โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

โทษอาญาเฟ้อ: ภาพสะท้อนจารีตปกครองแบบไทยๆ

The101.world

อัพเดต 30 ก.ย 2566 เวลา 08.24 น. • เผยแพร่ 27 ก.ย 2566 เวลา 05.42 น. • The 101 World

หลายท่านคงเคยได้ยินการดำเนินคดีอาญาหลายคดีที่มีความผิดไม่ร้ายแรง ทั้งคดีเช็คเด้งเนื่องจากผู้ผิดประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินกะทันหัน คดีหมิ่นประมาทที่ผู้ผิดอาจทำไปด้วยโทสะชั่วคราว คดีบุกรุกป่าไม้ที่ชาวบ้านต้องโทษจำคุกเพียงเพราะยืนยันสิทธิว่าตนเองอยู่มาก่อนการประกาศพื้นที่ป่า รวมทั้งอาจเคยได้ยินกฎระเบียบบางข้อที่คนทั่วไปอาจทำผิดได้เพราะไม่คิดว่ามีกฎหมายแบบนี้ เช่น การแต่งกายชุดนักศึกษาโดยไม่มีสถานะนักศึกษา พวกเขาไม่ได้มีลักษณะเป็นอาชญากร แต่อาจต้องรับโทษจำคุกและมีประวัติอาชญากรติดตัว

ความผิดอาญาเหล่านี้เป็นตัวอย่างของการใช้โทษทางอาญามากและรุนแรงเกินไป ไม่ได้สัดส่วนกับความหนักเบาของความผิด หรือที่เรียกว่า ‘โทษอาญาเฟ้อ’ ซึ่งเป็นปัญหาที่ตระหนักกันดีในหมู่ผู้ทำงานและผู้กำหนดนโยบายในระบบยุติธรรมอาญาไทย และที่ผ่านมาได้มีการเสนอมาตรการต่างๆ ที่ช่วยลดการใช้โทษอาญาเฟ้อ แต่ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จ บางมาตรการมีการเสนอและถกเถียงกันมายาวนานกว่า 40 ปี แต่ยังไม่นำไปสู่การปฏิบัติจริง บางมาตรการเริ่มมีการใช้จริงแล้วแต่ก็มีข้อจำกัดพอสมควร ทำให้ไม่สามารถลดปัญหาอาญาเฟ้อได้

โทษอาญาเฟ้อมีสภาพและแนวโน้มเป็นอย่างไร? ทำไมการปฏิรูปลดโทษอาญาเฟ้อถึงยังไม่ค่อยมีความคืบหน้า? สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับ 101 PUB – 101 Public Policy Think Tank สำรวจสภาพปัญหาโทษอาญาเฟ้อ และวิเคราะห์หาเหตุปัจจัยที่ขัดขวางการลดโทษอาญาเฟ้อเพื่อตอบคำถามเหล่านี้

ปัญหาโทษอาญาเฟ้อรุนแรงมากขึ้นสวนกระแสการปฏิรูปลดโทษอาญา

ปัญหาโทษอาญาเฟ้อ หมายถึงการใช้โทษอาญามากเกินไป ไม่ได้สัดส่วนกับความหนักเบาของความผิด ทำให้เกิดผลร้ายกับผู้ทำผิดมากเกินไป ซึ่งเป็นปัญหาของระบบยุติธรรมไทยที่รับรู้กันมานาน โดยใน พ.ศ. 2540 มีกฎหมายที่มีโทษอาญาบังคับใช้อยู่ 302 ฉบับ และตั้งแต่ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมาได้เกิดกระแสการปฏิรูประบบยุติธรรมอาญาที่พยายามจะลดปัญหาโทษอาญาเฟ้อ แต่ในช่วง พ.ศ. 2541-2565 กลับมีกฎหมายที่มีโทษอาญาเพิ่มขึ้นอีก 126 ฉบับ รวมกับที่มีอยู่เดิมเป็น 428 ฉบับ โดยรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นช่วงที่มีกฎหมายอาญาเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 49 ฉบับ[1] (ดูภาพที่ 1) ย้อนแย้งกับการร่างและประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 77 วรรคสาม ที่มุ่งจำกัดการใช้โทษอาญาเฉพาะกับความผิดร้ายแรงเท่านั้น

ภาพที่ 1

ปัญหาโทษอาญาเฟ้อยังรุนแรงกว่าการเพิ่มจำนวนกฎหมาย เพราะกฎหมายแต่ละฉบับมักกำหนดบทลงโทษทางอาญาหลายมาตรา อีกทั้งยังมีบางกรณีที่ปรับเพิ่มโทษให้รุนแรงขึ้นกว่าเดิมด้วย เช่น พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 เพิ่มโทษบุกรุกพื้นที่อุทยานเป็นจำคุก 4-20 ปี หรือปรับ 400,000 ถึง 2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จากกฎหมายฉบับเดิม พ.ศ. 2504 ที่กำหนดโทษจำคุกไว้ไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งการดำเนินคดีตามกฎหมายนี้หลายกรณีเป็นการฟ้องร้องชาวบ้านที่พยายามยืนยันสิทธิในที่ดิน ซึ่งครอบครัวได้อยู่อาศัยมาก่อนการประกาศเป็นพื้นที่อุทยาน

ทำผิดแค่นี้ก็เป็น ‘อาชญากร’ ในรัฐไทย?

ปัญหาโทษอาญาเฟ้อส่วนหนึ่งมาจากการใช้โทษอาญากับการกระทำผิดที่ไม่ร้ายแรงต่อสังคม ลักษณะหนึ่งคือใช้กับความผิดที่เป็นการละเมิดกฎระเบียบรัฐที่ไม่ได้มีผลร้ายแรง อาทิ การเก็บดอกเบี้ยในอัตราสูงเกินกว่าที่กฎหายกำหนดต้องโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การทำภาพยนตร์ที่เนื้อหาเข้าข่ายผิดศีลธรรมมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และแม้แต่การแต่งกายชุดนักศึกษาโดยไม่ได้มีสถานะนักศึกษาของหลายมหาวิทยาลัยก็มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เห็นได้ว่าการกระทำความผิดเหล่านี้ไม่ได้บ่งบอกถึงความเป็นอาชญากรอันเป็นภัยต่อสังคม แต่ในรัฐไทย ผู้ทำผิดกลับต้องโทษเสมือนเป็นอาชญากร ทั้งถูกจำคุกและขึ้นทะเบียนประวัติอาชญากร ในขณะที่หลายประเทศได้เปลี่ยนมาใช้มาตรการอื่นแทนการโทษอาญาแล้ว เช่น ประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี ที่ใช้โทษทางปกครองอย่างการสั่งปรับเงินและการสั่งถอดใบอนุญาตประกอบธุรกิจกับผู้ละเมิดกฎระเบียบรัฐ[2]

ภาพที่ 2

โทษอาญาเฟ้ออีกลักษณะคือใช้โทษอาญากับความผิดส่วนตัวระหว่างเอกชนซึ่งไม่มีความเป็นอาชญากรรมแต่อย่างใด อย่างเช่นการจ่ายเช็คเด้งที่ผู้ทำผิดบางรายผิดนัดชำระหนี้เพราะมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน แต่ความผิดนี้มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือการหมิ่นประมาททั่วไป ที่ผู้ผิดอาจทำไปด้วยโทสะชั่วคราว แต่อาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี ปรับสูงสุด 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ตามหลักแล้ว ความผิดเหล่านี้ควรเป็นคดีแพ่งที่มีจุดประสงค์ให้ผู้ทำผิดชำระเงินตามสัญญาหรือชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อกัน

