร้อมม้าลงสู่หุบเหวเบื้องล่าง

วิญญาณบาปล่องลอยเฝ้าซากรถม้าและร่างของภรรยาและบุตรสาว คิดว่ายามนี้อาจได้พบคนทั้งสองแม้จะเป็นเพียงวิญญาณ เคว้งคว้างล่องลอยรอคอยให้ได้พบ… แต่…ในหุบเหวแห่งนั้นก็มิมีวิญญาณของผู้ใดนอกจากเขา

เฉินมู่ฉือหนอเฉินมู่ฉือ…..จะตะโกนหรือจะพยายามทำสิ่งใดไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว ยามมีชีวิตไม่คิดปกป้องนางทั้งยังหยามเหยียดว่านางเป็นสตรีไร้ยางอาย บุตรสาวแสนน่ารักก็ยังหวาดระแวงว่ามิใช่บุตรตนเอง ยามนี้จะทำสิ่งใดได้ เขาเจ็บปวดเจ็บแค้นทั้งเกลียดชังตนเองนัก

…สวรรค์ นรก ผู้ใดก็ได้โปรดฟังคำวิงวอนของชายผู้ชั่วช้าเช่นข้าที ได้โปรดให้โอกาสแก่ข้า…ได้ชดใช้ให้แก่ภรรยาและบุตร ได้แก้แค้นหญิงชั่วจูม่านฮวา ชายโฉดเฉินเทียน แม้ต้องแลกด้วยวิญญาณทุกชาติภพขอให้ข้าได้หวนคืนทวงแค้นด้วยเถิด….

พลันเกิดกระแสลมหมุนวนพัดเหวี่ยงดวงวิญญาณเฉินมู่ฉือเข้าสู่ความมืดมิดไร้ที่สิ้นสุด วิญญาณลอยล่องไปอยู่นานไร้กาลเวลา ในความว่างเปล่าเวิ้งว้างนั้นกลับมีเสียงหนึ่งดังก้องขึ้นมา

“คำขอของเจ้าจงสัมฤทธิ์ผล ข้าให้โอกาสสุดท้ายแก่ดวงวิญญาณเจ้าก่อนแตกดับชั่วนิรันด์”

ในทุกคืนคุณชายใหญ่สกุลเฉินมักจะคร่ำเคร่งกับงานกว่าจะกลับจวนและเข้านอนเช่นผู้อื่นก็ล่วงเลยเข้ายามไฮ เขาปฏิบัติตนเช่นนี้มาตั้งแต่เข้าสิบสามหนาว ด้วยความที่เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวแบกรับความหวังทั้งหมดของตระกูลไว้จึงตั้งใจทำทุกอย่างให้ดีที่สุด

นี่เป็นสิ่งดี…แต่มันก็ทำให้เขาสูญเสียชีวิตในวัยที่ควรจะยังสนุกสนานและคบหาเพื่อนวัยเดียวกันไป

แต่วันนี้เขากลับทำสิ่งที่แตกต่างออกไป

เฉินมู่ฉือเร่งรุดกลับเรือนตั้งแต่ปลายยามเซิน ถ้าเขาจำไม่ผิดวันนี้เป็นวันที่แม่สื่อจะนำรายชื่อสตรีที่ถึงวัยออกเรือนจากสกุลต่างๆมาให้บิดาและมารดาของเขาเลือก ที่เขามาเพราะเขาอยากจะเลือกคนผูกผมร่วมชีวิตคู่ด้วยตนเอง บิดามารดาคงไม่รู้เขามีคนในใจแล้ว

ดังนั้นเมื่อถึงจวนเขาจึงมุ่งตรงไปที่โถงเรือนหน้า พบกับเฉินห่าวหรานบิดาและเจินฮูหยินสนทนาอยู่กับแม่สื่อ

“อ้อ..ฉือเออร์ ใยกลับมายามนี้” มารดาสงสัยที่เห็นบุตรชายเดินยิ้มมาแต่ไกล

“วันนี้ข้าเหมือนมีเทพมาบอกให้รีบกลับขอรับ” เฉินมู่ฉือเอ่ยยิ้มๆ กับบิดามารดาเขาก็ยังเป็นบุตรชายขี้อ้อนเสมอ

“เจ้ามาก็ดีแล้ว แม่สื่อหวังนำรายชื่อและดวงชะตาของคนที่เหมาะสมมาให้เลือก” เฉินห่าวหรานบอกบุตรชาย

“ขอข้าช่วยท่านพ่อท่านแม่เลือกด้วยได้ไหมขอรับ” เขามักพูดจากับบุพการรีด้วยท่าทีอ่อนน้อมเสมอ

มีเพียงคนเดียวกระมังทั้งที่แสนดีกับเขาแต่เขาไม่เคยเอ่ยวาจาที่ดีกับนางสักครั้ง…อวี้เย่ว์ แต่ต่อจากนี้จะไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว เขาจะดีกับนางให้มากที่สุด…มากยิ่งกว่าใครๆในสามโลกนี้

