อุ้ม ลักขณา วันที่ต้องบอกลูก ‘บ้านเรากำลังพัง’ ตอบชัดอายุ 40 ออกไปทำงานใครจะจ้าง?
The Bangkok Insight
อัพเดต 28 ก.ย 2566 เวลา 06.12 น. • เผยแพร่ 28 ก.ย 2566 เวลา 06.08 น. • The Bangkok Insightอุ้ม ลักขณา ในวันที่ต้องบอกลูก ‘บ้านเรากำลังพัง’ ชีวิตเหมือนตกสวรรค์ อายุ 40 ออกไปทำงานใครจะจ้าง? ต้องกลับมายืนด้วยลำแข้งตัวเอง ไม่เอาชีวิตไปผูกติดกับใคร
นักแสดงสาวสุดเซ็กซี่ อุ้ม ลักขณา เปิดใจในรายการ WOODY FM ถึงเรื่องราวชีวิต เล่าทุกประเด็นหลังตัดสินใจหย่ากับอดีตสามี บอล กฤษณะ ที่คบหากันมากว่า 7 ปี เผยรู้สึกชีวิตเหมือนตกจากสวรรค์ ตอนนี้ขอกลับมารักตัวเอง ยืนด้วยลำแข้งของตัวเองด้วยวัย 40 เดินหน้าต่อเพื่อลูกในเวอร์ชันที่ดีกว่าเดิม
- ทนายเก่ง ร้องศาลยึดทรัยพ์ ครูไพบูลย์ เซ่นปมค่าเลี้ยงดูลูก ครั้งเดียวก็ไม่เคยจ่าย
- เจนสุดา กรี๊ดลั่น วุ้นเส้น ถูกขอแต่ง เหตุการณ์มั่นใจผู้ชายคนนี้ ทำให้เพื่อนเปลี่ยนไป
- พลอย กอดตุ๊กตาร้องไห้หนัก เล่าเหตุป่วยโรคซึมเศร้า ทำน้ำหนักลด 10 กก. ใน 1 เดือน
ทุกอย่างดีเสมอ ทำให้เราได้เรียนรู้ ทำให้เราโตขึ้น ?
"ทำให้เราเรียนรู้เลยพี่ ว่าไม่มีอะไรที่ยั่งยืน"
สิ่งที่ได้เรียนรู้คืออะไรบ้าง ?
"คือเราฝากชีวิตไว้กับเขาไงคะ แล้วคิดว่าอุ้มทิ้งทุกอย่างเลยนะ ทิ้งตั้งแต่ทำงานวงการ เพื่อที่จะมาใช้ชีวิตอยู่กับเขา ทิ้งครอบครัว ทิ้งเพื่อน สังคมทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเขาคนเดียว จนกระทั่งมีลูก แล้วมันก็เลยทำให้เราตัดหนทางการทำงานของตัวเองไปเลย เหมือนตัดโอกาสตัวเองไปด้วย แต่แฮปปี้นะ เพราะเรามีลูก รู้สึกว่าความสุขของเราคือลูก แล้วก็คิดว่าฝากฝังชีวิตเราไว้กับคนนี้ ก็เหมือนเป็นพวกเพ้อฝันในอดีตที่ผ่านมาว่าเป็นคนโลกสวย อยากจะมีครอบครัวที่อบอุ่น อยากจะมีสามีที่ดี เพราะเห็นพ่อเราเป็นตัวอย่าง เป็นต้นแบบของคนที่เป็นสามีของครอบครัว เราก็อยากจะมีมุม ๆ นั้น และในวันหนึ่งที่เราได้แต่งงาน ได้ใช้ชีวิตจริง ๆ
เราก็รู้สึกเหมือนอยู่บนสวรรค์เลยเนอะ ก็ยังพูดกับเขา อุ้มเคยกราบเท้าเขาในวันพ่อเมื่อปีที่แล้วก่อนที่จะมีเรื่อง แล้วก็พาลูก ๆ ไปกราบ ต้องทำให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่าง ก็เอาพวงมาลัยไปกราบเท้า แล้วบอกเขาว่า ขอบคุณ (น้ำตาคลอ) ที่เป็นพ่อที่ดี ที่ดูแลอุ้ม และเคยบอกเขาว่า เราโชคดีเนอะที่มีสามีที่ดีมาก ๆ ทุกคนจะบอกกับอุ้มตลอดว่า เหมือนกับเป็นผู้หญิงที่ถูกหวยรางวัลที่ 1 ที่มีผู้ชายที่ดูแลเราดีมาก รักเรามาก ๆ ก็เลยทำให้เราไม่ได้คิดระแวดระวังหรือสงสัย เพราะทุกอย่างมันดีจริง ๆ