คดีอาญาล้นศาลโดยไม่จำเป็น

โทษอาญาเฟ้อเป็นสาเหตุสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้คดีอาญาล้นศาลโดยไม่จำเป็น จากภาพที่ 3 จะเห็นได้ว่าในระหว่าง พ.ศ. 2561-2565 ศาลชั้นต้นมีคดีอาญาเข้าสู่การพิจารณาเฉลี่ยปีละ 5.85 แสนคดี แต่ตัดสินเสร็จสิ้นได้เฉลี่ยปีละ 5.4 แสนคดี ทำให้มีคดีคงค้างข้ามปีราว 4.5 หมื่นคดีต่อปี[3] ซึ่งเมื่อพิจารณาจากจำนวนผู้พิพากษาที่มีอยู่ 3.3 พันคน เท่ากับว่าผู้พิพากษาตัดสินคดีอาญาเสร็จเฉลี่ยคนละ 161 คดีต่อปี ใช้เวลาเฉลี่ยราว 1.5 วันต่อคดี[4] (ยังไม่รวมภาระพิจารณาคดีแพ่งอีกจำนวนมาก)

ภาพที่ 3

คดีอาญาในศาลชั้นต้นมากถึง 1 ใน 3 เป็นข้อหาเสพยาและครอบครองเพื่อเสพ[5] ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องดำเนินคดีอาญาโดยหันไปใช้มาตรการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพแทนตามแนวคิด ‘ผู้เสพเป็นผู้ป่วย’ และมุ่งจัดการดำเนินคดีเฉพาะขบวนการค้ายา ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่ได้ผลดีกว่า

กรณีตัวอย่างที่สำคัญคือประเทศโปรตุเกส ที่ออกกฎหมายยกเลิกการใช้โทษอาญากับผู้เสพยาตั้งแต่ พ.ศ. 2544 แล้วใช้การฟื้นฟูผู้เสพแทน ทำให้สามารถลดคดีอาญาและนักโทษยาเสพติดได้ โดยมีอัตรานักโทษยาเสพติดลดจากร้อยละ 40 เหลือร้อยละ 16 ของนักโทษทั้งหมด ในขณะเดียวกัน ข้อมูลการสำรวจของศูนย์ติดตามสถาณการณ์ยาเสพติดแห่งสหภาพยุโรปชี้ว่าสามารถลดปัญหาผู้เสพยาเกินขนาดได้ รวมถึงมีอัตราการใช้ยาเสพติดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในสหภาพยุโรป[6]

นอกจากนี้ ยังมีข้อหาบางประเภทที่ตามหลักแล้วไม่ควรเป็นคดีอาญา อาทิ ข้อหาการจ่ายเช็คเด้งที่มีอยู่ที่ 8,961 ข้อหา ข้อหาหมิ่นประมาท 6,465 ข้อหา ซึ่งข้อหาทั้งสองประเภทเป็นการพิพาทส่วนตัวอันเป็นคดีทางแพ่ง[7]

โทษอาญาเฟ้อ ทำร้ายคนโดยไม่จำเป็น-สิ้นเปลืองงบ-ไม่แก้ปัญหาการทำผิด

ผลกระทบหลักของโทษอาญาเฟ้อคือการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของคนโดยไม่จำเป็น บางคนต้องถูกจองจำจากการทำความผิดที่ไม่ร้ายแรง ซึ่งอาจมาจากความพลาดพลั้งหรือแม้แต่ความไม่รู้กฎหมายที่กำหนดโทษไว้หลากหลายเรื่องและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เป็นเพราะมีสันดานอาชญากร การถูกดำเนินคดียังนำมาซึ่งความสูญเสียที่เป็นรูปธรรมต่อชีวิต อย่างเช่นการขาดรายได้จากการทำงานระหว่างจองจำ การเสียโอกาสด้านอาชีพการงานจากการมีประวัติอาชญกรติดตัว รวมทั้งความเป็นอยู่ครอบครัวที่ต้องย่ำแย่ลงจากการที่สมาชิกขาดหายไปด้วย

สังคมโดยรวมเองก็มีภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพราะโทษอาญาเฟ้อทำให้เกิดการใช้งบประมาณของรัฐอย่างสิ้นเปลือง โดยหลักแล้ว รัฐจะให้บริการดำเนินคดีอาญากับความผิดที่กระทบต่อสังคมโดยรวมโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายจากผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งใช้งบประมาณเฉลี่ยต่อคดี 1.2 แสนบาทตลอดกระบวนการตั้งแต่การสอบสวนจนถึงการจำคุก แต่หลายคดีสามารถใช้มาตรการอื่นแทนได้ เช่น การลงโทษทางปกครองแทนอาญาสำหรับการกระทำผิดต่อกฎระเบียบของรัฐที่ไม่ร้ายแรง ซึ่งใช้งบประมาณเฉลี่ย 9 หมื่นบาทต่อคดี[8](ดูในภาพที่ 4)

ภาพที่ 4

นอกจากนี้ การใช้โทษอาญาไปกับคดีที่เป็นเรื่องส่วนตัวทำให้มีการใช้งบประมาณและบริการของรัฐสำหรับการจัดการคดีระหว่างเอกชนหรือประชาชนด้วยกันเอง ซึ่งโดยปกติแล้วควรเป็นการดำเนินคดีทางแพ่ง ที่จะใช้ทรัพยากรส่วนตัวของผู้ฟ้องร้องเป็นหลัก และใช้งบประมาณภาครัฐเฉลี่ยราว 1.1 หมื่นบาทต่อคดีเท่านั้น โทษอาญาเฟ้อในลักษณะนี้จึงก่อให้เกิดต้นทุนภาครัฐต่อคดีเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า[9]

อย่างไรก็ตาม โทษอาญาก็ไม่สามารถลดการกระทำผิดได้ตามที่คาดหวังด้วย จากภาพที่ 4 จะเห็นได้ว่าร้อยละ 14.6 ของผู้ต้องโทษจำคุกกลับมากระทำผิดซ้ำภายใน 1 ปีหลังได้รับการปล่อยตัว เกือบร้อยละ 25 ทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี และมีถึงร้อยละ 32 ทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี[10] ดังนั้นโทษทางอาญาจึงไม่ใช่มาตรการที่จะช่วยให้คนกลับตัวเลิกทำผิดได้เสมอไป ยิ่งไปกว่านั้นการจองจำคนในคุกมากเกินไปอาจกลายเป็นต้นเหตุให้คนทำผิดซ้ำมากขึ้นด้วยจากการได้รับอิทธิพลที่ไม่ดีในเรือนจำ

การปฏิรูปลดโทษอาญาที่เชื่องช้า

การปฏิรูประบบยุติธรรมที่ผ่านมาพยายามแก้ปัญหาโทษอาญาเฟ้อโดยเสนอให้ใช้มาตรการลงโทษอื่นทดแทน แต่กลับไม่ค่อยมีความคืบหน้าเท่าใดนัก มาตรการทางเลือกหนึ่งคือการให้หน่วยงานรัฐมีอำนาจใช้โทษปรับทางปกครองสำหรับการฝ่าฝืนกฎระเบียบที่ไม่รุนแรง โทษปรับทางปกครองนี้แตกต่างจากโทษปรับทางอาญาตรงที่ไม่มีการกักขังในกรณีผู้ทำผิดไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ และไม่มีการบันทึกประวัติอาชญากร มาตรการนี้เริ่มใช้มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 แต่จนถึง พ.ศ. 2563 ยังมีกฎหมายเพียง 26 ฉบับที่มีโทษทางปกครอง ส่วนใหญ่เป็นการลงโทษการฝ่าฝืนกฎระเบียบด้านธุรกิจและเศรษฐกิจ[11]