เฉินห่าวหรานรู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่บุตรชายสนใจเรื่องคู่ครองของตนเอง ก่อนหน้านี้เขาไม่แม้แต่จะถามไถ่ ทั้งยังมีญาติผู้น้อง..จูม่านฮวา…คอยตามติด

ด้วยความที่จวนอยู่ไม่ห่างไกลกันมากนักและเป็นญาติทางฝั่งยายหรือมารดาของเจินหลี่ผู้เป็นมารดาเด็กหญิงผู้นั้นมักจะมาหาเฉินมู่ฉือเพื่อให้ช่วยเหลือเรื่องต่างๆอยู่เสมอ การมาเยี่ยมเยือนสกุลเฉินของเด็กน้อยวัยแปดหนาวจนบัดนี้เริ่มเข้าสู่วัยสาวสะพรั่งวัยสิบเจ็ดจึงเป็นเรื่องปกติ

ทั้งที่หากนับญาติกันแล้วสกุลจูกับสกุลเฉินมิใช่ญาติกันทางสายเลือดเลย และด้วยความที่นับเป็นญาติจึงไม่มีชื่อคนสกุลจูอยู่ในรายการที่แม่สื่อนำมาให้ในวันนี้

เฉินมู่ฉือนำรายชื่อมาพิจารณาอย่างละเอียด นี่อย่างไรชื่อของนาง “อวี้เย่ว์” คุณหนูรองสกุลอวี้บุตรสาวคนที่สองของนายอำเภออวี้แห่งอำเภอถง ขุนนางขั้นห้าที่ไม่โดดเด่นนัก

“ข้าต้องการแต่งกับคุณหนูใหญ่สกุลเผย” ครั้งก่อนเขาบอกบิดามารดาเช่นนี้ ด้วยคำร่ำลือว่าเผยอิงอิงนั้นงดงามนัก อีกทั้งสกุลเผยก็เป็นสกุลพ่อค้าเช่นเดียวกันกับเขา

เขามิต้องการ"อวี้เย่ว์" เขาไม่เคยจดจำชื่อของนาง

การที่นางต้องมารับเคราะห์เพราะ…

“ท่านพี่มู่ฉือ ท่านเป็นเพื่อนข้าไปที่เหลาเหอสุ่ยได้ไหมเจ้าคะ ท่านพ่อข้าให้นำตัวอย่างสุราไปให้เถ้าแก่หลง” จูม่านฮวาเอ่ยปากขอร้องเขาในบ่ายวันหนึ่ง

“ได้สิ” คนโง่เช่นเขารับปากทันที สกุลจูนั้นมีกิจการการค้าสุราขนาดกลางไม่ใหญ่โตนักและบ่อยครั้งที่เจรจาการค้าญาติผู้น้องมักชวนเขาไปด้วย โดยที่เขาไม่ทันได้คิดเลยว่าใยสกุลจูต้องให้สตรีออกมาเจรจาการค้าและใยต้องให้คนสกุลเฉินไปด้วย มิรู้ตัวเลยว่าอีกฝ่ายกำลังใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงของสกุลตนเองในการทำการค้ามาตลอด

เฉินมู่ฉือเต็มใจช่วยเสมอ หากวันนี้มิใช่การไปเจรจาการค้าแต่คือสถานที่ญาติห่างๆผู้แสนดีวางไว้เพื่อให้เขาติดกับ

ถ้าวันนั้นไม่เกิดเหตุผิดพลาดขึ้นจูม่านฮวาจะกลายเป็นฮูหยินของเขาแทนจะเป็น

อวี้เย่ว์ผู้เคราะห์ร้ายที่เข้าห้องผิดแทน

# ยามเซิน = 15.00-16.59 น

#ยามไฮ = 21.00-22.59 น.

ข้าผิดเอง

“เชิญทางนี้ขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์บอกเมื่อจูม่านฮวาแจ้งชื่อตนเอง

เสี่ยวเอ้อร์กลับพาจูม่านฮวาและเฉินมู่ฉือขึ้นไปที่ห้องพิเศษมิใช่ไปพบเถ้าแก่หลง ห้องนี้เป็นห้องจัดเลี้ยงขนาดกลางมีส่วนที่ใช้ดื่มสังสรรค์ร่ำสุราและยังมีส่วนที่จัดไว้เป็นเตียงให้แขกที่เมามายได้นอนพัก

“ท่านพี่รอข้าที่ห้องนี้สักพักนะเจ้าคะ ข้าลืมตัวอย่างสุราไว้ที่รถม้า ข้าจะไปนำมา” จูม่านฮวาบอกทั้งทำสีหน้ารู้สึกผิด

“เจ้าไปเถอะ”

เฉินมู่ฉือนั่งลงรินน้ำชาที่เสี่ยวเอ้อร์นำมาวางไว้ให้ เขาจิบชาไปสักพักรู้สึกแสบจมูกจึงหันไปมองกระถางกำยาน กลิ่นกำยานที่ทำให้รู้สึกไม่สบายตัวพลันเปลี่ยนไป

