พ่อพระเอกดัง โบ้ยลูกชายคนโต เอารถไปใช้ หนุ่มใหญ่บ่ทน คนค้ำประกันซวย จ่อโดนยึดบ้าน
The Bangkok Insight
อัพเดต 06 ธ.ค. 2565 เวลา 03.12 น. • เผยแพร่ 06 ธ.ค. 2565 เวลา 03.06 น. • The Bangkok Insightหนุ่มใหญ่ ชาวขอนแก่น ร้องสื่อ หลังได้ค้ำประกันซื้อรถยนต์ให้ พ่อพระเอกดังช่องมากสี แต่กลับถูกหมายศาล บังคับคดี เตรียมยึดทรัพย์ เหตุเพราะพ่อพระเอกไม่ยอมจ่ายงวดรถ เข้าไปตามเรื่อง ก็ไม่สนใจ บอกไม่ใช่เรื่องของตน!
วันที่ 5 ธันวาคม - คำสิงห์ เนตรน้อย (สิงห์) ผู้เสียหาย ออกมาเล่าเรื่องราวผ่านรายการ ถกไม่เถียง ทางช่อง 7HD ดำเนินรายการโดย ทิน โชคกมลกิจ เล่าว่า รถคันดังกล่าวเขาจะซื้อในชื่อของ พ่อพระเอกดัง แต่คนที่ใช้จริง ๆ คือพี่ชายของพระเอกดัง ซึ่ง แฟนของพี่ชาย มาขอร้องให้ตนไปค้ำประกันการออกรถคันนี้ให้หน่อย ถ้าเขาออกรถได้ จะช่วยให้เขาหางานทำได้
- แมท ภีรนีย์ ยังเหมือนเดิม แต่ สงกรานต์ ขอกลับไปคุย รับเจอน้อยลง ต่างคนต่างยุ่ง
- เงินมาเรื่องจบ! อั้ม พัชราภา เคลียร์ปมจ่อฟ้องดาราดัง ชี้ ผ่อนปรนให้มาเป็นปี
- หญิงแย้ เปิดหน้าอกโชว์ชัด ๆ มีอาการนมเหล่ หวั่นเกิดมะเร็ง ตัดสินใจผ่าซิลิโคนเก่าออก
พ่อพระเอกดัง โบ้ยลูกชายคนโต เอารถไปใช้ หนุ่มใหญ่บ่ทน คนค้ำประกันซวย จ่อโดนยึดบ้าน
ทั้งนี้ สนิทกันระดับหนึ่ง เลยเป็นสาเหตุใจอ่อน ค้ำประกันรถให้เขาเมื่อปี 2563 เสร็จแล้วเขาก็เอารถไป ไม่ได้มีปัญหาอะไร จนกระทั่ง ตุลาคม 2564 มีหมายศาลมาถึงตน แจ้งว่าทางครอบครัวนี้ เขาไม่ได้ชำระค่างวดรถแล้ว ผ่อนไปได้แค่ 3 งวด ตนเลยเอาหมายศาลฉบับนี้ไปปรึกษากับพ่อของพระเอกดังกล่าว ซึ่งในหมายระบุให้ตัวพ่อ ไปขึ้นศาล แต่เขาก็ไม่ไป ตนได้สอบถามว่าทำไมถึงไม่จ่ายค่างวดรถ เขาตอบว่า "มันไม่ใช่เรื่องของเขา" เป็นเรื่องของลูกชาย มีเรื่องอะไร เขาก็จะส่งเอกสารไปให้ลูกชายที่กรุงเทพฯหมด แต่ลูกเขาก็เงียบเช่นกัน
ต่อมามีหมายศาลมาอีกฉบับตอน พฤษภาคม 2565 เป็นหมายบังคับคดีแล้ว แจ้งว่า ตนจะโดนยึดบ้าน ยึดทรัพย์ หากไม่ไปปิดยอดตามที่เขากำหนดมา ซึ่งตนก็ได้ไปบอกกับพ่อพระเอก แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไร จนไฟแนนซ์โทรมา เขาอยากจบคดี เลยขอเงิน 3.5 แสน เพื่อจบคดี แล้วจะปิดคดีทุกอย่าง ตนไปบอกทางพ่อพระเอก เขาก็ไม่เอา ไม่ยอมไปปิดหนี้ เอาแต่ส่งเรื่องไปหาแต่ลูกชายคนโตที่กรุงเทพฯ คุยแล้วคุยอีกเขาก็ไม่ยอม
ผ่านไปประมาณ 2 เดือน ไฟแนนซ์ก็โทรมาถามอีก ว่าจะปิดหนี้ไหม แต่คราวนี้ต้องเพิ่มยอดเป็น 4 แสน เขาช่วยได้แค่นี้ และให้เขียนคำร้องไป ตนจึงต้องเขียนคำร้องไป เพราะฝั่งพ่อพระเอก เขาไม่ทำอะไรแล้ว ถ้าตนไม่ทำ บ้านตนจะถูกยึด ขณะเดียวกัน ทางไฟแนนซ์ได้ไปสืบทรัพย์มาแล้ว ปรากฎว่า พ่อพระเอกคนนี้ เขาไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย แต่คนที่เป็นผู้ค้ำประกัน มีทั้งบ้าน รถ และที่ดิน ขณะที่ตัวลูกชายคนโตตนได้พยายามโทรติดต่ออยู่ตลอด แต่เขาก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักอย่าง