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การใช้โทษปรับทางปกครองยังค่อนข้างจำกัดคือ การขาดหลักเกณฑ์กลางในการพิจารณาค่าปรับ ทำให้การบังคับใช้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหน่วยงานรัฐมากเกินไป โดยกฎหมายเฉพาะบางฉบับกำหนดเกณฑ์พิจารณาไว้แค่กรอบกว้างๆ อาทิ ให้พิจารณาลักษณะพฤติกรรมและความเสียหายที่เกิดขึ้น และบางฉบับไม่ได้ระบุหลักเกณฑ์ไว้ แต่ให้จัดทำเกณฑ์ในกฎหมายลำดับรอง ทำให้เกิดข้อกังวลว่าการกำหนดค่าปรับอาจไม่เป็นธรรม ไม่มีมาตรฐานที่คงเส้นคงวา รวมถึงอาจเกิดปัญหาทุจริตได้ กฎหมายบางฉบับยังให้หน่วยงานรัฐฟ้องบังคับการชำระค่าปรับกับศาลยุติธรรมซึ่งไม่คุ้นเคยและไม่มีแนวทางพิจารณาคดีทางปกครอง[12] ความไม่ชัดเจนดังกล่าวทำให้ไม่ค่อยมีการใช้โทษปรับทางปกครองกับการละเมิดกฎระเบียบของรัฐมากนัก

ข้อจำกัดข้างต้นนำมาสู่การจัดทำกฎหมายกลางสำหรับการใช้โทษปรับทางปกครองแทนโทษอาญา ซึ่งเป็นภารกิจตามมาตรา 77 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2560 ที่กำหนดให้จำกัดการใช้โทษอาญาเฉพาะกับความผิดร้ายแรง ผลลัพธ์คือการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ที่กำหนดใช้โทษปรับเป็นพินัยแทนโทษอาญาที่เป็นโทษปรับสถานเดียว

โทษปรับเป็นพินัยมีลักษณะคล้ายกับโทษปรับทางปกครอง ที่ไม่มีการลงบันทึกประวัติอาชญากรและไม่มีการจำคุกกักขังแทนค่าปรับ และในกรณีผู้ทำผิดไม่มีเงินจ่ายค่าปรับเป็นพินัย ศาลอาจสั่งลดค่าปรับให้สอดคล้องกับฐานะของผู้ทำผิดหรือให้ทำบริการสังคมแทนได้ ทั้งนี้ เหตุที่มีการใช้คำว่าปรับเป็นพินัยแทนโทษปรับทางปกครองเป็นเพราะกฎหมายนี้กำหนดให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาคดีไม่ใช่ศาลปกครอง จึงปรับคำใหม่เพื่อป้องกันการสับสน[13]

อย่างไรก็ตาม กฎหมายว่าด้วยการปรับเป็นพินัยยังไม่ก้าวหน้านักเมื่อเทียบข้อเสนอเดิมที่ต้องการให้ใช้แทนโทษอาญาไม่ร้ายแรง ซึ่งรวมถึงโทษจำคุกสถานเบาด้วย กล่าวคือ โทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือนและโทษจำคุกที่เปรียบเทียบปรับได้ แต่สุดท้ายเหลือแค่แทนโทษปรับสถานเดียว ยิ่งไปกว่านั้น การเปลี่ยนมาใช้โทษปรับเป็นพินัยจะมีผลบังคับกับกฎหมายที่มีโทษปรับสถานเดียวจำนวน 183 ฉบับ โดยยังมีข้อยกเว้นไม่บังคับใช้กับกฎหมายอีก 30 ฉบับจนกว่าจะมีการออกพระราชกฤษฎีกาให้ใช้โทษปรับเป็นพินัยแทน ซึ่งขึ้นกับความพร้อมของหน่วยงานที่รับผิดชอบ[14]

ภาพที่ 5

นอกจากนี้ การยกเลิกโทษทางอาญาสำหรับคดีพิพาทระหว่างเอกชนก็แทบไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด ใน พ.ศ. 2547 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎหมายยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ซึ่งมุ่งยกเลิกโทษอาญากับการจ่ายเช็คที่ไม่ได้มีเจตนาทุจริต ต่อมาได้มีการเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในปี พ.ศ. 2547-2548 แต่หยุดชะงักไปหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2549 และหายไปท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมือง จนใน พ.ศ. 2565 รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ได้มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายยกเลิก พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คอีกครั้ง และได้เสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร แต่สุดท้ายสภาก็หมดสมัยไปก่อน เท่ากับว่าการพิจารณายกเลิกการใช้โทษอาญากับคดีเช็คที่ใช้เวลาไปแล้วเกือบ 20 ปีก็ยังคงอยู่ในขั้นตอนพิจารณาร่างกฎหมาย ซึ่งมูลค่าการใช้เช็คลดลงเรื่อยๆ จากที่เคยมีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 21 ของมูลค่าชำระเงินทั้งระบบเมื่อสิบปีก่อน เหลือเพียงร้อยละ 6.8 ในปี พ.ศ. 2565[15]

ส่วนการยกเลิกการใช้โทษอาญากับคดีหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไปก็ถูกเสนอมาอย่างยาวนาน อาทิ งานศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยตั้งแต่ปี 2554 จนมีการเสนอร่างแก้ไขประมวลอาญาในปี 2564 แต่สุดท้ายแล้วยังไม่มีการแก้ไขแต่อย่างใด ซึ่งถือว่าค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับแนวโน้มโลก โดยตั้งแต่ปี 2535-2563 มี 30 ประเทศทั่วโลกได้ยกเลิกโทษอาญากับคดีหมิ่นประมาทและอีก 14 ประเทศที่ได้ยกเลิกโทษจำคุกในคดีหมิ่นประมาท[16]

การลดโทษอาญาเฟ้ออีกแนวทางคือการสร้างกระบวนการยุติธรรมทางเลือกให้จัดการคดีได้โดยไม่ต้องนำคดีเข้าสู่ศาล การชะลอฟ้องหรือการเบี่ยงเบนคดีเป็นมาตรการหนึ่งที่ให้อำนาจอัยการสั่งไม่ฟ้องได้ หากเห็นว่าผู้ต้องหามีความผิดจริงแต่ไม่ได้มีเจตนาชั่วร้าย โดยให้ใช้มาตรการคุมประพฤติ อาทิ การให้ทำบริการสังคมแทน แนวทางนี้จะช่วยให้ผู้ทำผิดมีโอกาสสำนึกและกลับตัวโดยไม่ต้องถูกจำคุกและมีประวัติอาชญากรติดตัว