มีเรื่องราวมากมายที่เราพยายามปรับตัวกันเยอะ เพราะว่าคนเรามันอยู่ด้วยกันมา 7 ปี คนละพ่อคนละแม่คนละสังคมกัน อะไรต่าง ๆ ก็เรียนรู้ซึ่งกันและกันมาเรื่อย ๆ แต่พอสุดท้าย มาเจอเรื่องที่ทำให้เราเหมือนตกมาจากสวรรค์ เพราะเราไม่เคยคิด ไม่เคยมีในหัวอุ้มแม้แต่วินาทีเดียวเลยที่จะไม่มีผู้ชายคนนี้ในชีวิต ณ วันนั้นนะคะ วันที่เราพาลูก ๆ ไปกราบเท้าเขา ยังบอกเขาว่าเราแก่ไปด้วยกันนะ ดูลูกเติบโตไปด้วยกัน (ร้องไห้) เพราะคิดว่าเขาคือคนสุดท้ายในชีวิตเราแล้ว แต่แล้วมันก็ไม่ได้เป็นแบบที่ฝันไว้"
มันผ่านไปแล้ว พี่เข้าใจว่าน้ำตาที่มันออกมา เพราะว่าโมเมนต์ตอนนั้นที่เราไปกราบ มันคือภาพที่สมบูรณ์แบบ ?
"ใช่ค่ะ"
การอยู่คนเดียว Single Mom ?
"ต้องบอกว่าอุ้มก็เป็นคุณแม่ที่ดูแลลูกเองมาตลอดอยู่แล้ว ตลอดเวลาตั้งแต่เขาเกิดมา คลอดเองธรรมชาติ ดูแลเขาเอง ได้เห็นการเจริญเติบโตของเขาจริง ๆ เพราะลูกคนนี้คือสิ่งที่เราตั้งใจที่จะมีด้วยความรักของเราทั้งสองคน แล้วอุ้มก็ได้อยู่ในทุก ๆ ช่วงสำคัญของเขา ทุก ๆ จังหวะในชีวิตเลย
เรียกได้ว่าเป็นคุณแม่เต็มตัวที่ทิ้งทุกอย่างเลยค่ะ ไม่ได้ทำงาน ปั๊มนม ให้นมลูกกินกับเต้า ดูแลเองทุกอย่าง รู้ทุกขั้นกระบวนการของลูก เพราะฉะนั้น ณ วันนี้ถามว่าการดูแลลูกมันเปลี่ยนไปไหม มันไม่ได้เปลี่ยน เพราะมันเป็นอุ้มคนเดิมอยู่แล้วที่ดูแลเขา แต่สิ่งที่เราได้เห็นคือเขาเป็นเด็กที่ฉลาดมากเลยค่ะ 4 ขวบ แต่เข้าใจ อย่าคิดว่าเด็กสมัยนี้ไม่รู้เรื่องนะคะ ตอนแรกไม่เคยคิดว่าคนเรามันต้องอดทนเพื่อลูก แล้วลูกถึงจะมีความสุขได้ แต่พอมาเจอกับตัวเอง ทำให้รู้เลยว่าถ้าเราไม่มีความสุขแล้วเราไม่มีแรงพอที่จะเลี้ยงเขา เขาจะได้รับผลกระทบนั้นอย่างเต็ม ๆ เลย
ดิสนีย์เขารู้ เขาสัมผัสได้ทุกอย่าง แค่อุ้มนั่งนิ่ง ๆ เขาก็จะแบบ หม่าม้าร้องไห้ทำไม หม่าม้าเศร้าเหรอ ไปเอาดอกไม้มาให้อะไรแบบนี้ค่ะ หม่าม้า ดิสนีย์เป็นกำลังใจให้นะ ดิสโตขึ้นจะทำงานหาเงินดูแลม้านะ โดยที่ไม่เคยสอน เพราะไม่ได้อยากคาดหวังว่าลูกโตขึ้นต้องเลี้ยงเรา หรือต้องมาให้อะไรตอบแทน แค่เขามีความสุขในแบบที่เขาเป็น แค่ 4 ขวบ สามารถพูดและแสดงออกมาก ๆ เลยว่าเข้าใจหัวอกของเรา ถ้าเมื่อไรที่อุ้มอ่อนแอ เขาจะรู้ทันที เลยทำให้รู้ว่าต้องเริ่มที่ตัวเรา คือต้องรักตัวเองก่อน ในเมื่อเหตุการณ์มันเกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถที่จะย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้แล้ว เพราะเชื่อว่าเราทำดีที่สุด