หอมหวานราวกลิ่นดอกไม้… สายตาที่เฉียบคมพร่าเลือน ลำคอแห้งผากร้อนรุ่มขึ้นมาจนต้องคว้ากาน้ำชามารินและดื่มรวดเดียวจนหมด

ร้อน…ใยร้อนนัก

“ท่านพี่เจ้าคะ” เสียงหวานจากประตู

เฉินมู่ฉือหันหน้าไปมอง สายตาพร่าเลือนของเขาเห็นร่างบางก้าวเข้ามา สัมผัสถึงกลิ่นหอมกรุ่นสายหนึ่ง ชายหนุ่มมิรู้ว่าเหตุใดจึงก้าวเท้าเข้าไปหาผู้ที่เข้ามา

“ท่าน…มิใช่…” เสียงสตรีที่เข้ามากล่าวได้เท่านั้น

ชายหนุ่มควบคุมตนเองไม่ได้ แขนแกร่งคว้าร่างบางเข้าสู่อ้อมแขน เป็นเขาที่ย่ำยีสตรีแสนดีเช่นนางจนแปดเปื้อน

วันนั้นเป็นอวี้เย่ว์ที่เข้าห้องผิด…นางก้าวเข้ามาก่อนจูม่านฮวาเพียงครึ่งก้านธูป กำยานปลุกกำหนัดที่จุดไว้เพื่อจูม่านฮวาและเขา…จึงเปลี่ยนเป็นอวี้เย่ว์แทน

หลังจากวันนั้นตัวเขาต้องแต่งอวี้เย่ว์เข้ามาเป็นภรรยาอย่างจำยอม

“ท่านพี่มู่ฉือคนทั้งเมืองต่างก็รู้ว่าท่านนายอำเภออวี้มิได้มีเงินทองมากนัก นางทำเช่นนี้คงอยากแต่งกับคนที่มีฐานะดีเช่นท่าน”

“นางมีคู่หมายแล้ว กลับมาล่อลวงท่าน เป็นคุณหนูผู้ดีที่ไหนกัน”

แต่ละคำที่จูม่านฮวานำบอกเล่ามิมีสักคำที่จะชื่นชมอวี้เย่ว์ และที่แย่ยิ่งกว่าสิ่งใดคือคนโง่เช่นเขากลับเชื่อนาง มิคิดสักนิดว่าบุตรีขุนนางเช่นนางนั้นมิจำเป็นต้องปีนเตียงพ่อค้าวานิชเช่นเขา นางสามารถหาคู่ครองได้ดีกว่าเขามากมายนัก

เฉินมู่ฉือนึกแล้วให้เกลียดชังตนเองนัก

ในเมื่อเขากลับมาแล้วครั้งนี้เขาจะมิให้นางแปดเปื้อนอีก ครานี้เขาจะสู่ขอนางตบแต่งอย่างสมเกียรติ

เพื่ออวี้เย่ว์ที่แสนดีและเพื่อโตวโต่วน้อย

อำเภอถงอยู่ไม่ห่างจากตัวเมืองหลวงมากนัก ใช้เวลาเดินทางด้วยรถม้าเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้นแต่หากเดินทางด้วยม้าก็กินเวลาไม่ถึงข้อชั่วยามเท่านั้น เฉินมู่ฉือจึงเลือกการขี่ม้าเพื่อที่จะไปกลับได้ในเวลาไม่มากนัก

ย่านการค้าของอำเภอเป็นเพียงถนนสายหนึ่ง สองข้างเป็นอาคารร้านค้าสร้างด้วยไม้สองชั้น บนถนนมีร้านค้าแผงลอยตั้งขายอาหารและสินค้าต่างๆทั้งสองข้างทาง ร้านผ้าของสกุลมู่เองก็ตั้งอยู่บนถนนสายนี้

“คุณชายเชิญทางนี้ขอรับ” ผู้ดูแลร้านเมื่อพบเฉินมู่ฉือก็นึกว่าเขามาตรวจร้านค้า จึงนำเขาขึ้นไปที่ห้องบนชั้นสอง

“ท่านลุงหลิ่วอย่ามากพิธีเลย ข้าเพียงแวะมาดูอะไรเล็กน้อย” เฉินมู่ฉือเห็นท่าทีผู้ดูแลแล้วจึงรีบบอก กลัวท่านผู้อาวุโสที่ดูแลร้านจะตกใจ

“คุณชายไม่ได้มาตรวจบัญชีหรือขอรับ” หลิ่วจื้อรู้สึกงง ทุกคราไม่เคยเห็นคุณชายใหญ่มาถึงร้านด้วยตนเอง

“ไม่ไม่ ท่านลุงหลิ่ว ข้าขอดูตัวอย่างผ้าที่มีสักหน่อย” เขาหาข้ออ้างให้ตนเอง จะบอกว่าที่ถ่อมาถึงอำเภอถงนี่เพราะจะมาแอบดูใครบางคนได้อย่างไร