ทว่า การปฏิรูปตามแนวทางนี้ก็คืบหน้าเพียงเล็กน้อยในช่วงที่ผ่านมา กรมอัยการ (ณ ขณะนั้น) ได้ออกระเบียบว่าด้วยการชะลอการฟ้อง พ.ศ. 2520 แต่สุดท้ายไม่มีผลบังคับใช้ โดยถูกแย้งว่าไม่มีกฎหมายรับรองและก้าวล่วงอำนาจตุลาการ ในปีถัดมามีการเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มุ่งให้อำนาจอัยการชะลอฟ้อง แต่ก็มีการยุบสภานิติบัญญัติไปก่อนการพิจารณาจะเสร็จสิ้น [17]

หลังจากนั้นได้มีความพยายามออกกฎหมายการชะลอฟ้องอีกหลาย ได้แก่ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการของร่างพระราชบัญญัติชะลอการฟ้องใน พ.ศ. 2547 ต่อมาใน พ.ศ. 2553 และ 2559 ก็ได้มีการเสนอร่าง พ.ร.บ. มาตรการแทนการฟ้องคดีอาญาเข้าสู่ฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งมีมาตรการชะลอฟ้องเป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จด้วยหลากหลายเหตุผล รวมถึงข้อคัดค้านจากผู้พิพากษาบางกลุ่มที่เห็นว่าเป็นการก้าวก่ายอำนาจศาล โดยใน พ.ศ. 2559 ประธานศาลฎีกาได้ยื่นหนังสือทักท้วงต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติว่าร่างกฎหมายชะลอฟ้องมีหลักการไม่เหมาะสม [18]

ความพยายามครั้งล่าสุดคือในช่วงปี พ.ศ. 2564-2565 คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ (กพยช.) ได้จัดทำร่างกฎหมายชะลอฟ้องโดยพยายามแก้ไขข้อเห็นแย้งระหว่างอัยการและศาลยุติธรรม เช่น การให้ศาลมีอำนาจตรวจสอบการชะลอฟ้องของอัยการ แต่สภาผู้แทนราษฎรก็หมดสมัยไปก่อนจะได้พิจารณา เท่ากับว่าการถกเถียงเรื่องการชะลอฟ้องได้ใช้เวลาไปแล้ว 45 ปี แต่ยังไม่เกิดความเห็นพ้องต้องกัน

ภาพที่ 6

อีกมาตรการหนึ่งคือ การไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทระหว่างคู่ขัดแย้งก่อนฟ้องศาล ซึ่งตราเป็นกฎหมายการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 หลังจากที่มีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎหมายทั้งใน พ.ศ. 2550, 2553 และ 2559 แต่ไม่ผ่านการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยกฎหมายฉบับ พ.ศ. 2562 นี้เปิดช่องให้ภาคส่วนต่างๆ ดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานสอบสวน สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด หรือหน่วยงานรัฐอื่นตามที่กระทรวงยุติธรรมกำหนด รวมทั้งภาคประชาชนที่สามารถรวมตัวกันจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนโดยขึ้นทะเบียนกับมกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดยจนถึง พ.ศ. 2565 มีการจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาททั่วประเทศแล้ว 1,189 ศูนย์ แยกเป็นศูนย์ภาคประชาชน 1,107 แห่ง และศูนย์ภาครัฐ 82 แห่ง[19]

อย่างไรก็ตาม การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาตามกฎหมายนี้ถูกจำกัดให้ทำได้เฉพาะกับฐานความผิดที่ยอมความได้ คือ ความผิดลหุโทษและความผิดที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีบางมาตราในประมวลกฎหมายอาญา[20] โดยไม่ครอบคลุมถึงการละเมิดกฎระเบียบที่ไม่ร้ายแรงและความผิดเบาอื่นๆ ที่มีรัฐเป็นผู้เสียหาย ข้อจำกัดเหล่านี้มีส่วนให้คดีอาญาเข้าสู่การไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องน้อย โดยจากภาพที่ 6 จะเห็นได้ว่าใน พ.ศ. 2565 ศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนและภาครัฐทำการไกล่เกลี่ยรวมกันเพียง 69 คดี[21] สำนักงานศาลยุติธรรมไกล่เกลี่ยได้ 382 คดี[22] การไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องของสำนักงานอัยการที่เป็นไปตามระเบียบภายในก็มีเพียง 264 คดี[23] รวมทั้งหมดเพียง 715 คดี คิดเป็นแค่ร้อยละ 0.12 ของคดีที่เข้าสู่ศาล

การปฏิรูปไม่ไปไหนเพราะติดอยู่ในวงจรเสพติดโทษอาญา

ปัญหาโทษอาญาเฟ้อที่มีต่อเนื่องยาวนานและรุนแรงขึ้น มีจุดตั้งต้นมาจากอดีตที่มีโทษอาญาเป็นทางเลือกเดียวในการจัดการความผิดที่เกี่ยวข้องกับรัฐ โทษอาญาจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามจำนวนกฎระเบียบของรัฐ นอกจากนี้ ในอดีตยังมีการนำโทษอาญาไปใช้ผิดฝาผิดตัวกับคดีแพ่ง อย่างเช่นการฟ้องร้องกรณีเช็คเด้งที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2497 ซึ่งรัฐบาลในสมัยนั้นต้องการเพิ่มความน่าเชื่อให้กับการใช้เช็คแทนเงินสด แต่ต่อมาเอกชนได้ใช้ข้อกฎหมายนี้เป็นเครื่องมือขู่ทวงหนี้ ซึ่งสามารถบีบให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้เร็วกว่าการดำเนินคดีทางแพ่ง และยังเป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าสำหรับเอกชนด้วยเพราะใช้งบของรัฐเป็นหลัก[24]

ผลจากในอดีตข้างต้นทำให้โทษอาญากลายเป็นเครื่องมือหลักของทั้งรัฐและเอกชน จนมีการพัฒนาระบบบังคับใช้และสร้างความเชื่อมั่นให้การใช้โทษอาญามากกว่าทางเลือกอื่น เช่น มีข้อกังวลว่าการใช้โทษปรับทางปกครอง (ซึ่งเพิ่งเริ่มใช้หลัง พ.ศ. 2540 เป็นครั้งแรก) อาจนำไปสู่การบังคับใช้ไม่คงเส้นคงวาและการทุจริตของหน่วยงานรัฐได้ง่าย เพราะยังไม่มีการวางแนวทางกลางที่ชัดเจนในการกำหนดโทษปรับ เปิดช่องให้หน่วยงานรัฐใช้ดุลยพินิจพิจารณาโทษปรับได้ค่อนข้างมาก ทั้งที่สามารถลงทุนวางระบบให้มีหลักเกณฑ์บังคับใช้ชัดเจนได้[25] หรือในกรณีที่ธุรกิจเอกชนบางกลุ่มไม่มั่นใจว่าการดำเนินคดีทางแพ่งอย่างเดียวจะสามารถติดตามบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้เช็คได้สำเร็จโดยไม่ล่าช้า[26] แม้ว่ารัฐจะสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพในการบังคับคดีแพ่งให้ดีเหมือนคดีอาญาได้ หรือผู้พิพากษาบางท่านเห็นว่าการชะลอฟ้องเป็นการเปิดช่องให้ทุจริตได้ง่าย โดยผู้มีอำนาจอาจแทรกแซงการทำงานของอัยการ[27] ทั้งที่สามารถหาแนวทางการตรวจสอบการใช้อำนาจชะลอฟ้องของอัยการได้