อดทนมาจนถึงจุดที่มันสุดท้ายแล้วไม่ได้จริง ๆ ก็ต้องยอมรับความจริงบนโลกใบนี้ ยอมรับเรื่องราวที่เกิดขึ้น และทำหน้าที่ความเป็นพ่อเป็นแม่ดีที่สุดเพื่อลูก ให้เติบโตมาโดยที่ไม่รู้สึกว่าเขาขาด หรือว่าเขาจะไม่ภูมิใจในตัวพ่อเขา สิ่งหนึ่งที่อุ้มจะไม่สอนลูกเลยคือ ไม่สอนให้ลูกตัวเองรับรู้ถึงปัญหาว่าพ่อกับแม่มีปัญหาอะไรกัน หรือเขาจะไม่ภูมิใจในตัวพ่อเขา อุ้มจะบอกเขาเสมอว่า ป๊ะป๋ารักดิสนีย์มาก และหม่าม้าก็รักดิสนีย์มาก ในวันนี้หม่าม้ากับป๊ะป๋าเป็นเพื่อนกัน ครั้งแรกเขาไม่เข้าใจนะคะ เขาบอกว่าเป็นเพื่อนได้ยังไง แต่งงานกันก็ต้องเป็นสามีภรรยาสิ
เด็กแค่ 4 ขวบ เขาพูดคำนี้ออกมา เราก็บอกว่าได้สิลูก แต่ป๊ะป๋าหม่าม้าก็ยังรักลูกเหมือนเดิม คราวนี้เราต้องย้ายกลับมาอยู่กรุงเทพฯ ใช่ไหมคะ เขาเกิดที่เชียงใหม่ เขาก็พูดว่าบ้านเขาอยู่เชียงใหม่ เพื่อนเขาอยู่เชียงใหม่ ทำไมหม่าม้าต้องย้ายบ้าน เราก็ตอบว่าบ้านพัง ป๊ะป๋าต้องอยู่ซ่อมบ้าน ก็เลยเปิดคลิปวิดีโอที่เป็นบ้านพังถล่มให้เขาดู แล้วก็บอกกับพ่อเขาให้เราพูดไปในทางเดียวกัน ว่าป๊ะป๋าต้องอยู่ซ่อมบ้าน เดี๋ยวลูกกลับมาอยู่กรุงเทพฯ กับหม่าม้า อากง เฮียก้า น้านิว ซึ่งเขาก็แฮปปี้"
มีคนส่งข้อความเข้ามาว่าเจอเรื่องราวแบบเรา แล้วเขาขอคำปรึกษาบ้างไหม ?
"มีนะคะ ก็มีว่าเขาไม่กล้ามูฟออนจากความสัมพันธ์แบบนี้ โดนสามีทำมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ก็ไม่สามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้ ทำไมพี่อุ้มถึงใจเด็ดจัง ทำไมครั้งเดียวแล้วไปเลย คืออุ้มก็จะบอกว่า หนทางที่มันเดินทางร่วมกันมา อุ้มเคยบอกกับเขาเสมอว่าทุก ๆ เรื่องเราคุยกันได้ เราปรับกันได้ อุ้มกับเขาระยะทางที่ผ่านมามันมีปัญหามากมาย อุปสรรคเยอะแยะไปหมด ความไม่เหมือนกันของเราทั้งคู่ แม้กระทั่งมีลูกแล้วก็ยังมีปัญหาโน่นนี่นั่น แต่มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ถ้าเรารักกันมากพอ แล้วเราจับมือกันข้ามไปได้ แต่ถ้ามันเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มันเป็นเรื่องที่คนเรามีบรรทัดฐานไม่เท่ากัน ซึ่งอุ้มมีบรรทัดฐานของอุ้มอยู่ที่จุดนี้ แต่เขาไม่เคยแตะมาถึงจุดนี้ มันให้อภัยกันได้ คุยกันได้ แต่เมื่อไรที่เขาแตะอันนี้ ไม่ได้"
คิดว่าผู้หญิงหลายคนที่โดนทำร้ายร่างกายยังไม่กล้าออกจากความสัมพันธ์ ?