“เช่นนั้น ข้าจะไปนำมาให้คุณชาย”

หลิ่วจื้ออกไปแล้วและนำตัวอย่างผ้ามาให้ เฉินมู่ฉือจึงทำทีขอดูผ้า เขาเลือกนั่งดูผ้าที่โต๊ะข้างๆหน้าต่าง มือที่จับผ้าพลิกไปมา หากสายตามองไปที่ถนนด้านล่าง

“นายน้อยขอรับคุณหนูอวี้จะออกมาที่ร้านดอกไม้และร้านขายใบชาทุกๆสองวัน” หลูซานแจ้งนายหลังจากมาสืบความอยู่อำเภอถงนานหลายวัน

ผู้คนที่เดินจับจ่ายซื้อของมีมากพอสมควร จะว่าไปอำเภอถงแห่งนี้เจริญมิใช่น้อย ชายหนุ่มทอดสายตาไปที่แผงขายดอกไม้ตรงมุมถนน ร่างบางที่คุ้นตาในชุดสีฟ้าอ่อนเดินมากับสาวใช้ ในหน้าเรียวเล็กนั้นแม้เห็นจากที่ไกลๆยังดูอบอุ่นงดงามมิเปลี่ยนแปลง นางหยุดที่ร้านดอกไม้พูดคุยสักครู่ก่อนเดินไปร้านขายใบชา

นางมิได้ไปซื้อใบชาแต่เอาชาดอกไม้ไปขายให้ร้านใบชา ความสามารถหนึ่งของนางคือการทำชาสมุนไพรจากดอกไม้ต่างๆ

อวี้เย่ว์เป็นคนขยันไม่เคยอยู่เฉยๆ ในยามที่แต่งเข้าไปอยู่สกุลเฉินแล้วนอกจากช่วยมารดาสามีดูแลจวนแล้วนางมักทำชาสมุนไพรต่างๆไปขายที่ร้านของสกุลเฉินด้วย

“พี่มู่ฉือวันนี้ข้าพบฮูหยินของท่านที่ร้านน้ำชาด้วย” จูม่านฮวามักเป็นผู้ที่มาบอกเล่าให้เขาฟังว่าพบอวี้เย่ว์อยู่ข้างนอกจวนบ่อยๆ และสามีแสนชั่วคนนี้ก็กลับไปด่าว่านางว่าเป็นสตรีออกเรือนแล้วกลับออกไปเตร็จเตร่นอกจวนทุกวัน

เฉินมู่ฉือมองนางหายเข้าไปในร้านขายใบชา เขาตัดสินใจทันที…เมื่อมาจนถึงที่นี่แล้วเข้าไปให้นางเห็นหน้าเขาบ้างคงจะดี

ร่างสูงของชายหนุ่มวัยยี่สิบหนาวแม้หน้าตาไม่หล่อเหลาโดดเด่นหากคิ้วเข้มทำให้ดูสง่าและน่าเกรงขามมากกว่าคนวัยเดียวกันสาวเท้ายาวๆตรงไปที่ร้านขายใบชา เมื่อเข้าไปในร้านเขาหยุดยืนและสอดสายตามองหา…

นั่งไงอวี้เย่ว์ของเขา นางยืนคุยอยู่กับชายอายุราวๆสี่สิบคงเป็นผู้ดูแลร้าน เหมือนมีมนต์สะกดขาของเขาเริ่มก้าวเข้าไปหาร่างบางนั้น…

“ นี่ชาผสม เหมาะสำหรับสตรีนะเจ้าคะ ดื่มบำรุงธาตุ” เสียงหวานนุ่มของสาวน้อยวัยสิบหกหนาว แม้ว่ายืนอยู่ข้างหลังยังรู้ว่าสีหน้านางยามนี้จะอ่อนโยนเพียงใด

“คุณหนูอวี้ ครั้งก่อนชาเอี่ยกำเก็กที่นำมาลูกค้าชอบมาก ครั้งหน้าช่วยนำมาเพิ่มด้วย”

“ต้องรอสักหน่อยนะเจ้าคะ อากาศร้อนดอกเอี่ยกำเก็กช่วงนี้บานน้อยมาก”

“ได้ๆ เช่นนั้นนี่ค่าชาที่ขายได้ และนี่ชาแดงข้าฝากให้ท่านนายอำเภอด้วย” คนดูแลร้านส่งของให้นาง

“ขอบคุณเจ้าค่ะ ข้าลานะเจ้าคะ”

รับของมาและหันกายกลับ

"โอ๊ะ.. ขออภัยเจ้าค่ะ" ร่างบางปะทะกับคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง นางสูงเพียงอกเขาเมื่อหันมาหน้าผากมนจึงปะทะกับอกแกร่งอย่างแรง มือขาวเนียนยกลูบหน้าผากตนเองปากก็เอ่ยขอโทษ

