สามีเช่นข้า...ชั่วช้ายิ่ง
ข้อมูลเบื้องต้น
เฉินมู่ฉือ ผู้นำตระกูลเฉินและผู้สืบทอดกิจการค้าใหญ่ที่สุดของแคว้น โชคร้ายต้องแต่งงานกับสตรีร้ายกาจอย่าง อวี้เย่ว์ หนำซ้ำนางยังสวมหมวกเขียวให้เขาจนต้องหย่าร้างแยกทางกันไป นางจากไปพร้อมบุตรสาวตัวน้อย เขาแต่งงานใหม่กับญาติผู้น้อง จูม่านฮวา แต่วันหนึ่ง…เขาถูกวางยาพิษและลอบสังหารตายอย่างทรมาน
ตายแล้ววิญาณกลับไม่จากไปไหนจึงได้รู้ว่า จูม่านฮวาเป็นเพียงดอกบัวขาวใช้มารยาใส่ร้ายอวี้เยว์ภรรยาแสนดี ทั้งยังร่วมมือกับเฉินเทียนบุตรจากบ้านรองกำจัดเขาเพื่อฮุบสมบัติและตำแหน่งของเขาไปทั้งหมด หญิงโฉดชายชั่วได้ทุกอย่างไปยังมิหนำใจยังตามสังหารอวี้เยว์และบุตรสาวอย่างทารุน
เห็นทุกอย่างกระจ่างแจ้งกลับช่วยสิ่งใดไม่ได้เลย เฉินมู่ฉือจึงร่ำร้องอ้อนวอนต่อสวรรค์เทพเซียนและแม้แต่นรกให้เขาได้มีโอกาสแก้ไขเรื่องเลวร้ายนี้
เขาได้กลับไปจริงๆ เพื่อแก้ไขและ….แก้แค้น
“สามีชั่วช้าเช่นข้า…ขอทำเพื่อเจ้าและลูก” เฉินมู่เฉิงสัญญากับตนเอง
คนเรามักอยากจจะแก้ไขสิ่งที่ผ่านมา ในโลกแแห่งความจริงคำว่า “ถ้าหากย้อนกลับไปได้”ย่อมหมายถึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกแล้ว ทั้งชายและหญิงทุกคนมีสิ่งเสียใจและเสียดาย นิยายเรื่องนี้เขียนเพื่อย้ำเตือนตนเอง ทั้งตอบสนองจริตความอยากของตัวเองล้วนๆ
ใช้จินตนาการในนิยายแก้ตัวกันไปก่อน ขอบคุณรีดที่แวะมาเยี่ยมชมผลงาน
ขอให้สนุกกับการอ่านค่ะ
หัวใจล้านดวงให้ทุกคน
แม่พริ้มเพรา
คำวิงวอน
สตรีร่างบางใบหน้างดงามจัดวางเครื่องเซ่นไหว้พร้อมจุดธูปและรินสุรา ก่อนจะหันไปบอกเด็กน้อยร่างกลมป้อมที่คุกเข่าอยู่ข้างๆ
“โตวโต่ว คำนับท่านพ่อสิลูก” นางบอกบุตรสาวอย่างอ่อนโยน
“ท่านพ่อนอนอยู่ในนั้นหรือเจ้าคะ” นิ้วเล็กป้อมชี้ไปที่สุสานหิน ที่ป้ายหินงดงามสลัก…เฉินมู่ฉือ…
“ใช่แล้วลูก ท่านพ่อนอนหลับอยู๋ในนั้น”
ร่างกลมก้มศรีษะจรดพื้นคำนับสามครั้ง ผู้เป็นมารดาคำนับก่อนยกจอกสุราที่รินไว้ราดลงหน้าป้ายชื่อ
“ท่านพี่วันนี้ข้าพาโตวโต่วมาลาท่าน ต่อไปคงมิได้มาเซ่นไหว้ท่านแล้ว”
สองแม่ลูกยังรออยู่หน้าสุสานจนธูปที่จุดไว้ดับหมดจึงเก็บของเซ่นไหว้ใส่ตะกร้าเพื่อนำกลับ นางคงมิอยากให้ใครรับรู้การมาของนาง แต่สายไปแล้ว…
ร่างโปร่งแสงของเฉินมู่ฉืออยากจะบอกนางเหลือเกิน พวกมันรู้แล้วว่าเจ้ากับลูกมาที่นี่
“หนีไป อาเย่ว์ พาโตวโต่วหนีไปเร็วเข้า” เขาตะโกนก้องแต่…มิมีใครได้ยินเสียง
อวี้เย่ว์จูงมือบุตรสาววัยห้าหนาวไปที่รถม้า นางคงจะเตรียมตัวเดินทางไกล เพราะดูจากรถม้าคันใหญ่ สาวใช้ และผู้คุ้มกันอีกจำนวนหนึ่งที่ควบม้าไปพร้อมกัน
ขบวนเดินทางแล่นออกไปจากเขตเมืองมุ่งหน้าไปทางใต้ วิญญาณของเฉินมู่ฉือตามรถม้าไป เบื้องหลังยังมีคนชุดดำกลุ่มหนึ่งตามมาด้วยอีกจำนวนมาก
เพื่อตามผู้หญิงและเด็กตัวน้อยพวกมันใช้คนมากมายเพียงนี้ อาเย่ว์ โตวโต่ว เจ้าสองแม่ลูกต้องมาลำบากเพราะสามีชั่วช้าและบิดาไม่เอาไหนเช่นข้าแล้ว