"เขาคงกลัวมั้งคะ อาจจะคิดว่าไม่มีใครแทนที่คนนี้ได้หรือเปล่า เป็นความคิดมโนไปเองว่า ไม่มีใครรักเราเท่านี้หรอก เราจะออกไปหาใครได้ อายุขนาดนี้แล้ว หรือมีคนชอบพูดอย่างนี้กับอุ้ม คนสนิทบางคนนะ อายุขนาดนี้แล้วอะ ทำไมต้องออกไปเสี่ยง ออกไปทำอะไรที่มันไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเจออะไร เราก็เลยย้อนกลับไปว่า แล้วทำไมเราถึงต้องเลือกที่จะอยู่ในจุดที่มันไม่มีความสุขแล้วไปต่อไม่ได้ แล้วมันก็เป็นการตกลงคุยกันทั้งสองฝ่ายแล้วว่าเขาเลือกทางนี้ เราเลือกทางนี้ แต่เรามีทางตรงกลางเพื่อลูก แค่นั้นก็คือจบแล้ว"
เส้นทางชีวิตของแต่ละคนถูกจัดเรียงมาแล้ว ปัญหาที่เจอคุณก็ผ่านมันมาได้ คุณก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงหลายคน ให้กับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวต่าง ๆ ที่อาจจะไม่รู้ว่าออกมาแล้วจะเป็นยังไง ?
"ใช่ค่ะ เราไม่กล้าที่จะก้าวข้ามพื้นที่เซฟโซนมากกว่า เพราะเรารู้สึกว่าที่นี่คือที่ปลอดภัยของเรา กลัวที่จะออกไปเจออะไร อายุ 40 แล้วนะ ออกไปทำงานใครจะจ้าง แก่แล้วจะเล่นบทอะไร งานพรีเซนเตอร์จะมีเข้ามาจริงเหรอ เราก็คิดว่าทำไมเราต้องดูถูกตัวเองด้วย ทำไมถึงคิดว่าเราไม่มีศักยภาพมากพอที่เราจะกลับมาทำงาน และยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง
ทำไมเราต้องเอาชีวิตของเราผูกไว้กับคน ๆ หนึ่ง ซึ่งเราอยู่ตรงนั้นมันอยู่ไม่ได้อีกแล้ว ไม่มีความสุขอีกแล้ว มันไม่ได้มีคุณค่าอีกแล้ว เพราะฉะนั้นกลับมารักตัวเองค่ะ เมื่อเรารักตัวเอง เรารักคนรอบข้าง โดยเฉพาะลูก เราจะมีพลังมากเลยนะ ลองคิดดูว่าคนที่นอนร้องไห้ทุกคืน ๆ เห็นหน้าเขาแต่เราต้องร้องไห้ ไม่มีความสุข กลัว หวาดระแวง กับการที่เราใจแข็งสู้ดิ ทุกคนมันต้องมีทางไป และอุ้มก็เชื่อกับนิวเสมอเลย จะพูดกันตลอด อะไรเกิดขึ้นแล้วย่อมดีเสมอ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เขาคงประทานมาให้เราได้เห็น ได้รู้ ไม่ตามืดตามัว คงบอกเราแล้วล่ะ คุณมูฟออน ต้องเดินออกไปสิ ต้องทำได้ ต้องเชื่อมั่นในตัวเอง
แล้วแม่ของอุ้มจะพูดตลอดว่าเธอคือ อุ้ม ลักขณา ลักขณาฆ่าไม่ตาย หม่าม้าบอกแล้วใช่ไหม เราดูแลตัวเองมาดีขนาดนี้ ออกกำลังกายอย่างหนัก ดูแลตัวเองให้อายุ 40 แล้วยังดูสวยอยู่ แล้วสวยกว่าเมื่อก่อนด้วยซ้ำ แล้วทำไมเธอถึงต้องด้อยค่าตัวเอง ก็อยากจะเป็นกำลังใจให้กับสาว ๆ คนที่เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวเหมือนกัน เราไปได้ โดยเฉพาะเรามองหน้าลูก เรานอนกอดเขา เห็นหน้าเขา มันมีพลังมหาศาลมากมาย ซึ่งทำให้เราแพ้ไม่ได้ ยอมไม่ได้ ต้องเป็นคนที่ดีกว่าเดิม ต้องดีกว่าเดิมให้ได้มากกว่าเดิมด้วยเพื่อลูกของเรา"
อ่านข่าวเพิ่มเติม