“ข้าผิดเอง ขออภัยคุณหนูด้วย” เฉินมู่ฉือมองกริยาน่าเอ็นดูด้วยใจที่เต้นระรัวในอก

เขาเข้ามายืนข้างหลังใกล้กันนานแล้วนางยังไม่รู้สึก ช่างไม่ระมัดระวังตัวเสียบ้างเลย

อวี้เย่ว์เงยหน้าขึ้นมองก็เจอกับสายตาของคนร่างสูง ดวงตาใต้คิ้วเข้มของเขาเหมือนมีดาวระยิบระยับอยู่ในนั้น …

“ขออภัยเจ้าค่ะ ” เผลอจ้องมองบุรุษในระยะใกล้…นางรีบเสมองไปทางอื่น ขาก็ถอยหลังห่างออกมาอีก

“คุณหนูคงเป็นคุณหนูอวี้” เฉินมู่ฉือหาเรื่องคุย

“เจ้าค่ะ” สีหน้าสงสัย

“ข้าชื่อเฉินมู่ฉือ ”

ชื่อนายน้อยสกุลเฉินพ่อค้าวานิชร่ำรวยที่สุดในแคว้นนั้นใครๆก็รู้จัก…ยกเว้นอวี้เย่ว์ นางทำหน้างง

“เจ้าคะ”

“คุณหนูเป็นคนทำชาสมุนไพรใช่ไหม คือพอจะมีเวลาคุยกับข้าสักหน่อยไหม ข้าอยากขอซื้อชาสูตรเฉพาะของคุณหนู พอดีมารดาของข้านอนไม่หลับและมีคนซื้อชาจากอำเภอถงไปให้ นางดื่มแล้วดีมากจึงให้ข้ามาติดต่อท่าน”

พูดไปเขาก็มองหน้าเล็กๆของนางไป แก้มเนียนนั้นจะนุ่มนิ่มและหอมกรุ่นเพียงใด ก่อนรีบเก็บอาการหลงไหลของตนเอง ถ้านางรู้ความคิดเขาคงรีบหนีไปแน่ๆ

ข้ออ้างของเขาทำให้นางยอมไปนั่งสนทนาที่ร้านน้ำชาใกล้ๆ คุยกันในที่ที่มีคนจะได้ไม่เป็นที่ครหา

“คุณชายเกรงว่าจะไม่สะดวก…คือชาเหล่านี้ต้องใช้เวลาตระเตรียม” อวี้เย่ว์บอก สายตาคนผู้นี้ใยแปลกๆแต่ก็ดูไม่อันตราย

“คุณหนูอวี้บอกตามตรงว่ากิจการของสกุลข้านั้นสามรถหาสิ่งของต่างๆมาได้ เพียงคุณหนูบอกข้าจะหามาให้ แค่คุณหนูช่วยปรุงชาให้” เฉินมู่ฉือเห็นคนนั่งตรงข้ามหมุนแก้วชาในมือ นางชอบทำเช่นนี้เวลาครุ่นคิด ใยเขาจดจำเรื่องราวของนางได้ละเอียดเพียงนี้ ทั้งที่บอกว่าเกลียดนางเหลือแสน

“ข้า…ไม่แน่ใจว่า…”

“ค่าจ้างปรุงชาครั้งละห้าร้อยตำลึงทอง ไม่ทราบว่าคุณหนูพอใจไหม” เขารู้ว่านางต้องใช้เงินเพื่อซื้อยาที่ราคาสูงมากเพื่อรักษาน้องชายที่ป่วยตั้งแต่เกิด

“มากเกินไปเจ้าค่ะ ” ปากน่ารักของนางเอ่ย

“ตกลงตามนี้ ท่านต้องการวัสดุอะไรบ้างข้าจะจัดหามาให้ ปรุงสำหรับสิบห้าวันแล้วค่อยปรุงใหม่ ” รีบสรุปด้วยกลัวหญิงสาวเปลี่ยนใจ

เรื่องชานี้…แค่ข้ออ้าง…อวี้เย่ว์คนดีพี่เพียงแค่อยากทำความรู้จักกับเจ้าก่อนเท่านั้น

# เจอคนคลั่งรักหนึ่งอัตรา หวนคืนครานี้ภาระกิจแรกคือตามเกี้ยวน้อง…เกี้ยวจนกว่าจะรัก

ข้าจะเก็บบัญชีหนี้เอง

“ท่านพี่มู่ฉือ วันนี้ท่านว่างหรือไม่เจ้าคะ ข้าขอรบกวนท่านสักครู่” นี่คือคำถามที่จูม่านฮวาใช้ยามต้องการใช้งานเฉินมู่ฉือ

แม้ว่าจะมีกิจธุระยุ่งสักปานใดชายหนุ่มมิเคยปฏิเสธนางเลยสักครั้ง คงเพราะความเอ็นดูที่มีต่อสาวน้อยมาตั้งแต่เด็กๆ ทั้งท่าทางอ่อนหวานน่าทนุถนอมนั่นใครคงไม่ใจร้ายกับนาง