ปัจจัยเหล่านี้ลดทอนหรือกระทั่งขวางกั้นการปฏิรูปที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐบางแห่งเกรงว่าการยกเลิกโทษอาญาจะทำให้คนไม่เคารพกฎหมาย จึงไม่ยอมให้ใช้โทษปรับเป็นพินัยแทนโทษจำคุกสถานเบาหรือแม้แต่โทษปรับสถานเดียว ข้อกังวลของเอกชนบางกลุ่มส่งผลให้การพิจารณายกเลิกโทษอาญาในคดีเช็คเด้งทอดยาวออกไป เช่นเดียวกับแรงคัดค้านจากผู้พิพากษาที่ได้ชะลอการออกกฎหมายชะลอฟ้องออกไปอย่างไม่มีกำหนด

เมื่อการปฏิรูปได้ผลลัพธ์ค่อนข้างจำกัด ก็ทำให้ยังไม่ค่อยมีทางเลือกแทนโทษอาญา จนโทษอาญายังคงเป็นมาตรการหลักต่อไป ซึ่งช่วยพัฒนาระบบบังคับใช้และเพิ่มความเชื่อมั่นในการใช้โทษอาญาต่อไปเป็น ‘วงจรเสพติดโทษอาญา’ (ดูภาพที่ 7)

ภาพที่ 7

เงื่อนไขจำเป็นที่จะช่วยให้หลุดออกจากวงจรเสพติดโทษอาญาได้คือ การยึด ‘หลักนิติธรรม’ (rule of law) อย่างมั่นคงในการปฏิรูป ซึ่งหลักนิติธรรมมีสาระสำคัญอยู่ที่การจำกัดการใช้อำนาจรัฐและการปกป้องสิทธิพื้นฐานของประชาชน โดยรัฐไม่สามารถใช้มาตรการลงโทษรุนแรงได้ตามอำเภอใจ แต่ต้องยึด ‘หลักพอสมควรแก่เหตุ’ กล่าวคือกำหนดโทษให้ได้สัดส่วนกับความผิดและไม่กระทบต่อสิทธิของประชาชนมากจนเกินไป[28] ซึ่งหากยึดหลักนิติธรรมและหลักพอสมควรแก่เหตุอย่างมั่นคง ก็จะทำให้โทษอาญาไม่ถูกมองเป็นเครื่องมือทางนโยบายที่หยิบฉวยไปใช้อย่างไม่ระวัง พร้อมกับมีการลงทุนพัฒนามาตรการทางเลือกต่างๆ ให้เหมาะสมกับความหนักเบาของความผิดแต่ละระดับ แทนการใช้โทษอาญากับความผิดทุกประเภท

ทั้งนี้ ในปัจจุบันหลักนิติธรรมของไทยยังค่อนข้างอ่อนแอ โดยตัวชี้วัดหนึ่งคือดัชนีหลักนิติธรรม (Rule of Law index) ของประเทศไทยที่ใน พ.ศ. 2565 อยู่ในอันดับที่ 80 จากทั้งหมด 140 ประเทศ และคะแนนของดัชนีแทบไม่เพิ่มขึ้นมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2559 อยู่ที่ราวร้อยละ 45-50 ของคะแนนทั้งหมด[29] การขาดหลักนิติธรรมเป็นผลให้การปฏิรูปที่ผ่านมาไม่มีหลักยึดที่มั่นคง เมื่อเผชิญกับแรงคัดค้าน การปฏิรูปก็หยุดชะงักและหายไปหรือเกิดผลที่ค่อนข้างจำกัดตามที่กล่าวมาข้างต้น

โทษอาญาเฟ้อคือความสมประโยชน์ของหลายฝ่าย

ภายใต้ระบบกฎหมายที่มีหลักนิติธรรมอ่อนแอ โทษอาญามีแนวโน้มจะเฟ้อต่อไปและรุนแรงขึ้นเพราะรัฐและเอกชนบางกลุ่มเชื่อว่าสามารถใช้โทษอาญาเป็นเครื่องมือบรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

รัฐบาลสามารถใช้โทษอาญาเพื่อเพิ่มความเด็ดขาดในการบริหารจัดการนโยบายโดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงของชาติและการขจัดคนชั่วออกจากสังคม กรณีศึกษาที่ชัดเจนกรณีหนึ่งคือนโยบายสงครามปราบปรามยาบ้าในช่วง พ.ศ. 2545-2546 โดยในช่วงเวลานั้น ยาบ้าและผู้เกี่ยวข้องได้กลายเป็นภัยทำลายชาติที่รัฐจะต้องจัดการอย่างเด็ดขาดโดยไม่เลือกหน้า[30] ดังที่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นกล่าวไว้ว่า “…ถ้าจะมีผู้ค้าตายไปบ้างก็เป็นเรื่องปกติ บางทีถูกยิงตายแล้วต้องถูกยึดทรัพย์ด้วย ผมคิดว่าเราต้องเหี้ยมพอกัน เรื่องยาเสพติดเป็นเรื่องสำคัญอันตรายต่อความมั่นคงของชาติที่เราต้องทำสงครามสู้รบให้แตกหัก และเป็นเรื่องจำเป็นที่มีการบาดเจ็บบ้าง ที่อยู่ของขบวนการค้ายาเสพติดจึงมีอยู่ 2 ที่ คือถ้าไม่ไปคุก ก็ไปวัด”[31]

ในการทำสงครามปราบยาบ้า รัฐบาลได้แก้ไขกฎหมายยาเสพติดให้โทษใน พ.ศ. 2545 ให้โทษหนักขึ้นกับผู้เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาบ้า เช่น ผู้ครอบครองยาบ้า (สารแอมเฟตามีนบริสุทธิ์) เกิน 20 กรัมต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือต้องโทษประหาร จากเดิมที่มีโทษจำคุก 5 ปีถึงตลอดชีวิต ซึ่งในทางความเป็นจริงแล้วผู้มียาเกินจำนวนดังกล่าวบางรายเป็นเพียงผู้ติดยา ไม่ใช่ขบวนการค้ายา

ในขณะเดียวรัฐบาลก็ได้ออกคำสั่งเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่รัฐลงพื้นที่ปราบปรามอย่างเด็ดขาดภายใน 3 เดือนและให้มีการให้รางวัลสำหรับการปราบปราม จนเกิดการร้องเรียนการกระทำที่ไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เช่น ถูกยัดยาบ้าเพื่อดำเนินคดีและถูกซ้อมให้สารภาพ [32] ตลอดจนการฆ่าตัดตอนจำนวนมาก คณะกรรมการอิสระตรวจสอบ ศึกษา และวิเคราะห์การกำหนดนโยบายปราบปรามยาเสพติดให้โทษและการนำนโยบายไปปฏิบัติจนเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียงและทรัพย์สินของประชาชน (คตน.) สรุปว่ามีผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเสียชีวิต 1.3 พันรายจากการปราบปราม[33]

แต่จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่มีผู้รับผิดในคดีฆ่าตัดตอนหลายคดี เพราะการสอบสวนที่ผ่านมายังไม่ได้ข้อสรุปแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ฆ่าตัดตอน เป็นการฆ่ากันเองของขบวนการค้ายาหรือเป็นการกระทำเกินว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ ก่อให้เกิดข้อสงสัยต่อระบบยุติธรรมและกลไกตรวจสอบว่าสมยอมให้รัฐลงโทษรุนแรงได้เพื่อรักษาความมั่นคงโดยไม่มีการจำกัดและตรวจสอบการใช้อำนาจที่เกินขอบเขตและละเมิดสิทธิของผู้ต้องหา [34]

