พ่อเล่าใจสลาย ลูกตาบอดมา 3 ปี เพิ่งรู้ตอนถ่ายรูป หวังอย่าเป็นมะเร็ง ฝ่ายลูกกลับให้กำลังพ่อแม่แทน
พ่อเล่าใจสลาย ลูกตาบอดมา 3 ปี เพิ่งรู้ตอนถ่ายรูป หวังอย่าเป็นมะเร็ง จะได้ไม่ต้องเสียดวงตา ฝ่ายลูกสุดเข้มแข็ง ให้กำลังพ่อแม่แทน เผยที่ผ่านมาลูกใช้ชีวิตปกติ ไม่เคยพูดถึงตาที่มองไม่เห็นจึงไม่รู้เรื่อง
จากกรณีคุณพ่อโพสต์คลิปลงในติ๊กต็อก "meawza000" ถึงเรื่องราวของลูกวัย 3 ขวบ ที่จู่ๆ ตาก็มองไม่เห็น 1 ข้าง โดยระบุว่า "อยากจะร้องไห้ดังๆ สงสารลูกจับใจ อยู่ดีๆ ตาก็มองเห็นข้างเดียว พอปิดตาข้างที่มองเห็นลูกบอกว่ามืด มีโรงพยาบาลไหนรักษาให้หายได้บ้างครับ" อ่านข่าว สงสารลูกจับใจ อยู่ๆ ตามองไม่เห็น 1 ข้าง ลองปิดตาก็เดินชนตู้เย็น หมอบอกโอกาสมองเห็นน้อย
ล่าสุดเวลา 17.00 น.วันที่ 21 ต.ค.66 นายบุญช่วย อายุ 33 ปี และ น.ส.วรรณภา อายุ 30 ปี พ่อและแม่ของน้องไดมอนด์ อายุ 3 ปี 10 เดือน เปิดใจกับ “ข่าวสดออนไลน์” ว่า เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติของดวงตาน้องเมื่อประมาณ 1 เดือนที่แล้ว เนื่องจากว่าครอบครัวไปเที่ยวทะเลกัน แล้วถ่ายรูปแบบเปิดแฟรช ตอนน้องเล่นน้ำทะเลตอนกลางคืน ปรากฏว่า ที่ดวงตาน้องมีจุดสีขาวกลมๆ อย่างเห็นได้ชัด ก็เริ่มสงสัยว่าดวงตาน้องคงมีความผิดปกติบางอย่าง
แต่พอเริ่มเห็นความผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็นของลูก จึงทดสอบด้วยการนำผ้าก๊อซไปปิดตาข้างที่สงสัยว่าอาจจะมองไม่เห็น แล้วให้ลูกมองหาแม่หรือพี่ชาย ปรากฏว่าลูกหาไม่เจอ และเดินไปสะดุดหกล้มบ้าง ตอนนั้นจึงเริ่มแปลกใจ และคิดว่าลูกอาจจะมีปัญหาด้านการมองเห็น แต่ไม่คิดว่าถึงขั้นจะตาบอดเลย และได้ลองทำแบบเดิมอยู่หลายครั้ง เขาก็บอกแต่ว่ามืดเหมือนเดิม ทั้งที่แม่นั่งอยู่ข้างๆ แต่กลับเดินไปชนตู้เย็น
ก่อนหน้าที่แม่ของน้องเล่าว่า เคยเห็นตาน้องเป็นแววๆ ตอนอายุประมาณ 1 ขวบ แต่น้องใช้ชีวิตปกติร่าเริงเล่นเหมือนเด็กคนอื่นๆ ทั่วไป และเล่นเตะบอลกับเพื่อนปกติ ก็เลยไม่ได้เอะใจ ปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้ และน้องไม่เคยเล่าอะไรให้พ่อกับแม่ฟังเลยว่ามองไม่เห็น ทั้งที่เป็นคนช่างพูด ช่างถาม ช่างสังเกตแต่นี่น้องไม่พูดอะไรเลย ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเกี่ยวกับเรื่องของการมองไม่เห็นเลย ก็เลยไม่มั่นใจว่าน้องมองไม่เห็นตั้งแต่เกิดหรือว่ามองไม่เห็นตอนไหนเพราะว่ามันไม่มีอะไรผิดปกติ