วันนี้ก็เช่นกัน เฉินมู่ฉือตรวจรายการสินค้าจากต่างแคว้นที่พึ่งส่งมาถึง เขาให้ผู้ดูแลแยกสินค้าทั้งหมดออกและจัดเก็บรอนำส่งไปตามร้านค้าตามเมืองต่างๆ ก่อนนำรายการสินค้าที่ตรวจแล้วไปตรวจสอบอีกครั้งในห้องทำงานบนชั้นสองของเหลาน้ำชาเหมินจิ้ง

สกุลเฉินมีกิจการหลายอย่างแต่เฉินมู่ฉือมักจะอยู่ที่นี่ด้วยร้านนี้อยู่ในย่านที่เป็นศูนย์กลางการค้าของเมือง เดินทางไปไหนมาไหนสะดวกและยังเป็นอาคารที่สวยงามใหญ่โตโอ่โถงเหมาะแก่การใช้รับรองแขก

“ท่านพี่มู่ฉือ” จูม่านฮวาส่งเสียงหวานเข้ามาก่อน นางมาโดยมิเคยบอกหรือนัดหมายใดๆก่อนเสมอ

เฉินมู่ฉือเงยหน้าขึ้นมาจากงานที่อ่านอยู่ สตรีในชุดสีเหลืองอ่อนคาดผ้าสีม่วงเกล้าผมสูงปักปิ่นระย้าพวงใหญ่และประดับเคื่องตกแต่งรูปช่อดอกไม้บนมวยผมอยู่ตรงหน้า ใยเขามิเคยสังเกตเห็นเลยว่าสิ่งนี้ดูเกินงามสำหรับสตรีที่ยังไม่ออกเรือน

“ท่านพี่มู่ฉือ วันนี้ท่านว่างหรือไม่เจ้าคะ” นางก้าวเข้ามานั่งตรงหน้า ส่งสายตาอ่อนหวาน

เมื่อก่อนเขาจะตอบว่า “ว่างสิ เจ้าจะให้พี่ทำสิ่งใดหรือ” แต่วันนี้เขากลับกล่าวว่า

“มีกิจอันใดหรือ”

จูม่านฮวาชะงักไปชั่วครู่ น้ำเสียงเรียบๆและคำตอบแบบนี้นางไม่เคยได้ยิน

“ท่านพี่ข้าจะรบกวนท่านสักนิด ไปท่าเรือกับข้าหน่อยได้ไหมเจ้าคะ” นางส่งสายตาเว้าวอน

“เจ้าจะไปทำสิ่งใด ท่าเรือมิใช่ที่ที่สตรียังมิออกเรือนควรไป” ใช่ที่นั่นเต็มไปด้วยพ่อค้าและคนงานที่เป็นบุรุษ

“วันนี้มีการประมูลสุราหลัวโปจากแคว้นสุ่ย ข้าว่าจะไป…”

“ใยมิให้พี่ชายหรือบิดาเจ้าไป สตรีเช่นเจ้าควรออกหน้าเรื่องพวกนี้หรือ” เขาแกล้งต่อว่าไป ทำเป็นไม่รู้ว่าสกุลจูคิดจะใช้หน้าตาของเขาเป็นประโยชน์ในการค้าเช่นทุกครา

“คือ……พวกเขามิว่าง ข้าเลยจะไปแทน” นางทำทีท่าน่าสงสาร

“มิว่างรึ… ข้าเองวันนี้ก็ยุ่งนัก คงปลีกตัวไปมิได้” แอบเห็นสีหน้าผิดหวังของสตรีตรงหน้า เขาแกล้งก้มหน้ามองกระดาษที่เขียนรายการสินค้าปึกใหญ่บนโต๊ะ ทำทียุ่งมาก

จูม่านฮวามองชายหนุ่มก้มหน้าสนใจงานของตน นางมีประกายตาไม่พอใจวาบขึ้นมาชั่วครู่ก่อนจะหายไป

“เฉินเทียนว่างอยู่ เจ้าให้เขาไปกับเจ้าสิ” นานกว่าเขาจะเอ่ยวาจานั้นออกมา

“พี่เทียนใยจะเหมือนพี่มู่ฉือ เขาเก่งแต่เรื่องเที่ยวเล่น” จูม่านฮวาแกล้งเอ่ยทั้งที่ใจนางเองก็กำลังคิดถึงเฉินเทียน เพียงแต่ตำแหน่งนายน้อยสกุลเฉินและชื่อเสียงของคนตรงหน้านี้มีประโยชน์มากกว่าคุณชายจากบ้านรองสกุลเฉินอย่างเฉินเทียน

“เช่นนั้นถ้าจะให้ข้าไปด้วย เจ้าต้องรอสักหน่อย”

“คงมิทันแล้วงานประมูลจะเริ่มแล้ว ข้าขอพี่มู่ฉือช่วย…”