พอถึงเขตภูเขาที่เปลี่ยวผู้คนขบวนเดินทางยังเดินทางไปเรื่อยๆด้วยมิรู้ว่ามีผู้ติดตามตนเองมา ใครจะคาดคิดว่าแม้ว่าเฉินมู่ฉือตายจาก พวกมันได้ทุกอย่างไปหมดแล้วก็ยังไม่ละเว้นทายาทของเขา ชายชุดดำเกือบสามสิบคนเร่งฝีเท้าม้ามาจนทัน
พวกมันเริ่มโจมตีผู้คุ้มกันก่อน แม้จะฝีมือดีเพียงใดก็มิอาจต้านคนที่มากกว่าได้ สุดท้ายเหลือเพียงรถม้าที่คนขับเร่งให้ม้าลากวิ่งไปข้างหน้าเพื่อหลบหนี
เฉินมู่ฉือได้ยินเสียงโตวโต่วน้อยของเขาร้องไห้ ได้ยินเสียงอวี้เย่ว์ปลอบบุตรสาว วิญญาณรู้สึกราวกับจะแตกดับเขาช่วยไม่ได้ เขาต้องมองคนทั้งสองเป็นเช่นเขาหรือ…
มือสังหารตามมาทัน…พวกมันเหี้ยมโหดนัก มันหักคอคนขับรถม้า และสาวใช้ก่อนจะจัดการกับภรรยาและบุตรของเขา
“ได้โปรดเถิด ปล่อยบุตรของข้าไปด้วย นางยังเล็กนัก ” เสียงของอวี้เย่ว์ขอร้องอย่างน่าเวทนานางโอบกอดร่างกลมๆของเด็กหญิงไว้ในอ้อมอก
มือสังหารมิตอบสิ่งใด มันขยับเข้าใกล้สองแม่ลูก ยื่นมือใหญ่แข็งแรงเข้าหา…เฉินมู่ฉือพยามใช้กายโปร่งแสงของตนฉุดรั้งพวกมันไว้ แต่จะทำอันใดได้…ทำได้เพียงมองพวกมันสังหารภรรยาและบุตรสาว
กร๊อบ..กร๊อบ…
เสีองคอบอบบางของอวี้เย่ว์และโตวโต่วหัก
“ไม่…..” เฉินมู่ฉือตะโกนลั่น
ร่างไร้ลมหายใจทั้งสี่ถูกทิ้งไว้ในรถม้าก่อนจะถูกพวกมันดันรถม้าพร้อมม้าลงสู่หุบเหวเบื้องล่าง
วิญญาณบาปล่องลอยเฝ้าซากรถม้าและร่างของภรรยาและบุตรสาว คิดว่ายามนี้อาจได้พบคนทั้งสองแม้จะเป็นเพียงวิญญาณ เคว้งคว้างล่องลอยรอคอยให้ได้พบ… แต่…ในหุบเหวแห่งนั้นก็มิมีวิญญาณของผู้ใดนอกจากเขา
เฉินมู่ฉือหนอเฉินมู่ฉือ…..จะตะโกนหรือจะพยายามทำสิ่งใดไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว ยามมีชีวิตไม่คิดปกป้องนางทั้งยังหยามเหยียดว่านางเป็นสตรีไร้ยางอาย บุตรสาวแสนน่ารักก็ยังหวาดระแวงว่ามิใช่บุตรตนเอง ยามนี้จะทำสิ่งใดได้ เขาเจ็บปวดเจ็บแค้นทั้งเกลียดชังตนเองนัก
…สวรรค์ นรก ผู้ใดก็ได้โปรดฟังคำวิงวอนของชายผู้ชั่วช้าเช่นข้าที ได้โปรดให้โอกาสแก่ข้า…ได้ชดใช้ให้แก่ภรรยาและบุตร ได้แก้แค้นหญิงชั่วจูม่านฮวา ชายโฉดเฉินเทียน แม้ต้องแลกด้วยวิญญาณทุกชาติภพขอให้ข้าได้หวนคืนทวงแค้นด้วยเถิด….
พลันเกิดกระแสลมหมุนวนพัดเหวี่ยงดวงวิญญาณเฉินมู่ฉือเข้าสู่ความมืดมิดไร้ที่สิ้นสุด วิญญาณลอยล่องไปอยู่นานไร้กาลเวลา ในความว่างเปล่าเวิ้งว้างนั้นกลับมีเสียงหนึ่งดังก้องขึ้นมา
“คำขอของเจ้าจงสัมฤทธิ์ผล ข้าให้โอกาสสุดท้ายแก่ดวงวิญญาณเจ้าก่อนแตกดับชั่วนิรันด์”
ในทุกคืนคุณชายใหญ่สกุลเฉินมักจะคร่ำเคร่งกับงานกว่าจะกลับจวนและเข้านอนเช่นผู้อื่นก็ล่วงเลยเข้ายามไฮ เขาปฏิบัติตนเช่นนี้มาตั้งแต่เข้าสิบสามหนาว ด้วยความที่เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวแบกรับความหวังทั้งหมดของตระกูลไว้จึงตั้งใจทำทุกอย่างให้ดีที่สุด
นี่เป็นสิ่งดี…แต่มันก็ทำให้เขาสูญเสียชีวิตในวัยที่ควรจะยังสนุกสนานและคบหาเพื่อนวัยเดียวกันไป
แต่วันนี้เขากลับทำสิ่งที่แตกต่างออกไป
เฉินมู่ฉือเร่งรุดกลับเรือนตั้งแต่ปลายยามเซิน ถ้าเขาจำไม่ผิดวันนี้เป็นวันที่แม่สื่อจะนำรายชื่อสตรีที่ถึงวัยออกเรือนจากสกุลต่างๆมาให้บิดาและมารดาของเขาเลือก ที่เขามาเพราะเขาอยากจะเลือกคนผูกผมร่วมชีวิตคู่ด้วยตนเอง บิดามารดาคงไม่รู้เขามีคนในใจแล้ว