หลังจากพาน้องไดมอนด์ไปโรงพยาบาลแล้ว คุณหมอก็ให้กลับมานอนพักที่บ้านและจะนัดไปหาหมออีกทีในวันที่ 24 ต.ค.นี้ เบื้องต้นมีการตรวจเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็ได้พูดคุยกับคุณหมอ ทราบว่า ตาน้องมีน้ำอยู่ในตาดำและใต้น้ำมีก้อนเนื้อเล็กๆ อยู่ แต่ไม่มั่นใจว่าจะเป็นเนื้อร้ายหรือเปล่าต้องรอผลตรวจอีกทีนึง ซึ่งถ้าเป็นเนื้อร้ายก็ต้องรีบผ่าตัดออกและใส่ตาเทียมเข้าไปแทน
แต่ที่เเน่ๆ เลย คือคุณหมอบอกว่าน้องไม่มีสิทธิ์มองเห็นอีกแล้ว จะเหลือตาข้างเดียวที่ยังใช้งานได้ ก็ยังคงรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ ครอบครัวก็หาเช้ากินค่ำ คุณแม่ทำงานบริษัท ส่วนคุณพ่อขับรถส่งของบริษัทเอกชน ปกติแล้วไม่มีคนเลี้ยงลูกก็จะนำลูกชายคนนี้และลูกอีกคนนึงไปทำงานด้วยทุกวัน
ตอนนี้ก็รู้สึกว่าทำใจไม่ได้ หัวใจสลาย ไม่มีจิตใจจะทำอะไรเลย เหมือนตายทั้งเป็น เหมือนชีวิตนี้จะไปต่อไม่ได้แล้ว มันพูดไม่ออกทำอะไรไม่ถูก ได้แต่นั่งมองหน้าแล้วก็ร้องไห้ เหมือนสติแตกไปแล้วไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะทำอะไร หรือจะไปยังไงต่อได้บ้าง แต่ก็ต้องยอมรับความเป็นจริง ตอนนี้สิ่งที่ทำได้คือได้แต่ภาวนาว่าขอให้ชิ้นเนื้อที่พบในดวงตาไม่ใช่เนื้อร้ายและไม่ได้เป็นมะเร็ง ขอให้ลูกไม่เสียดวงตาไป
ซึ่งหลังจากที่รู้ว่าลูกมองไม่เห็นหนึ่งข้างได้ไปคุยกับคุณหมอที่โรงพยาบาล และน้องก็รับรู้ว่าน้องจะมองไม่เห็น ซึ่งน้องก็ให้กำลังใจพ่อกับแม่ดีมากบอกกับแม่ว่า "ไดมอนด์ไม่เป็นไรครับแม่ เดี๋ยวคุณหมอก็จะเปลี่ยนตาให้ไดมอนด์ใหม่ มันไม่ได้เป็นอะไรแม่ ไดมอนด์มองเห็นปกติ" พอได้ยินแบบนี้ก็ยิ่งร้องไห้หนักมาก ในเมื่อลูกยังสู้ ตนก็ต้องสู้ให้เต็มที่
ลูกอาจจะเข้าใจว่าการที่เขามองเห็นแค่นั้นคือเรื่องปกติ ด้วยความเป็นพ่อตนก็ให้กำลังใจลูกไปว่าเดี๋ยวคุณหมอก็จะใช้ดวงตาไอร่อนแมนให้จะได้เท่ๆ เพราะไม่อยากให้เขาคิดมาก แต่ตอนนี้เขาก็ปกติไม่ได้เจ็บปวดหรือมีอาการอะไร มีแต่ตัวพ่อกับแม่เองที่ยังทำใจไม่ได้เพราะเพิ่งรู้เรื่อง