สุดท้าย ตนต้องเอารถของตัวเองไปเข้าลีสซิ่ง ได้เงินมา 3.2 แสนบาท ส่วนที่เหลือได้ไปขอให้พ่อพระเอกช่วยอีกครั้ง ซึ่งเขาก็ใช้เวลาแค่ 20 นาที เอาเงินมาให้ตน 1 แสนบาท ตนก็งงว่าเขาเอาเงินมาจากไหน ทั้งที่ตลอดเวลาไม่เคยไปผ่อนรถเลย จากนั้นตนจึงเอาเงินทั้งหมดไปจ่ายไฟแนนซ์เพื่อปิดจบคดี ซึ่งตนก็ต้องผ่อนคืนให้ลีสซิ่งอีก จึงนำสัญญาเงินกู้ ตนได้นำไปให้พ่อของพระเอกดังเซ็นรับทราบ ให้เขาผ่อนชำระ 2.5 หมื่นบาทต่อเดือน ทุกวันที่ 2 ของเดือน ซึ่งเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม เขาก็ยังไม่จ่าย อย่างไรก็ตาม ตนต้องการให้เขารับผิดชอบ ยอดที่ตนไปกู้มา ทั้งเงินต้นและเงินดอก ตนอยากปิดหนี้ รวมแล้วประมาณ 3.5 แสนบาท
ขณะที่รถต้นเหตุ ที่ทำให้ต้องเกิดปัญหาขึ้นนั้น ไฟแนนซ์ไม่สามารถไปตามคืนได้ เพราะว่า รถถูกจำหน่ายไปแล้ว ไฟแนนซ์ตามไม่เจอ โดย คุณ เอ (นามสมมติ) พี่ชายพระเอก บอกว่า เอารถไปไว้ที่ที่หนึ่ง พอจะไปเอาคืน ก็ถูกจำหน่ายไปแล้ว ตามคืนไม่ได้ ขณะที่ป้ายทะเบียน ก็ไม่ตรงกับตอนที่ออกรถด้วย
ด้าน เอ (นามสมมติ) พี่ชายของพระเอกดัง ในฐานะของผู้ที่นำรถคันดังกล่าวไปใช้ เผยว่า รถคันดังกล่าว ยังใช้งานอยู่ ทุกวันนี้ ซึ่งงวดผ่อนรถ ตนก็ไม่แน่ใจว่าผ่อนไปกี่งวด เพราะระยะเวลามันนานมากแล้ว แต่ยืนยันว่าได้ผ่อน วันที่ไปปิดยอดรถ ตนตั้งใจจะไปชำระยอดให้เรียบร้อยอยู่แล้ว ที่ผ่านมาที่ไม่ได้จ่ายเพราะ เจอวิกฤติหลายอย่างทั้งโควิด หรือปัญหาชีวิต ในตอนนี้ตนพร้อมจะดูแลทุกอย่างและรับผิดชอบ
ส่วนเงินพ่อ 1 แสนนั้น เป็นเงินเก็บของเขา และสัญญาเงินกู้ ที่คุณคำสิงก์ทำมา จ่ายงวดละ 2.5 หมื่น ก็ให้พ่อเซ็นแล้ว แล้วตนจะเป็นคนรับผิดชอบเอง ซึ่งได้มีการเตรียมเงินไว้เรียบร้อยแล้ว แต่คุณคำสิงห์บอกไม่เอา อยากได้เป็นเงินก้อน ซึ่งตนไม่มี แต่ตนพอมีกำลังที่จะผ่อน 2.5 หมื่นได้
ฟาก ว่าที่ร้อยตรีธนกฤต จิตรอารีรัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องการแปลงหนี้ใหม่ ที่มีฐานเกี่ยวกับหนี้ของเดิม แนะนำให้ค่าคนกลางในการพูดคุยกันดีกว่า เพื่อให้เข้าใจตรงกัน และตกลงสัญญาได้ตรงกัน ซึ่งจะใช้ยุติธรรมประจำจังหวัด หรือกระทรวงยุติธรรมก็ได้ ส่วนตัวตนมองว่า ถ้าเขามีเจตนาจะชำระเงินเรา มันล่าช้าไปบ้าง แต่ยังอยู่ในกรอบเวลา ตนว่ารับเอาไว้ก่อน คงไม่ได้ผิดอะไร สำหรับเรื่องดอกเบี้ย แนะนำให้เจรจากันก่อนดีกว่า
ขอบคุณที่มา ถกไม่เถียง
อ่านข่าวเพิ่มเติม