ดังนั้นเมื่อถึงจวนเขาจึงมุ่งตรงไปที่โถงเรือนหน้า พบกับเฉินห่าวหรานบิดาและเจินฮูหยินสนทนาอยู่กับแม่สื่อ
“อ้อ..ฉือเออร์ ใยกลับมายามนี้” มารดาสงสัยที่เห็นบุตรชายเดินยิ้มมาแต่ไกล
“วันนี้ข้าเหมือนมีเทพมาบอกให้รีบกลับขอรับ” เฉินมู่ฉือเอ่ยยิ้มๆ กับบิดามารดาเขาก็ยังเป็นบุตรชายขี้อ้อนเสมอ
“เจ้ามาก็ดีแล้ว แม่สื่อหวังนำรายชื่อและดวงชะตาของคนที่เหมาะสมมาให้เลือก” เฉินห่าวหรานบอกบุตรชาย
“ขอข้าช่วยท่านพ่อท่านแม่เลือกด้วยได้ไหมขอรับ” เขามักพูดจากับบุพการรีด้วยท่าทีอ่อนน้อมเสมอ
มีเพียงคนเดียวกระมังทั้งที่แสนดีกับเขาแต่เขาไม่เคยเอ่ยวาจาที่ดีกับนางสักครั้ง…อวี้เย่ว์ แต่ต่อจากนี้จะไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว เขาจะดีกับนางให้มากที่สุด…มากยิ่งกว่าใครๆในสามโลกนี้
เฉินห่าวหรานรู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่บุตรชายสนใจเรื่องคู่ครองของตนเอง ก่อนหน้านี้เขาไม่แม้แต่จะถามไถ่ ทั้งยังมีญาติผู้น้อง..จูม่านฮวา…คอยตามติด
ด้วยความที่จวนอยู่ไม่ห่างไกลกันมากนักและเป็นญาติทางฝั่งยายหรือมารดาของเจินหลี่ผู้เป็นมารดาเด็กหญิงผู้นั้นมักจะมาหาเฉินมู่ฉือเพื่อให้ช่วยเหลือเรื่องต่างๆอยู่เสมอ การมาเยี่ยมเยือนสกุลเฉินของเด็กน้อยวัยแปดหนาวจนบัดนี้เริ่มเข้าสู่วัยสาวสะพรั่งวัยสิบเจ็ดจึงเป็นเรื่องปกติ
ทั้งที่หากนับญาติกันแล้วสกุลจูกับสกุลเฉินมิใช่ญาติกันทางสายเลือดเลย และด้วยความที่นับเป็นญาติจึงไม่มีชื่อคนสกุลจูอยู่ในรายการที่แม่สื่อนำมาให้ในวันนี้
เฉินมู่ฉือนำรายชื่อมาพิจารณาอย่างละเอียด นี่อย่างไรชื่อของนาง “อวี้เย่ว์” คุณหนูรองสกุลอวี้บุตรสาวคนที่สองของนายอำเภออวี้แห่งอำเภอถง ขุนนางขั้นห้าที่ไม่โดดเด่นนัก
“ข้าต้องการแต่งกับคุณหนูใหญ่สกุลเผย” ครั้งก่อนเขาบอกบิดามารดาเช่นนี้ ด้วยคำร่ำลือว่าเผยอิงอิงนั้นงดงามนัก อีกทั้งสกุลเผยก็เป็นสกุลพ่อค้าเช่นเดียวกันกับเขา
เขามิต้องการ"อวี้เย่ว์" เขาไม่เคยจดจำชื่อของนาง
การที่นางต้องมารับเคราะห์เพราะ…
“ท่านพี่มู่ฉือ ท่านเป็นเพื่อนข้าไปที่เหลาเหอสุ่ยได้ไหมเจ้าคะ ท่านพ่อข้าให้นำตัวอย่างสุราไปให้เถ้าแก่หลง” จูม่านฮวาเอ่ยปากขอร้องเขาในบ่ายวันหนึ่ง
“ได้สิ” คนโง่เช่นเขารับปากทันที สกุลจูนั้นมีกิจการการค้าสุราขนาดกลางไม่ใหญ่โตนักและบ่อยครั้งที่เจรจาการค้าญาติผู้น้องมักชวนเขาไปด้วย โดยที่เขาไม่ทันได้คิดเลยว่าใยสกุลจูต้องให้สตรีออกมาเจรจาการค้าและใยต้องให้คนสกุลเฉินไปด้วย มิรู้ตัวเลยว่าอีกฝ่ายกำลังใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงของสกุลตนเองในการทำการค้ามาตลอด
เฉินมู่ฉือเต็มใจช่วยเสมอ หากวันนี้มิใช่การไปเจรจาการค้าแต่คือสถานที่ญาติห่างๆผู้แสนดีวางไว้เพื่อให้เขาติดกับ
ถ้าวันนั้นไม่เกิดเหตุผิดพลาดขึ้นจูม่านฮวาจะกลายเป็นฮูหยินของเขาแทนจะเป็น
อวี้เย่ว์ผู้เคราะห์ร้ายที่เข้าห้องผิดแทน
# ยามเซิน = 15.00-16.59 น
#ยามไฮ = 21.00-22.59 น.