อคติว่ายาบ้าเป็นภัยต่อชาติยังคงดำรงอยู่และมีผลขัดขวางการลดโทษอาญาเฟ้อโดยในปี 2565 เครือข่ายคนทำงานด้านยาเสพติดได้เสนอร่างกฎหมายบำบัดฟื้นฟู คุ้มครองดูแล และพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ใช้ยาเสพติด ซึ่งมีสาระสำคัญให้ยกเลิกการใช้โทษอาญากับผู้เสพ แต่ประธานสภาผู้แทนราษฎรปฏิเสธไม่นำร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่สภาโดยยกเหตุผลว่าการยกเลิกโทษอาญาอาจกระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐและศีลธรรมอันดีของสังคมซึ่งขัดต่อมาตรา 25 ของรัฐธรรมนูญไทยปี 2560[35]

หรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือการดำเนินนโยบายทวงคืนผืนป่าซึ่งถือว่าเป็นการรักษาผลประโยชน์ของชาติ โดยรัฐบาล คสช. ออกกฎหมายอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 แทนฉบับเดิม เพิ่มโทษการบุกรุกและให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตรวจค้นโดยไม่ต้องใช้หมายค้น พร้อมทั้งสั่งเร่งปฏิบัติการทวงคืน ทำให้มีการดำเนินคดีอาญากับชาวบ้านที่ต่อต้าน หลายคนต้องโทษจำคุกเพียงเพราะมองว่ามีสิทธิถูกต้องในพื้นที่ที่อาศัยทำกินมาเป็นเวลานาน[36]

ภาพที่ 8

หน่วยงานรัฐก็สามารถใช้โทษอาญาบังคับให้คนเชื่อฟังคำสั่งของเจ้าหน้าที่และปฏิบัติตามกฎระเบียบบนฐานความเชื่อว่าโทษยิ่งหนักคนยิ่งเคารพกฎหมาย (ซึ่งไม่เป็นจริงเสมอไป) และไม่ได้คำนึงถึงความหนักเบาของการกระทำผิดและผลกระทบต่อชีวิตของผู้รับโทษ

ภาคเอกชนเองก็ได้ประโยชน์จากการใช้อำนาจและทรัพยากรรัฐเพื่อจัดการข้อพิพาทส่วนตัวตามที่กล่าวมาข้างต้น หรือแม้แต่แสวงหาผลประโยชน์ในทางมิชอบ เช่น ผู้ให้กู้เงินบางรายใช้กฎหมายความผิดเกี่ยวกับเช็คเป็นเครื่องมือในการเรียกเก็บดอกเบี้ยสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดโดยบังคับให้ลูกหนี้เขียนจ่ายเช็คไว้ล่วงหน้าเป็นจำนวนที่เท่ากับเงินต้นและดอกเบี้ยทบ[37] หรือธุรกิจบางรายใช้กฎหมายหมิ่นประมาทฟ้องปิดปาก (Strategic Lawsuit Against Public Participation: SLAPP) เพื่อไม่ให้แสดงความคิดเห็นสาธารณะที่เกี่ยวกับด้านลบของธุรกิจ อาทิ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การเอาเปรียบแรงงาน และการผลิตสินค้าชำรุดที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค

จารีตปกครองแบบไทยๆ คือขวากหนามของการพัฒนานิติธรรม

โทษอาญาเฟ้อในไทยมีรากปัญหามาจากการปกครองที่ไม่ได้ยึดหลักนิติธรรม กล่าวคือ การปกครองของไทยที่เป็นแบบ ‘การปกครองด้วยกฎหมาย’ (rule by law) อันเป็นมรดกจากจารีต ‘ให้รัฐเป็นใหญ่’ และ ‘ให้คนดีปกครองบ้านเมือง’ ซึ่งสาระสำคัญตรงกันข้ามกับหลักนิติธรรมที่เน้นการจำกัดการใช้อำนาจรัฐโดยอำเภอใจและการปกป้องสิทธิพื้นฐานของคน

จารีต ‘ให้รัฐเป็นใหญ่’ หรือที่เรียกว่า ‘นิติรัฐอภิสิทธิ์’ เป็นหลักกฎหมายที่อนุญาตให้รัฐใช้อำนาจละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนเพื่อปกป้อง ‘ผลประโยชน์และความมั่นคงของรัฐ’ โดยการออกกฎหมายที่มีบทลงโทษรุนแรงเกินสัดส่วนความผิด การให้กลไกของรัฐใช้อำนาจได้เต็มที่ ตลอดจนการยอมรับสภาวะยกเว้นการใช้ระบบกฎหมายปกติทั้งระบบอย่างเช่นการปกครองภายใต้คณะรัฐประหาร[38] ทั้งนี้การรักษา ‘ผลประโยชน์และความมั่นคงของรัฐ’ ยังมีความหมายที่ลื่นไหลและขยายขอบเขตได้ตามบริบทตั้งแต่การต่อสู้คอมมิวนิสต์ การปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ การปราบยาเสพติด หรือแม้แต่การทวงคืนผืนป่า

จารีตปกครองนี้สร้างวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดให้แก่รัฐและเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ต้องรับผิดจากปฏิบัติการที่ทำไปเพื่อ ‘ผลประโยชน์และความมั่นคงของรัฐ’ โดยอาจมีการบิดเบือนการดำเนินคดีหรือการวางเฉยให้คดีหายไปเพื่อรักษาความชอบธรรมในการใช้อำนาจของรัฐต่อไปดังเช่นที่มีการตั้งข้อสงสัยถึงความล่าช้าในการสอบสวนการฆ่าตัดตอนในระหว่างการปราบปรามยาเสพติด[39]

ส่วนจารีต ‘ให้คนดีปกครองบ้านเมือง’ หรือที่เรียกว่า‘ราชนิติธรรม’ เป็นหลักที่เชื่อว่าความยุติธรรมจะบังเกิดได้เมื่อคนดีมีศีลธรรมสูงส่งได้ปกครองบ้านเมือง เพราะเป็นผู้ที่เข้าใจความยุติธรรมได้อย่างแท้จริงและสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเป็นธรรม โดยตามจารีตนี้ความยุติธรรมไม่ได้เท่ากับตัวบทกฎหมายเสมอไป บางครั้งกฎหมายก็มีบทบัญญัติที่ไม่ยุติธรรม การเข้าถึงความยุติธรรมจึงต้องกลับไปยึดโยงกับธรรมเนียมประเพณีเดิมของสังคมอันเป็นแหล่งที่มาของความยุติธรรม ได้แก่ หลักธรรมศาสนาพุทธ และหลักการปกครองแผ่นดินโดยธรรมของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีแต่ผู้มีคุณธรรมสูงส่งและสั่งสมบุญบารมีมามากสามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ จารีตนี้น่าจะเป็นฐานของความคิดที่มองว่าปัญหาความยุติธรรมของไทยอยู่ที่ผู้บังคับใช้ ซึ่งแก้ไขได้โดยให้คนดีเข้ามาปกครองและให้อำนาจแก่พวกเขาอย่างเต็มที่ ไม่จำเป็นต้องปรับปรุงกลไกตรวจสอบถ่วงดุลให้สามารถจำกัดการใช้อำนาจรัฐที่ฉ้อฉล[40]