ไม่รอให้นางกล่าวจบความ

“ฮวาเออร์… ข้าคิดว่าเจ้าจะรู้ความกว่านี้เสียอีก ทำตัวเป็นเด็กๆเช่นนี้ได้อย่างไร”

เสียงเฉินมู่ฉือดุเบาๆมีสำเนียงราวกับดุเด็กน้อยตัวเล็ก ทำให้จูม่านฮวาต้องยุติความคิดจะดึงเขาไปงานประมูลสุรา นางลืมคิดไปว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาปฏิเสธนาง

จวนสกุลเฉินแบ่งออกเป็นสามส่วนคือสกุลเฉินสายหลักที่เฉินห่าวหรานพำนัก บ้านสายรองของเฉินเฮ่อหมิง และบ้านสายสามเฉินโหย่ว ต่างสมรสมีครอบครัวและบุตรธิดาของตน แยกกันอยู่จวนใครจวนมันกันมีเพียงกำแพงกันและประตูเชื่อมต่อ กิจการส่วนใหญ่บ้านสายหลักดูแลโดยจะแบ่งส่วนปันผลกำไรให้เป็นรายปีไป อีกอย่างบ้านสองและบ้านสามมีกิจการบิดาแบ่งให้ไว้เพื่อได้เลี้ยงดูตนเองได้บางส่วน

ในความสัมพันธ์นับว่าต่างคนต่างอยู่จะรวมตัวกันเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับบรรพบุรุษเช่นพิธีปีใหม่หรือเซ่นไหว้บรรพชนเท่านั้น

จะมีแต่เฉินเทียนและเฉินลี่อินบุตรบ้านรองมักจะเข้ามาพูดคุยกับเจินฮูหยินผู้เป็นป้าเสมอ

“ท่านป้าเจ้าคะ ข้าได้สูตรทำขนมเปี๊ยะหิมะมา เลยลองทำให้ท่านชิมดู” เฉินลี่อินนำขนมมาให้บ่อยๆ

“เจ้านี่ช่างเอาใจข้าจริงๆ” เจินฮูหยินนั้นมีบุตรชายถึงสามคนการมีสาวน้อยมาเอาใจเช่นนี้ย่อมพึงใจยิ่ง

“ขนมนี่ออกจะหวานจัด กินกับน้ำชารสขมสักนิดนะเจ้าคะ”

“อื่มม รสชาติดี” ลองชิมแล้วกล่าวชมไป

“ข้าได้สูตรมาจากฮวาเออร์” เอ่ยถึงจูม่านฮวา อันที่จริงจูม่านฮวานั้นเป็นญาติทางมารดาของเจินฮูหยินน่าจะสนิทสนมกว่านาง

“เด็กสองคนนี่รักกันดีจริง”

“ท่านป้าเจ้าคะ ปีนี้ท่านพี่ข้าก็จะสวมกวานแล้ว เห็นเปรยๆว่าอยู่ว่างมากเกินไปอยากไปศึกษาการค้ากับพี่มู่ฉือบ้าง” นางเอ่ยถึงเฉินเทียนพี่ชายตน

“ไม่ให้ไปดูกิจการกับบิดาเจ้าเล่า”

“บิดาข้า ท่านป้าก็รู้จักเขา” นางบ่นทำหน้าหนักใจ

บิดาของนางบ้านรองของสกุลเฉินนั้นเป็นคุณชายเจ้าสำราญแต่เล็ก ด้วยเกิดจากอนุภรรยาสุดที่รักของเถ้าแก่เฉินจึงถูกตามใจ เมื่อแยกบ้านก็ยังได้กิจการที่มีผู้ดูแลให้อย่างดีเขามิทำอันได แต่ละปีรับเงินปันผลจากกิจการส่วนกลางและของตนเองเขาก็อยู่ได้มิสนใจเพิ่มเติมอันใดอีก

“พี่เจ้าตั้งใจเช่นนี้ ป้าจะถามมู่ฉือให้” เจินฮูหยินรับปากด้วยเห็นสีหน้าหลานสาวแล้วก็นึกเวทนา

เมื่อเฉินลี่อินกลับมาเรือนตนเองจึงถูกพี่ชายถามถึงความก้าวหน้าเรื่องที่ไหว้วานไปทันที

“ว่าอย่างไร ได้ความไหม”

“พี่ใหญ่ ท่านป้ารับปากว่าจะถามพี่มู่ฉือให้ แต่ข้าคิดว่าอย่างไรพี่มู่ฉือก็คงช่วย เขาจิตใจดีต่อพี่น้องมาก..” น้ำเสียงปลายประโยคที่เอ่ยมีแววเยาะหยันเล็กน้อย

“ดียิ่ง” เฉินเทียนชมน้องสาวตน

ตัวเขานั้นมิใช่ไม่มีความสามารถหลายปีมานี้คอยเข้าไปดูกิจการของบิดามาบ้าง แต่เขารู้สึกว่ามันเล็กเกินไปกิจการแค่เล็กน้อยใย พวกเก็บค่าเช่าอาคารและค่าเช่าที่นาใยจะสู้กิจการที่บ้านสายหลักดูแลอยู่ได้