ข้าผิดเอง
“เชิญทางนี้ขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์บอกเมื่อจูม่านฮวาแจ้งชื่อตนเอง
เสี่ยวเอ้อร์กลับพาจูม่านฮวาและเฉินมู่ฉือขึ้นไปที่ห้องพิเศษมิใช่ไปพบเถ้าแก่หลง ห้องนี้เป็นห้องจัดเลี้ยงขนาดกลางมีส่วนที่ใช้ดื่มสังสรรค์ร่ำสุราและยังมีส่วนที่จัดไว้เป็นเตียงให้แขกที่เมามายได้นอนพัก
“ท่านพี่รอข้าที่ห้องนี้สักพักนะเจ้าคะ ข้าลืมตัวอย่างสุราไว้ที่รถม้า ข้าจะไปนำมา” จูม่านฮวาบอกทั้งทำสีหน้ารู้สึกผิด
“เจ้าไปเถอะ”
เฉินมู่ฉือนั่งลงรินน้ำชาที่เสี่ยวเอ้อร์นำมาวางไว้ให้ เขาจิบชาไปสักพักรู้สึกแสบจมูกจึงหันไปมองกระถางกำยาน กลิ่นกำยานที่ทำให้รู้สึกไม่สบายตัวพลันเปลี่ยนไป
หอมหวานราวกลิ่นดอกไม้… สายตาที่เฉียบคมพร่าเลือน ลำคอแห้งผากร้อนรุ่มขึ้นมาจนต้องคว้ากาน้ำชามารินและดื่มรวดเดียวจนหมด
ร้อน…ใยร้อนนัก
“ท่านพี่เจ้าคะ” เสียงหวานจากประตู
เฉินมู่ฉือหันหน้าไปมอง สายตาพร่าเลือนของเขาเห็นร่างบางก้าวเข้ามา สัมผัสถึงกลิ่นหอมกรุ่นสายหนึ่ง ชายหนุ่มมิรู้ว่าเหตุใดจึงก้าวเท้าเข้าไปหาผู้ที่เข้ามา
“ท่าน…มิใช่…” เสียงสตรีที่เข้ามากล่าวได้เท่านั้น
ชายหนุ่มควบคุมตนเองไม่ได้ แขนแกร่งคว้าร่างบางเข้าสู่อ้อมแขน เป็นเขาที่ย่ำยีสตรีแสนดีเช่นนางจนแปดเปื้อน
วันนั้นเป็นอวี้เย่ว์ที่เข้าห้องผิด…นางก้าวเข้ามาก่อนจูม่านฮวาเพียงครึ่งก้านธูป กำยานปลุกกำหนัดที่จุดไว้เพื่อจูม่านฮวาและเขา…จึงเปลี่ยนเป็นอวี้เย่ว์แทน
หลังจากวันนั้นตัวเขาต้องแต่งอวี้เย่ว์เข้ามาเป็นภรรยาอย่างจำยอม
“ท่านพี่มู่ฉือคนทั้งเมืองต่างก็รู้ว่าท่านนายอำเภออวี้มิได้มีเงินทองมากนัก นางทำเช่นนี้คงอยากแต่งกับคนที่มีฐานะดีเช่นท่าน”
“นางมีคู่หมายแล้ว กลับมาล่อลวงท่าน เป็นคุณหนูผู้ดีที่ไหนกัน”
แต่ละคำที่จูม่านฮวานำบอกเล่ามิมีสักคำที่จะชื่นชมอวี้เย่ว์ และที่แย่ยิ่งกว่าสิ่งใดคือคนโง่เช่นเขากลับเชื่อนาง มิคิดสักนิดว่าบุตรีขุนนางเช่นนางนั้นมิจำเป็นต้องปีนเตียงพ่อค้าวานิชเช่นเขา นางสามารถหาคู่ครองได้ดีกว่าเขามากมายนัก
เฉินมู่ฉือนึกแล้วให้เกลียดชังตนเองนัก
ในเมื่อเขากลับมาแล้วครั้งนี้เขาจะมิให้นางแปดเปื้อนอีก ครานี้เขาจะสู่ขอนางตบแต่งอย่างสมเกียรติ
เพื่ออวี้เย่ว์ที่แสนดีและเพื่อโตวโต่วน้อย
อำเภอถงอยู่ไม่ห่างจากตัวเมืองหลวงมากนัก ใช้เวลาเดินทางด้วยรถม้าเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้นแต่หากเดินทางด้วยม้าก็กินเวลาไม่ถึงข้อชั่วยามเท่านั้น เฉินมู่ฉือจึงเลือกการขี่ม้าเพื่อที่จะไปกลับได้ในเวลาไม่มากนัก
ย่านการค้าของอำเภอเป็นเพียงถนนสายหนึ่ง สองข้างเป็นอาคารร้านค้าสร้างด้วยไม้สองชั้น บนถนนมีร้านค้าแผงลอยตั้งขายอาหารและสินค้าต่างๆทั้งสองข้างทาง ร้านผ้าของสกุลมู่เองก็ตั้งอยู่บนถนนสายนี้
“คุณชายเชิญทางนี้ขอรับ” ผู้ดูแลร้านเมื่อพบเฉินมู่ฉือก็นึกว่าเขามาตรวจร้านค้า จึงนำเขาขึ้นไปที่ห้องบนชั้นสอง
“ท่านลุงหลิ่วอย่ามากพิธีเลย ข้าเพียงแวะมาดูอะไรเล็กน้อย” เฉินมู่ฉือเห็นท่าทีผู้ดูแลแล้วจึงรีบบอก กลัวท่านผู้อาวุโสที่ดูแลร้านจะตกใจ
“คุณชายไม่ได้มาตรวจบัญชีหรือขอรับ” หลิ่วจื้อรู้สึกงง ทุกคราไม่เคยเห็นคุณชายใหญ่มาถึงร้านด้วยตนเอง
“ไม่ไม่ ท่านลุงหลิ่ว ข้าขอดูตัวอย่างผ้าที่มีสักหน่อย” เขาหาข้ออ้างให้ตนเอง จะบอกว่าที่ถ่อมาถึงอำเภอถงนี่เพราะจะมาแอบดูใครบางคนได้อย่างไร