ทั้งนี้ แม้จารีตทั้งสองมีข้อแตกต่างกันบ้าง แต่ก็ทำงานเสริมกันให้ความชอบธรรมกับการใช้อำนาจรัฐได้เกินขอบเขต โดยเมื่อคนดีปกครองบ้านเมือง ก็จะมีการออกและบังคับใช้กฎหมายด้วยความดีเพื่อรักษาศีลธรรมอันดีของสังคมและความมั่นคงของชาติ ดังนั้นก็ต้องยิ่งให้อำนาจแก่ผู้ปกครองรัฐที่มีคุณธรรมมากกว่าไปจำกัดการใช้อำนาจ

ภาพที่ 9

จารีต ‘ให้รัฐเป็นใหญ่’ และ ‘ให้คนดีปกครองบ้านเมือง’ เป็นมรดกที่สืบทอดมาจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แม้ว่าในยุคล่าอาณานิคมประเทศไทยถูกกดดันให้ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย แต่ไม่ได้มีการชำระหลักการและเนื้อหาให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม ส่วนใหญ่แค่จัดทำกฎหมายให้เป็นระบบระเบียบ ปล่อยให้จารีตปกครองดั้งเดิมยังคงดำรงอยู่และพัฒนาต่อยอดภายใต้ระบอบการเมืองอำนาจนิยมโดยการปกครองของรัฐบาลเผด็จการอันยาวนานและการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญหลายครั้งทำให้เกิดการยอมรับการใช้อำนาจเด็ดขาดของรัฐและการยกเว้นระบบกฎหมายปกติจนเป็นปกติ คุ้นเคยกับการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของรัฐ หล่อเลี้ยงจารีตให้รัฐเป็นใหญ่ฝังรากลึกในสังคมไทย ต่อมาเมื่อเกิดกระแสการฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์ จารีตให้คนดีปกครองก็ได้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง ทำให้การแก้ไขปัญหามุ่งไปที่การหาคนดีมาแทนคนไม่ดี มากกว่าการปรับตัวระบบกฎหมายที่เอื้อให้รัฐใช้อำนาจบังคับและลงโทษคนเกินขอบเขตที่เหมาะสม[41]

ปัจจัยสำคัญอีกประการที่หล่อเลี้ยงจารีตดั้งเดิมคือการเรียนการสอนนิติศาสตร์ที่ผลิตนักกฎหมายที่พร้อมทำงานไปตามระบบกฎหมายที่เป็นอยู่ เป็นนักเทคนิคที่ท่องจำตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาก่อนหน้าได้เก่งหรือที่เรียกว่า‘ตู้ฎีกาเคลื่อนที่’ โดยไม่มีสำนึกในภารกิจการปกป้องสิทธิเสรีภาพของคน ไม่ตั้งคำถามถึงความบิดเบี้ยวออกจากหลักนิติธรรม [42]

การเรียนการสอนลักษณะนี้เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับการปรับปรุงระบบกฎหมายในยุคอาณานิคม และหลังจากนั้นก็แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง[43] ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลของการเรียนไปเพื่อสอบเนติบัณฑิตและผู้พิพากษาซึ่งวัดความจำและการตีความกฎหมายตามตัวอักษรมากกว่าการโต้แย้งเชิงเหตุผล[44]

ความพยายามลดโทษอาญาเฟ้อที่ผ่านมามีการนำเสนอมาตรการลงโทษและกระบวนการยุติธรรมทางเลือกต่างๆ แต่สุดท้ายมาตรการเหล่านี้ไม่สามารถทำงานได้หรือทำงานได้จำกัด บนจารีตปกครองแบบไทยๆ ที่เอื้อให้รัฐเป็นใหญ่ สามารถใช้อำนาจลงโทษคนรุนแรงเกินกว่าเหตุได้ และเน้นให้คนดีปกครองบ้านเมืองมากกว่าสร้างกลไกจำกัดการใช้อำนาจรัฐ โจทย์การปฏิรูปลดโทษอาญาเฟ้อตลอดจนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมโดยทั่วไป จึงไม่ใช่แค่คิดหามาตรการทางเลือกเป็นส่วนๆ แต่ต้องไปให้ถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมการเมืองที่ยึดหลักนิติธรรม ไม่ยอมให้รัฐใช้อำนาจบาตรใหญ่ ไม่ยอมให้มีการละเมิดสิทธิพื้นฐาน

ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (TIJ) และ 101 PUB – 101 Public Policy Think Tank ในโครงการศึกษาเงื่อนไขเชิงระบบในการปฏิรูปกระบวนยุติธรรม (System Diagnostic Approach: the Road to Unlock Thai Justice Reform)

 [+]

