โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

“หัวใจหยุดเต้นฉับพลัน” แนะวิธีสังเกต และ 5 ขั้นตอนช่วยชีวิตถูกวิธี

SpringNews

อัพเดต 16 ธ.ค. 2565 เวลา 06.58 น. • เผยแพร่ 16 ธ.ค. 2565 เวลา 06.42 น.

“หัวใจหยุดเต้นฉับพลัน” เป็นอาการที่เกิดขึ้นแบบไม่มีสัญญาณบอกล่วงหน้า และอาจเกิดได้ในคนที่มีอายุน้อย วันนี้จะมาแนะวิธีสังเกต และ 5 ขั้นตอนช่วยชีวิตถูกวิธี เพิ่มโอกาสรอดชีวิตมากที่สุด

อาการหัวใจหยุดเต้นส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันและไม่มีสัญญาณบอกล่วงหน้า หรืออาจมีอาการเจ็บหน้าอกเฉพาะที่ หากคนในครอบครัว คนใกล้ตัว หรือพบคนหมดสติจากสภาวะหัวใจหยุดเต้น สิ่งที่ต้องทำโดยเร็วที่สุดคือการช่วยชีวิตอย่างถูกวิธี เพื่อจะได้เพิ่มโอกาสรอดชีวิตมากที่สุด

นพ.ชาติทนง ยอดวุฒิ อายุรแพทย์หัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ กล่าวว่า อาการหัวใจหยุดเต้นสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ที่พบบ่อยที่สุดคือเกิดจากโรคหัวใจ โดยเฉพาะอาการลิ่มเลือดอุดตันหรือเส้นเลือดหัวใจตีบฉับพลัน จากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเกิดตีบหรืออุดตันเฉียบพลัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หากขาดการรักษาอย่างทันท่วงทีจะส่งผลให้หัวใจหยุดเต้นได้ หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรง อาจเต้นช้าหรือเต้นเร็วผิดปกติ หรือทั้งเต้นช้าและเต้นเร็วสลับกัน อาจรุนแรงถึงขั้นหัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตได้ และกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติตั้งแต่กำเนิด สามารถพบได้ในคนที่มีอายุน้อย เกิดขึ้นบริเวณกล้ามเนื้อหัวใจห้องซ้ายล่าง ผนังหัวใจจะหนามากจนปิดกั้นการสูบฉีดเลือด ทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรง จนทำให้หัวใจหยุดเต้นฉับพลันได้

นพ.ชาติทนง ยอดวุฒิ อายุรแพทย์หัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ส่วนใหญ่แล้วอาการหัวใจหยุดเต้นฉับพลันจะไม่มีสัญญาณเตือน แต่อาจจะมีอาการเจ็บ แน่นหน้าอก ร้าวไปที่แขน หรือเจ็บบริเวณลิ้นปี่ โดยอาการจะเกิดขึ้นเมื่อทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงอย่างขึ้นบันได เดิน รวมถึงตกใจสุดขีด โดยจะเกิดร่วมกับอาการเหงื่อออก ใจสั่น หน้าซีดคล้ายจะเป็นลมหรือหมดสติ โดยถ้าเห็นคนจะเป็นลม แน่นหน้าอก เหงื่อแตก ล้มฟุบ ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจมีภาวะหัวใจหยุดเต้น ควรรีบเข้าไปช่วยเหลือทันที

“หัวใจหยุดเต้นฉับพลัน” แนะวิธีสังเกต และ 5 ขั้นตอนช่วยชีวิตถูกวิธี

วิธีการช่วยชีวิตตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ได้แก่

ขั้นตอนที่ 1 ตั้งสติและสังเกตดูความปลอดภัย ผู้ให้การช่วยเหลือต้องตั้งสติ พยายามไม่ตกใจ ดูเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าว่าเกิดอะไรขึ้น จากนั้นตรวจสอบก่อนเข้าช่วยเหลือ หากอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย เช่น ไฟฟ้าช็อต ไฟไหม้ ตึกถล่ม ห้ามเข้าไปช่วยเหลือโดยเด็ดขาด ควรรอดูสถานการณ์ให้ปลอดภัยแล้วเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมายังสถานที่ปลอดภัย เพื่อให้ความช่วยเหลือต่อไป

ขั้นตอนที่ 2 เข้าให้ความช่วยเหลือผู้ที่หัวใจหยุดเต้นฉับพลัน จัดท่าผู้ป่วยให้นอนหงายราบบนพื้นแข็ง ปลุกเรียกผู้ป่วยด้วยเสียงดังและตบที่ไหล่ทั้งสองข้าง เพื่อดูการตอบสนองว่าผู้ป่วยหมดสติหรือไม่ จากนั้นหากผู้ป่วยตื่นหรือรู้สึกตัว ให้จัดท่านอนตะแคง

“หัวใจหยุดเต้นฉับพลัน” แนะวิธีสังเกต และ 5 ขั้นตอนช่วยชีวิตถูกวิธี

ขั้นตอนที่ 3 ฟังเสียงหายใจและดูจังหวะการหายใจที่หน้าอก เพื่อตรวจดูว่าผู้ที่หัวใจหยุดเต้นหายใจหรือไม่ โดยเอียงหูลงไปแนบใกล้ปากและจมูกของผู้ป่วยเพื่อฟังเสียงหายใจ ใช้แก้มเป็นตัวรับสัมผัสลมหายใจที่อาจออกมาจากจมูกหรือปากของผู้ป่วยและใช้ตาจ้องดูการเคลื่อนไหวที่หน้าอกของผู้ป่วยว่ากระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะหรือไม่

ขั้นตอนที่ 4 ร้องขอความช่วยเหลือและโทรแจ้ง 1669 ว่ามีคนหมดสติ ไม่หายใจ ระบุสถานที่เกิดเหตุ ขอรถพยาบาลและเครื่อง AED พร้อมระบุชื่อและเบอร์โทรศัพท์คนที่ติดต่อ เพราะยิ่งช่วยได้เร็วยิ่งดี

“หัวใจหยุดเต้นฉับพลัน” แนะวิธีสังเกต และ 5 ขั้นตอนช่วยชีวิตถูกวิธี

ขั้นตอนที่ 5 เริ่มทำ CPR หากผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ หรือหายใจเฮือก ต้องปั๊มหน้าอกให้ลึกพอที่แรงกดจะไปเอาเลือดออกจากหัวใจได้

ซึ่งต้องกดลงไปบริเวณกระดูกหน้าอกลึกลงไปประมาณ 2 นิ้ว เพื่อให้แรงมากพอที่จะทำให้เลือดในหัวใจบีบออกมาและจังหวะต้องเหมาะสมคือประมาณ 100 ครั้งต่อนาที ในการช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจหยุดเต้นจะมีเวลาอยู่ที่ประมาณ 4- 5 นาที ไม่ควรเกินกว่านี้ เพราะจะทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงสมองและอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

นอกจากนี้เพื่อเป็นการป้องกันเหตุการณ์หรือความเสี่ยงดังกล่าว ควรได้รับการตรวจเช็กสุขภาพหัวใจเป็นประจำทุกปีและควรเตรียมตัวให้พร้อมเสมอกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ รพ.หัวใจกรุงเทพ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...