“เช่นนั้น ข้าจะไปนำมาให้คุณชาย”
หลิ่วจื้ออกไปแล้วและนำตัวอย่างผ้ามาให้ เฉินมู่ฉือจึงทำทีขอดูผ้า เขาเลือกนั่งดูผ้าที่โต๊ะข้างๆหน้าต่าง มือที่จับผ้าพลิกไปมา หากสายตามองไปที่ถนนด้านล่าง
“นายน้อยขอรับคุณหนูอวี้จะออกมาที่ร้านดอกไม้และร้านขายใบชาทุกๆสองวัน” หลูซานแจ้งนายหลังจากมาสืบความอยู่อำเภอถงนานหลายวัน
ผู้คนที่เดินจับจ่ายซื้อของมีมากพอสมควร จะว่าไปอำเภอถงแห่งนี้เจริญมิใช่น้อย ชายหนุ่มทอดสายตาไปที่แผงขายดอกไม้ตรงมุมถนน ร่างบางที่คุ้นตาในชุดสีฟ้าอ่อนเดินมากับสาวใช้ ในหน้าเรียวเล็กนั้นแม้เห็นจากที่ไกลๆยังดูอบอุ่นงดงามมิเปลี่ยนแปลง นางหยุดที่ร้านดอกไม้พูดคุยสักครู่ก่อนเดินไปร้านขายใบชา
นางมิได้ไปซื้อใบชาแต่เอาชาดอกไม้ไปขายให้ร้านใบชา ความสามารถหนึ่งของนางคือการทำชาสมุนไพรจากดอกไม้ต่างๆ
อวี้เย่ว์เป็นคนขยันไม่เคยอยู่เฉยๆ ในยามที่แต่งเข้าไปอยู่สกุลเฉินแล้วนอกจากช่วยมารดาสามีดูแลจวนแล้วนางมักทำชาสมุนไพรต่างๆไปขายที่ร้านของสกุลเฉินด้วย
“พี่มู่ฉือวันนี้ข้าพบฮูหยินของท่านที่ร้านน้ำชาด้วย” จูม่านฮวามักเป็นผู้ที่มาบอกเล่าให้เขาฟังว่าพบอวี้เย่ว์อยู่ข้างนอกจวนบ่อยๆ และสามีแสนชั่วคนนี้ก็กลับไปด่าว่านางว่าเป็นสตรีออกเรือนแล้วกลับออกไปเตร็จเตร่นอกจวนทุกวัน
เฉินมู่ฉือมองนางหายเข้าไปในร้านขายใบชา เขาตัดสินใจทันที…เมื่อมาจนถึงที่นี่แล้วเข้าไปให้นางเห็นหน้าเขาบ้างคงจะดี
ร่างสูงของชายหนุ่มวัยยี่สิบหนาวแม้หน้าตาไม่หล่อเหลาโดดเด่นหากคิ้วเข้มทำให้ดูสง่าและน่าเกรงขามมากกว่าคนวัยเดียวกันสาวเท้ายาวๆตรงไปที่ร้านขายใบชา เมื่อเข้าไปในร้านเขาหยุดยืนและสอดสายตามองหา…
นั่งไงอวี้เย่ว์ของเขา นางยืนคุยอยู่กับชายอายุราวๆสี่สิบคงเป็นผู้ดูแลร้าน เหมือนมีมนต์สะกดขาของเขาเริ่มก้าวเข้าไปหาร่างบางนั้น…
“ นี่ชาผสม เหมาะสำหรับสตรีนะเจ้าคะ ดื่มบำรุงธาตุ” เสียงหวานนุ่มของสาวน้อยวัยสิบหกหนาว แม้ว่ายืนอยู่ข้างหลังยังรู้ว่าสีหน้านางยามนี้จะอ่อนโยนเพียงใด
“คุณหนูอวี้ ครั้งก่อนชาเอี่ยกำเก็กที่นำมาลูกค้าชอบมาก ครั้งหน้าช่วยนำมาเพิ่มด้วย”
“ต้องรอสักหน่อยนะเจ้าคะ อากาศร้อนดอกเอี่ยกำเก็กช่วงนี้บานน้อยมาก”
“ได้ๆ เช่นนั้นนี่ค่าชาที่ขายได้ และนี่ชาแดงข้าฝากให้ท่านนายอำเภอด้วย” คนดูแลร้านส่งของให้นาง
“ขอบคุณเจ้าค่ะ ข้าลานะเจ้าคะ”
รับของมาและหันกายกลับ
"โอ๊ะ.. ขออภัยเจ้าค่ะ" ร่างบางปะทะกับคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง นางสูงเพียงอกเขาเมื่อหันมาหน้าผากมนจึงปะทะกับอกแกร่งอย่างแรง มือขาวเนียนยกลูบหน้าผากตนเองปากก็เอ่ยขอโทษ
“ข้าผิดเอง ขออภัยคุณหนูด้วย” เฉินมู่ฉือมองกริยาน่าเอ็นดูด้วยใจที่เต้นระรัวในอก
เขาเข้ามายืนข้างหลังใกล้กันนานแล้วนางยังไม่รู้สึก ช่างไม่ระมัดระวังตัวเสียบ้างเลย
อวี้เย่ว์เงยหน้าขึ้นมองก็เจอกับสายตาของคนร่างสูง ดวงตาใต้คิ้วเข้มของเขาเหมือนมีดาวระยิบระยับอยู่ในนั้น …
“ขออภัยเจ้าค่ะ ” เผลอจ้องมองบุรุษในระยะใกล้…นางรีบเสมองไปทางอื่น ขาก็ถอยหลังห่างออกมาอีก
“คุณหนูคงเป็นคุณหนูอวี้” เฉินมู่ฉือหาเรื่องคุย
“เจ้าค่ะ” สีหน้าสงสัย
“ข้าชื่อเฉินมู่ฉือ ”
ชื่อนายน้อยสกุลเฉินพ่อค้าวานิชร่ำรวยที่สุดในแคว้นนั้นใครๆก็รู้จัก…ยกเว้นอวี้เย่ว์ นางทำหน้างง
“เจ้าคะ”