คิดไปก็นึกเคืองบิดาตนเองที่วันๆยังลอยไปลอยมาเที่ยวเล่นราวกับหนุ่มน้อยมิเปลี่ยน

“ท่านพี่พรุ่งนี้ข้ากับฮวาเออร์จะไปเลือกผ้ามาตัดชุดสำหรับฤดูหนาวเสียหน่อย ท่านจะไปด้วยไหมเจ้าคะ” นี่คือการขอรางวัลที่นำจูม่านฮวามาอ้างถึง

“ฮวาเออร์ไปด้วยรึ ได้สิ ” รับปากโดยเร็ว ทุกอย่างที่เกี่ยวกับญาติห่างๆของบ้านสายหลักผู้แสนจะอ่อนหวานนั้น เขา…มิเคยปฏิเสธ

“ไปร้านของสกุลเฉินดีหรือไม่ ข้าจะได้ราคาพิเศษ”

“อื่มมม”

ในวันรุ่งขึ้นสองพี่น้องบ้านสายรองสกุลเฉินและจูม่านฮวามาถึงร้านแพรพรรณฟางหรงซิ่วตั้งแต่ยามซื่อ คนดูแลร้านรู้จักทั้งสามเป็นย่างดีจึงอำนวยความสะดวกให้โดยจัดห้องพิเศษให้เลือกผ้า ทั้งยังส่งช่างตัดอาภรณ์ไปให้คำแนะนำด้วย

“วันนี้ท่านพี่ไม่ได้มาที่นี่รึ” เฉินเทียนถามคนดูแล

“นายน้อยมิได้มาทุกวันดอกขอรับ ”

“แล้วพวกท่านดูแลกันได้รึ”

“ขอรับ” ผู้ดูแลร้านอายุเข้าสี่สิบกว่าแล้ว เขามีประสบการณ์อยู่กับร้านแพรพรรณแห่งนี้มาตั้งแต่เริ่มเป็นเด็กยกของ แบกผ้า จัดโกดังเก็บของ จนวันนี้ร่วมยี่สิบปีแล้ว คำถามของญาตินายน้อยผู้นี้ช่างฟังแล้วรู้สึกไม่ดียิ่ง

“พวกเจ้าสตรี เลือกผ้ากันไปนะ” เฉินเทียนสั่งน้องสาวและจูม่านฮวา เห็นว่าทั้งสองยังสนใจสนทนากับช่างที่แนะนำผ้า

ชายหนุ่มเดินออกมาจากห้องรับรอง เขามองไปรอบๆ มิใช่มิเคยมาแต่ไม่เคยสังเกตว่าในร้านแห่งนี้เป็นอย่างไรบ้าง ร้านนี้มีสองชั้น ชั้นล่างนั้นมีผ้าตัวอย่างทั่วๆไปวางเรียงอยู่ ทั้งยังมีชุดตัดสำเร็จแล้ววางแสดงไว้ในอีกส่วนหนึ่งด้วย ชั้นสองเป็นห้องรับรองใหญ่สองห้องและห้องเล็กอีกสาม ยังมีห้องหนึ่งที่ประตูปิดและมีคนเฝ้าหน้าห้อง นั่นคงเป็นที่เก็บผ้าราคาสูงเช่นผ้าไหมน้ำแข็งหรือผ้าปักทองคำแท้ต่างๆ

ถ้าที่นี่เป็นของเขาจะดีไม่น้อย เขาคิดพลางเดินสำรวจไปทั่วร้าน

“นายน้อยขอรับ ทางร้านฟางหรงซิ่วแจ้งมาว่า วันนี้คุณชายเฉินเทียนพาคุณหนูรองเฉินลี่อินกับคุณหนูจูมาเลือกผ้าที่ร้าน และนำกลับไปหลายชิ้น แต่ได้แจ้งให้ลงบัญชีนายน้อยไว้ขอรับ” ผู้ดูแลกิจการที่คอยส่ง บัญชีและรายละเอียดต่างๆประจำวันแจ้งแก่เฉินมู่ฉือ

“ลงบัญชีไว้ก่อนรึ”

เขาลืมไปได้อย่างไรว่าคนทั้งสามชอบมานำของจากร้านของสกุลเฉินไปและติดเงินไว้เสมอ ทั้งยังทำเป็นเฉยมิเคยชำระเลยสักครั้งเดียว

“ทำใบเรียกเก็บเงินส่งไปที่บ้านรองสกุลเฉินให้ด้วย ”

“ทั้งหมดเลยหรือขอรับ”

“เฉพาะครั้งนี้ ส่วนของเดิมข้าจะเก็บบัญชีหนี้เอง” เขาตอบเสียงเย็นเยียบ

#บ้านสายรองโลภมากไปไหม ไม่ใช่ของตัวเองสักหน่อย นี่คงต้องตามเก็บบัญชีหนี้กันอีกหลายอย่างแล้ว

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...