References ↑1 รวบรวมจากข้อมูลในคเณศ เต็งสุวรรณ์. ปัญหาการจัดระบบกฎหมายที่กำหนดความผิดอาญาในประเทศไทย.วิทยานิพนธ์นิติศาสตร์มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2558 และข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ↑2 ศุภวัฒน์ สิงห์สุวงษ์, “เกณฑ์พิจารณาในการเลือกกำหนดโทษทางปกครองแทนโทษอาญา,”สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. 2560, http://web.krisdika.go.th/data/outsitedata/outsite16/file/15-2-60-2.pdf (เข้าถึงเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2566) ↑3 คำนวณจากข้อมูลสถิติคดีของสำนักงานศาลยุติธรรมปี พ.ศ. 2561-2565 ↑4 คำนวณจากข้อมูลสถิติของสำนักงานศาลยุติธรรมโดยใช้จำนวนวันทำการ 242 วัน ↑5 คำนวณจากข้อมูลสถิติคดีของสำนักงานศาลยุติธรรม พ.ศ. 2565 ↑6 Transform Drug Policy Foundation. DRUG DECRIMINALISATION IN PORTUGAL: SETTING THE RECORD STRAIGHT. https://transformdrugs.org/assets/files/PDFs/Drug-decriminalisation-in-Portugal-setting-the-record-straight.pdf, 2021 (เข้าถึงวันที่ 24 สิงหาคม 2566) ↑7 ข้อมูลสถิติคดีของสำนักงานศาลยุติธรรมปีพ.ศ. 2565 ↑8 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย. โครงการพัฒนาตัวชี้วัดด้านค่าใช้จ่ายเพื่อส่งเสริมหลักนิติธรรมในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา. เสนอต่อสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน). 2562 ↑9 เพิ่งอ้าง. ↑10 ข้อมูลสถิติผู้ต้องราชทัณฑ์ของกรมราชทัณฑ์ ↑11 ธำรงลักษณ์ ลาพิน. “ทำไมต้องปรับเป็นพินัย?,” สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, http://web.krisdika.go.th/pdfPage.jsp?type=act&actCode=13778 (เข้าถึงเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2566) ↑12 เพิ่งอ้าง. ↑13 เพิ่งอ้าง. ↑14 พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มาตรา 40 ↑15 ข้อมูลสถิติการชำระเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทย, https://www.bot.or.th/th/statistics/payment.html (สืบค้นวันที่ 9 กันยายน 2566) ↑16 Article19. ความจริงที่ต้องพูดถึง กรณีสนับสนุนการยกเลิกความผิดฐานหมิ่นประมาททางอาญาในประเทศไทย. 2564, https://www.article19.org/wp-content/uploads/2021/03/Thailand_Truth_be_told_decriminalise_defamation_THAI.pdf (เข้าถึงเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2566) ↑17 ณัฏฐาพร การโคกกรวด. การนำมาตรการชะลอการฟ้องมาใช้ในคดียาเสพติด. วิทยานิพนธ์นิติศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.2562 ↑18 มติชนออนไลน์, 26 มีนาคม 2559, “ตุลาการค้าน ร่างพ.ร.บ.ชะลอฟ้อง ประธานศาลฎีกา ยื่นหนังสือห่วงใย ถึง”พรเพชร”,” https://www.matichon.co.th/local/crime/news_84930 (เข้าถึงเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2566) ↑19 กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ.รายงานประจำปี 2565 ↑20 ทั้งนี้ การไกล่เกลี่ยความผิดที่มีอัตราโทษไม่เกิน 3 ปียังมีเงื่อนไชด้วยว่าผู้ต้องหาที่จะทำการไกล่เกลี่ยได้จะต้องไม่เคยได้รับการไกล่เกลี่ยตามกฎหมายนี้มา ยกเว้นแต่เป็นความผิดโดยประมาท ความผิดลหุโทษซึ่งพ้นระยะเวลาเกิน 3 ปีแต่มีคำสั่งยุติคดีและผู้ต้องหาไม่อยู่ระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ตามมาตรา 42 กฎหมายการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ↑21 เพิ่งอ้าง. ↑22 สำนักงานศาลยุติธรรม.ผลการดำเนินงานด้านคดีของศาลยุติธรรมประจำปีพ.ศ. 2565 ↑23 ข้อมูลสถิติจากสำนักงานอัยการสูงสุด ↑24 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย.นิติเศรษฐศาสตร์ของระบบยุติธรรมทางอาญาของไทย.เสนอต่อสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. 2554 ↑25 ธำรงลักษณ์ ลาพิน. “ทำไมต้องปรับเป็นพินัย?,” สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, http://web.krisdika.go.th/pdfPage.jsp?type=act&actCode=13778 (เข้าถึงเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2566) และรายงานผลการดำเนินการของคณะอนุกรรมการศึกษาและยกร่างกฎหมายเพื่อปรับปรุงกฎหมายที่กำหนดความผิดทางอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวหรือเปรียบเทียบได้, https://www.lawreform.go.th/index.php/post/686 (เข้าถึงเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2566) ↑26 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย.นิติเศรษฐศาสตร์ของระบบยุติธรรมทางอาญาของไทย.เสนอต่อสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. 2554 ↑27 คณะอนุกรรมการศึกษาผลกระทบกฎหมายเกี่ยวกับการใช้มาตรการชะลอฟ้องและมาตรการต่อรองคำสารภาพ. “รายงานศึกษาผลกระทบกฎหมายเกี่ยวกับการใช้มาตรการชะลอฟ้องและมาตรการต่อรองคำสารภาพ,” วารสารดุลพาห.ปีที่ 52 เล่ม 1 (มกราคม-เมษายน 2548): 3-89. ↑28 วรเจตน์ ภาคีรัตน์. “หลักนิติรัฐและหลักนิติธรรม,” จุลนิติปีที่ 9 ฉบับที่ (มกราคม – กุมภาพันธ์ 2555) ↑29 จากข้อมูลสถิติดัชนีหลักนิติธรรมของ World Justice Project, https://worldjusticeproject.org/rule-of-law-index/ ↑30 พวงทอง ภวัครพันธุ์. ปฏิบัติการสงครามของการรณรงค์ปัญหายาเสพติดในประเทศไทย. ในความรุนแรงซ่อน/หาสังคมไทย, ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, บรรณาธิการ:มติชน, 2553. ↑31 ประชาไท, 8 ธันวาคม 2549, “กระทรวงยุติธรรมรวบรวมคำพูด “ทักษิณ” เป็นหลักฐานมัดปลุกฆ่าตัดตอน,” https://prachatai.com/journal/2006/12/10819 (เข้าถึงเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2566) ↑32 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ. รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2547. ↑33 พวงทอง ภวัครพันธุ์. ปฏิบัติการสงครามของการรณรงค์ปัญหายาเสพติดในประเทศไทย. ในความรุนแรงซ่อน/หาสังคมไทย, ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, บรรณาธิการ:มติชน, 2553. ↑34 เพิ่งอ้าง ↑35 หนังสือแจ้งผลวินิจฉัยร่างพระราชบัญญัติบำบัดฟื้นฟู คุ้มครองดูแล และพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ใช้ยาเสพติด พ.ศ…จากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรถึงเครือข่ายคนทำงานด้านยาเสพติด, https://ilaw.or.th/sites/default/files/PL%20letter.pdf (เข้าถึงเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2566) ↑36 ประชาไท, 20 กุมภาพันธ์ 2562, “ตุลาการธิปไตย #4 นโยบายทวงคืนผืนป่าของ คสช. ผ่านกฎหมายเดิมที่อำนาจนิยมซึ่งใช้ได้ดีในยุคเผด็จการ” (เข้าถึงเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2566) และ BBC, 21 กรกฎาคม 2562, “ทวงคืนผืนป่า : เสียงจากชาวบ้านซับหวาย น้ำตาคนจนหลังถูกทวงคืนผืนป่า,” https://www.bbc.com/thai/thailand-49027185 (เข้าถึงเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2566) ↑37 The101.world, 31 มีนาคม 2566, “กฎหมายไม่ใช่ความยุติธรรมเสมอไป: ธงทอง จันทรางศุ มองกระบวนการยุติธรรมในวันที่ต้องเรียกหาศรัทธา,” https://www.the101.world/tongthong-chandransu-interview/ (เข้าถึงเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2566) ↑38 ธงชัย วินิจจะกูล.นิติรัฐอภิสิทธิ์และราชนิติธรรม: ประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของ Rule by Law แบบไทย. ปาฐกกาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 17. คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 2563, https://www.econ.tu.ac.th/uploads/archive/file/20200826/adfopqruy469.pdf (เข้าถึงวันที่ 27 กรกฎาคม 2566) ↑39 เพิ่งอ้าง ↑40 เพิ่งอ้าง. ↑41 เพิ่งอ้าง. ↑42 มุนินทร์ พงศาปาน. รื้อการเรียนการสอนนิติศาสตร์ไทย เปลี่ยน ‘นักกฎหมายใบ้’ ให้เป็น ‘ผู้พิทักษ์สิทธิประชาชน’. The 101 World. 2565, https://www.the101.world/legal-education-reform (เข้าถึงเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2566) ↑43 ธงชัย วินิจจะกูล. เปลี่ยนให้ผ่านนิติอธรรม เปลี่ยนให้ผ่านกระบวนการยุติธรรมไทย. ปาฐกถาพิเศษงานเสวนาวิชาการสถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด. 30 กันยายน 2565, https://www.youtube.com/watch?v=GvGvCFseQ68 (เข้าถึงวันที่ 2 กันยายน 2566) และ The 101 World, 16 กุมภาพันธ์ 2565,“‘เมื่อโลกปรับ นิติศาสตร์ไทยจึงต้องเปลี่ยน’ มองหนทางปฏิรูประบบยุติธรรมไทย กับ สุรพล นิติไกรพจน์” https://www.the101.world/suraphol-nitikraipot-interview (เข้าถึงเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2566) ↑44 สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ.ข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษานิติศาสตร์แห่งชาติเบื้องต้น: ถอดรื้อการเรียนกฎหมายแบบ ‘เนติบัณฑิตไทย’ . The 101 World. 2565, https://www.the101.world/legal-education-reform-recommendation(เข้าถึงเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2566)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...