“คุณหนูเป็นคนทำชาสมุนไพรใช่ไหม คือพอจะมีเวลาคุยกับข้าสักหน่อยไหม ข้าอยากขอซื้อชาสูตรเฉพาะของคุณหนู พอดีมารดาของข้านอนไม่หลับและมีคนซื้อชาจากอำเภอถงไปให้ นางดื่มแล้วดีมากจึงให้ข้ามาติดต่อท่าน”
พูดไปเขาก็มองหน้าเล็กๆของนางไป แก้มเนียนนั้นจะนุ่มนิ่มและหอมกรุ่นเพียงใด ก่อนรีบเก็บอาการหลงไหลของตนเอง ถ้านางรู้ความคิดเขาคงรีบหนีไปแน่ๆ
ข้ออ้างของเขาทำให้นางยอมไปนั่งสนทนาที่ร้านน้ำชาใกล้ๆ คุยกันในที่ที่มีคนจะได้ไม่เป็นที่ครหา
“คุณชายเกรงว่าจะไม่สะดวก…คือชาเหล่านี้ต้องใช้เวลาตระเตรียม” อวี้เย่ว์บอก สายตาคนผู้นี้ใยแปลกๆแต่ก็ดูไม่อันตราย
“คุณหนูอวี้บอกตามตรงว่ากิจการของสกุลข้านั้นสามรถหาสิ่งของต่างๆมาได้ เพียงคุณหนูบอกข้าจะหามาให้ แค่คุณหนูช่วยปรุงชาให้” เฉินมู่ฉือเห็นคนนั่งตรงข้ามหมุนแก้วชาในมือ นางชอบทำเช่นนี้เวลาครุ่นคิด ใยเขาจดจำเรื่องราวของนางได้ละเอียดเพียงนี้ ทั้งที่บอกว่าเกลียดนางเหลือแสน
“ข้า…ไม่แน่ใจว่า…”
“ค่าจ้างปรุงชาครั้งละห้าร้อยตำลึงทอง ไม่ทราบว่าคุณหนูพอใจไหม” เขารู้ว่านางต้องใช้เงินเพื่อซื้อยาที่ราคาสูงมากเพื่อรักษาน้องชายที่ป่วยตั้งแต่เกิด
“มากเกินไปเจ้าค่ะ ” ปากน่ารักของนางเอ่ย
“ตกลงตามนี้ ท่านต้องการวัสดุอะไรบ้างข้าจะจัดหามาให้ ปรุงสำหรับสิบห้าวันแล้วค่อยปรุงใหม่ ” รีบสรุปด้วยกลัวหญิงสาวเปลี่ยนใจ
เรื่องชานี้…แค่ข้ออ้าง…อวี้เย่ว์คนดีพี่เพียงแค่อยากทำความรู้จักกับเจ้าก่อนเท่านั้น
# เจอคนคลั่งรักหนึ่งอัตรา หวนคืนครานี้ภาระกิจแรกคือตามเกี้ยวน้อง…เกี้ยวจนกว่าจะรัก
ข้าจะเก็บบัญชีหนี้เอง
“ท่านพี่มู่ฉือ วันนี้ท่านว่างหรือไม่เจ้าคะ ข้าขอรบกวนท่านสักครู่” นี่คือคำถามที่จูม่านฮวาใช้ยามต้องการใช้งานเฉินมู่ฉือ
แม้ว่าจะมีกิจธุระยุ่งสักปานใดชายหนุ่มมิเคยปฏิเสธนางเลยสักครั้ง คงเพราะความเอ็นดูที่มีต่อสาวน้อยมาตั้งแต่เด็กๆ ทั้งท่าทางอ่อนหวานน่าทนุถนอมนั่นใครคงไม่ใจร้ายกับนาง
วันนี้ก็เช่นกัน เฉินมู่ฉือตรวจรายการสินค้าจากต่างแคว้นที่พึ่งส่งมาถึง เขาให้ผู้ดูแลแยกสินค้าทั้งหมดออกและจัดเก็บรอนำส่งไปตามร้านค้าตามเมืองต่างๆ ก่อนนำรายการสินค้าที่ตรวจแล้วไปตรวจสอบอีกครั้งในห้องทำงานบนชั้นสองของเหลาน้ำชาเหมินจิ้ง
สกุลเฉินมีกิจการหลายอย่างแต่เฉินมู่ฉือมักจะอยู่ที่นี่ด้วยร้านนี้อยู่ในย่านที่เป็นศูนย์กลางการค้าของเมือง เดินทางไปไหนมาไหนสะดวกและยังเป็นอาคารที่สวยงามใหญ่โตโอ่โถงเหมาะแก่การใช้รับรองแขก
“ท่านพี่มู่ฉือ” จูม่านฮวาส่งเสียงหวานเข้ามาก่อน นางมาโดยมิเคยบอกหรือนัดหมายใดๆก่อนเสมอ
เฉินมู่ฉือเงยหน้าขึ้นมาจากงานที่อ่านอยู่ สตรีในชุดสีเหลืองอ่อนคาดผ้าสีม่วงเกล้าผมสูงปักปิ่นระย้าพวงใหญ่และประดับเคื่องตกแต่งรูปช่อดอกไม้บนมวยผมอยู่ตรงหน้า ใยเขามิเคยสังเกตเห็นเลยว่าสิ่งนี้ดูเกินงามสำหรับสตรีที่ยังไม่ออกเรือน
“ท่านพี่มู่ฉือ วันนี้ท่านว่างหรือไม่เจ้าคะ” นางก้าวเข้ามานั่งตรงหน้า ส่งสายตาอ่อนหวาน
เมื่อก่อนเขาจะตอบว่า “ว่างสิ เจ้าจะให้พี่ทำสิ่งใดหรือ” แต่วันนี้เขากลับกล่าวว่า
“มีกิจอันใดหรือ”
จูม่านฮวาชะงักไปชั่วครู่ น้ำเสียงเรียบๆและคำตอบแบบนี้นางไม่เคยได้ยิน
“ท่านพี่ข้าจะรบกวนท่านสักนิด ไปท่าเรือกับข้าหน่อยได้ไหมเจ้าคะ” นางส่งสายตาเว้าวอน
“เจ้าจะไปทำสิ่งใด ท่าเรือมิใช่ที่ที่สตรียังมิออกเรือนควรไป” ใช่ที่นั่นเต็มไปด้วยพ่อค้าและคนงานที่เป็นบุรุษ
“วันนี้มีการประมูลสุราหลัวโปจากแคว้นสุ่ย ข้าว่าจะไป…”
“ใยมิให้พี่ชายหรือบิดาเจ้าไป สตรีเช่นเจ้าควรออกหน้าเรื่องพวกนี้หรือ” เขาแกล้งต่อว่าไป ทำเป็นไม่รู้ว่าสกุลจูคิดจะใช้หน้าตาของเขาเป็นประโยชน์ในการค้าเช่นทุกครา
“คือ……พวกเขามิว่าง ข้าเลยจะไปแทน” นางทำทีท่าน่าสงสาร
“มิว่างรึ… ข้าเองวันนี้ก็ยุ่งนัก คงปลีกตัวไปมิได้” แอบเห็นสีหน้าผิดหวังของสตรีตรงหน้า เขาแกล้งก้มหน้ามองกระดาษที่เขียนรายการสินค้าปึกใหญ่บนโต๊ะ ทำทียุ่งมาก
จูม่านฮวามองชายหนุ่มก้มหน้าสนใจงานของตน นางมีประกายตาไม่พอใจวาบขึ้นมาชั่วครู่ก่อนจะหายไป
“เฉินเทียนว่างอยู่ เจ้าให้เขาไปกับเจ้าสิ” นานกว่าเขาจะเอ่ยวาจานั้นออกมา
“พี่เทียนใยจะเหมือนพี่มู่ฉือ เขาเก่งแต่เรื่องเที่ยวเล่น” จูม่านฮวาแกล้งเอ่ยทั้งที่ใจนางเองก็กำลังคิดถึงเฉินเทียน เพียงแต่ตำแหน่งนายน้อยสกุลเฉินและชื่อเสียงของคนตรงหน้านี้มีประโยชน์มากกว่าคุณชายจากบ้านรองสกุลเฉินอย่างเฉินเทียน
“เช่นนั้นถ้าจะให้ข้าไปด้วย เจ้าต้องรอสักหน่อย”
“คงมิทันแล้วงานประมูลจะเริ่มแล้ว ข้าขอพี่มู่ฉือช่วย…”
ไม่รอให้นางกล่าวจบความ
“ฮวาเออร์… ข้าคิดว่าเจ้าจะรู้ความกว่านี้เสียอีก ทำตัวเป็นเด็กๆเช่นนี้ได้อย่างไร”
เสียงเฉินมู่ฉือดุเบาๆมีสำเนียงราวกับดุเด็กน้อยตัวเล็ก ทำให้จูม่านฮวาต้องยุติความคิดจะดึงเขาไปงานประมูลสุรา นางลืมคิดไปว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาปฏิเสธนาง
จวนสกุลเฉินแบ่งออกเป็นสามส่วนคือสกุลเฉินสายหลักที่เฉินห่าวหรานพำนัก บ้านสายรองของเฉินเฮ่อหมิง และบ้านสายสามเฉินโหย่ว ต่างสมรสมีครอบครัวและบุตรธิดาของตน แยกกันอยู่จวนใครจวนมันกันมีเพียงกำแพงกันและประตูเชื่อมต่อ กิจการส่วนใหญ่บ้านสายหลักดูแลโดยจะแบ่งส่วนปันผลกำไรให้เป็นรายปีไป อีกอย่างบ้านสองและบ้านสามมีกิจการบิดาแบ่งให้ไว้เพื่อได้เลี้ยงดูตนเองได้บางส่วน
ในความสัมพันธ์นับว่าต่างคนต่างอยู่จะรวมตัวกันเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับบรรพบุรุษเช่นพิธีปีใหม่หรือเซ่นไหว้บรรพชนเท่านั้น
จะมีแต่เฉินเทียนและเฉินลี่อินบุตรบ้านรองมักจะเข้ามาพูดคุยกับเจินฮูหยินผู้เป็นป้าเสมอ
“ท่านป้าเจ้าคะ ข้าได้สูตรทำขนมเปี๊ยะหิมะมา เลยลองทำให้ท่านชิมดู” เฉินลี่อินนำขนมมาให้บ่อยๆ
“เจ้านี่ช่างเอาใจข้าจริงๆ” เจินฮูหยินนั้นมีบุตรชายถึงสามคนการมีสาวน้อยมาเอาใจเช่นนี้ย่อมพึงใจยิ่ง
“ขนมนี่ออกจะหวานจัด กินกับน้ำชารสขมสักนิดนะเจ้าคะ”
“อื่มม รสชาติดี” ลองชิมแล้วกล่าวชมไป
“ข้าได้สูตรมาจากฮวาเออร์” เอ่ยถึงจูม่านฮวา อันที่จริงจูม่านฮวานั้นเป็นญาติทางมารดาของเจินฮูหยินน่าจะสนิทสนมกว่านาง
“เด็กสองคนนี่รักกันดีจริง”
“ท่านป้าเจ้าคะ ปีนี้ท่านพี่ข้าก็จะสวมกวานแล้ว เห็นเปรยๆว่าอยู่ว่างมากเกินไปอยากไปศึกษาการค้ากับพี่มู่ฉือบ้าง” นางเอ่ยถึงเฉินเทียนพี่ชายตน
“ไม่ให้ไปดูกิจการกับบิดาเจ้าเล่า”
“บิดาข้า ท่านป้าก็รู้จักเขา” นางบ่นทำหน้าหนักใจ
บิดาของนางบ้านรองของสกุลเฉินนั้นเป็นคุณชายเจ้าสำราญแต่เล็ก ด้วยเกิดจากอนุภรรยาสุดที่รักของเถ้าแก่เฉินจึงถูกตามใจ เมื่อแยกบ้านก็ยังได้กิจการที่มีผู้ดูแลให้อย่างดีเขามิทำอันได แต่ละปีรับเงินปันผลจากกิจการส่วนกลางและของตนเองเขาก็อยู่ได้มิสนใจเพิ่มเติมอันใดอีก
“พี่เจ้าตั้งใจเช่นนี้ ป้าจะถามมู่ฉือให้” เจินฮูหยินรับปากด้วยเห็นสีหน้าหลานสาวแล้วก็นึกเวทนา
เมื่อเฉินลี่อินกลับมาเรือนตนเองจึงถูกพี่ชายถามถึงความก้าวหน้าเรื่องที่ไหว้วานไปทันที
“ว่าอย่างไร ได้ความไหม”
“พี่ใหญ่ ท่านป้ารับปากว่าจะถามพี่มู่ฉือให้ แต่ข้าคิดว่าอย่างไรพี่มู่ฉือก็คงช่วย เขาจิตใจดีต่อพี่น้องมาก..” น้ำเสียงปลายประโยคที่เอ่ยมีแววเยาะหยันเล็กน้อย
“ดียิ่ง” เฉินเทียนชมน้องสาวตน
ตัวเขานั้นมิใช่ไม่มีความสามารถหลายปีมานี้คอยเข้าไปดูกิจการของบิดามาบ้าง แต่เขารู้สึกว่ามันเล็กเกินไปกิจการแค่เล็กน้อยใย พวกเก็บค่าเช่าอาคารและค่าเช่าที่นาใยจะสู้กิจการที่บ้านสายหลักดูแลอยู่ได้
คิดไปก็นึกเคืองบิดาตนเองที่วันๆยังลอยไปลอยมาเที่ยวเล่นราวกับหนุ่มน้อยมิเปลี่ยน
“ท่านพี่พรุ่งนี้ข้ากับฮวาเออร์จะไปเลือกผ้ามาตัดชุดสำหรับฤดูหนาวเสียหน่อย ท่านจะไปด้วยไหมเจ้าคะ” นี่คือการขอรางวัลที่นำจูม่านฮวามาอ้างถึง
“ฮวาเออร์ไปด้วยรึ ได้สิ ” รับปากโดยเร็ว ทุกอย่างที่เกี่ยวกับญาติห่างๆของบ้านสายหลักผู้แสนจะอ่อนหวานนั้น เขา…มิเคยปฏิเสธ
“ไปร้านของสกุลเฉินดีหรือไม่ ข้าจะได้ราคาพิเศษ”
“อื่มมม”
ในวันรุ่งขึ้นสองพี่น้องบ้านสายรองสกุลเฉินและจูม่านฮวามาถึงร้านแพรพรรณฟางหรงซิ่วตั้งแต่ยามซื่อ คนดูแลร้านรู้จักทั้งสามเป็นย่างดีจึงอำนวยความสะดวกให้โดยจัดห้องพิเศษให้เลือกผ้า ทั้งยังส่งช่างตัดอาภรณ์ไปให้คำแนะนำด้วย
“วันนี้ท่านพี่ไม่ได้มาที่นี่รึ” เฉินเทียนถามคนดูแล
“นายน้อยมิได้มาทุกวันดอกขอรับ ”
“แล้วพวกท่านดูแลกันได้รึ”
“ขอรับ” ผู้ดูแลร้านอายุเข้าสี่สิบกว่าแล้ว เขามีประสบการณ์อยู่กับร้านแพรพรรณแห่งนี้มาตั้งแต่เริ่มเป็นเด็กยกของ แบกผ้า จัดโกดังเก็บของ จนวันนี้ร่วมยี่สิบปีแล้ว คำถามของญาตินายน้อยผู้นี้ช่างฟังแล้วรู้สึกไม่ดียิ่ง
“พวกเจ้าสตรี เลือกผ้ากันไปนะ” เฉินเทียนสั่งน้องสาวและจูม่านฮวา เห็นว่าทั้งสองยังสนใจสนทนากับช่างที่แนะนำผ้า
ชายหนุ่มเดินออกมาจากห้องรับรอง เขามองไปรอบๆ มิใช่มิเคยมาแต่ไม่เคยสังเกตว่าในร้านแห่งนี้เป็นอย่างไรบ้าง ร้านนี้มีสองชั้น ชั้นล่างนั้นมีผ้าตัวอย่างทั่วๆไปวางเรียงอยู่ ทั้งยังมีชุดตัดสำเร็จแล้ววางแสดงไว้ในอีกส่วนหนึ่งด้วย ชั้นสองเป็นห้องรับรองใหญ่สองห้องและห้องเล็กอีกสาม ยังมีห้องหนึ่งที่ประตูปิดและมีคนเฝ้าหน้าห้อง นั่นคงเป็นที่เก็บผ้าราคาสูงเช่นผ้าไหมน้ำแข็งหรือผ้าปักทองคำแท้ต่างๆ
ถ้าที่นี่เป็นของเขาจะดีไม่น้อย เขาคิดพลางเดินสำรวจไปทั่วร้าน
“นายน้อยขอรับ ทางร้านฟางหรงซิ่วแจ้งมาว่า วันนี้คุณชายเฉินเทียนพาคุณหนูรองเฉินลี่อินกับคุณหนูจูมาเลือกผ้าที่ร้าน และนำกลับไปหลายชิ้น แต่ได้แจ้งให้ลงบัญชีนายน้อยไว้ขอรับ” ผู้ดูแลกิจการที่คอยส่ง บัญชีและรายละเอียดต่างๆประจำวันแจ้งแก่เฉินมู่ฉือ
“ลงบัญชีไว้ก่อนรึ”
เขาลืมไปได้อย่างไรว่าคนทั้งสามชอบมานำของจากร้านของสกุลเฉินไปและติดเงินไว้เสมอ ทั้งยังทำเป็นเฉยมิเคยชำระเลยสักครั้งเดียว
“ทำใบเรียกเก็บเงินส่งไปที่บ้านรองสกุลเฉินให้ด้วย ”
“ทั้งหมดเลยหรือขอรับ”
“เฉพาะครั้งนี้ ส่วนของเดิมข้าจะเก็บบัญชีหนี้เอง” เขาตอบเสียงเย็นเยียบ
#บ้านสายรองโลภมากไปไหม ไม่ใช่ของตัวเองสักหน่อย นี่คงต้องตามเก็บบัญชีหนี้กันอีกหลายอย่างแล้ว