โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ปลายหนาว เข้าร้อน” เผาข้าวหลาม เซ่น “ผีฟ้า” เผาข้าวเปลือก ส่ง “แม่โพสพ” โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 12 ม.ค. 2566 เวลา 10.03 น. • เผยแพร่ 12 ม.ค. 2566 เวลา 05.53 น.

“ปลายหนาว เข้าร้อน” เผาข้าวหลาม เซ่น “ผีฟ้า” เผาข้าวเปลือก ส่ง “แม่โพสพ”
โดยสุจิตต์ วงษ์เทศ

เผาข้าวหลามกับ เผาข้าวเปลือกเป็นพิธีกรรมทางศาสนาผีที่ชาวนาร่วมกันทำขึ้นช่วง “ปลายฤดูหนาว เข้าฤดูร้อน” ของทุกปี ซึ่งอยู่ในระยะปลายมกราคม–ต้นกุมภาพันธ์ ที่ตรงกับเดือน 3 (ตามปฏิทินทางจันทรคติ) ด้วยเหตุผลดังนี้

(1.) ชาวนาสมัยดั้งเดิม “ทำนาทางฟ้า” หมายถึง ทำนาล้าหลังทางเทคโนโลยี ด้วยการอาศัยน้ำฝนตามฤดูกาลจากธรรมชาติ ซึ่งไม่แน่นอนมีทั้งน้ำแล้งและน้ำท่วมจนขาดความมั่นคง

(2.) จึงมีพิธีกรรมพึ่งพาผีผู้มีอำนาจเหนือธรรมชาติ ให้บงการธรรมชาติ บันดาลความอุดมสมบูรณ์มีความมั่นคงในพืชพันธุ์ธัญญาข้าวปลาอาหารเพื่อเลี้ยงคนในชุมชน

1. เผาข้าวหลาม เซ่น “ผีฟ้า”

ลำดับพิธีกรรมเผาข้าวหลามเซ่น “ผีฟ้า” เริ่มด้วยสู่ขวัญข้าว, เผาข้าวหลาม, บายศรี เซ่น “ผีฟ้า”

กำหนดวัน พิธีสู่ขวัญข้าว–เผาข้าวหลามอยู่ในช่วงเวลาเดือน 3 ทางจันทรคติ (ปลายเดือนมกราคม–ต้นเดือนกุมภาพันธ์) แต่ต่างกันตามสถานการณ์มี 3 ระยะ ดังนี้

ระยะแรกเริ่มสู่ขวัญข้าวแล้วเผาข้าวหลามเซ่นผีฟ้า เดือน 3 วันไหนก็ได้หลังนวดข้าวเสร็จ พร้อมวันไหนทำวันนั้น ไม่กำหนดวันตายตัว ต่างคนต่างทำหรือทำใครทำมัน

ระยะต่อมากำหนดพร้อมกันสู่ขวัญข้าวและเผาข้าวหลามเซ่นผีฟ้าขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 เรียก “วันกำฟ้า” (มีอธิบายต่อไปข้างหน้า)

ระยะหลังสุดจนปัจจุบันหลังรับนับถือพุทธศาสนาจึงกำหนดสู่ขวัญข้าวและเผาข้าวหลามพร้อมกันต่อจากนั้นจัดข้าวหลามถวายพระสงฆ์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ทำบุญวันพระใหญ่ “มาฆบูชา” เรียกบุญข้าวหลาม หรือ บุญข้าวจี่

วันกำฟ้า ตรงกับ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ทางจันทรคติ (อยู่ช่วงปลายมกราคม–ต้นกุมภาพันธ์) หมายถึง ช่วงเวลาแปรปรวนครึ้มฟ้าครึ้มฝนขมุกขมัวเหมือนจะมีฝนตกซึ่งเป็นธรรมชาติของการเปลี่ยนผ่านจากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อน ที่ชาวอีสานเรียก “ฟ้าไขประตูฝน” (หมายถึง ฟ้าเปิดประตูให้ฝนตก หลังจากฝนไม่ตกตั้งแต่เดือน 12)

คำว่า “กำฟ้า” (ในชื่อวันกำฟ้า) มาจากคำเดิมว่า “ก่ำฟ้า” หมายถึง ขมุกขมัวครึ้มฟ้าครึ้มฝน [ก่ำ ในคำลาว หมายถึง สีเมฆที่ฝนกำลังจะตกลงมา เรียกเมฆก่ำ (สารานุกรมภาษาอีสานไทยอังกฤษโดย ปรีชา พิณทอง พ.ศ. 2532 หน้า 82)]

ในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ช่วงเปลี่ยนผ่านหรือช่วงเปลี่ยนฤดูจากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อน ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม–ต้นเดือนกุมภาพันธ์ เกิดความแปรปรวนของลมมรสุมซึ่งพัดในทิศทางไม่แน่นอน มักมีฝนฟ้าคะนองเป็นฝนหลงฤดูเพราะไม่ใช่ฤดูฝนตามปกติ

ฝนหลงฤดูมีเรียกหลายชื่อต่างๆ กัน ได้แก่ ฝนชะลาน (หมายถึงน้ำฝนชะล้างลานนวดข้าวที่เพิ่งเสร็จจากนวดข้าว), ฝนชะช่อมะม่วง (หมายถึง น้ำฝนราดรดต้นมะม่วงที่กําลังออกช่อ ทําให้บางช่อหลุดไป บางช่อเหลืออยู่)

[จากหนังสือ อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย (เล่ม 1) ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์ครั้งที่สี่ พ.ศ. 2545 หน้า 140]

(1.) สู่ขวัญข้าว

สู่ขวัญข้าวเป็นพิธีกรรมเพื่อความมั่นคงทางอาหารของชุมชน ซึ่งชาวนาดั้งเดิมถือเป็นพิธีกรรมครั้งใหญ่มีต่อแม่ข้าว

ข้าวที่ต้องสู่ขวัญรวมอยู่ในที่เก็บรักษา เช่น ยุ้ง, เล้า หรืออาจเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของบ้านเรือนที่จัดไว้โดยเฉพาะก็ได้

[สมัยดั้งเดิมเริ่มแรกหลายพันปีมาแล้วคนส่วนมากกินข้าวเหนียว (ข้าวเมล็ดป้อม) เป็นอาหารหลักในชีวิตประจำวัน ส่วนข้าวเจ้าหรือข้าวเมล็ดเรียวเริ่มกินจริงจังสมัยหลังจากกินข้าวเหนียวนับพันๆ ปี จากนั้นกินข้าวเจ้าสืบมาจนปัจจุบัน]

(บนสู่ขวัญข้าว วันกำฟ้าของชาวไทยพวน ต. บ้านกลับ อ. หนองโดน จ. สระบุรี (ภาพจาก https://www.youtube.com/watch?v=3h9v8LzfXc)(ล่าง)สู่ขวัญข้าว วันกำฟ้า ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ทางจันทรคติ (ในภาพ) หมอขวัญทำพิธีที่วัดใหม่ดงกระทงยาม ต. ดงกระทงยาม อ. ศรีมหาโพธิ จ. ปราจีนบุรี

(2.) เผาข้าวหลาม

ข้าวที่ผ่านพิธีทําขวัญ ถูกแบ่งชุดแรกไปตําซ้อมเป็นข้าวกล้อง แล้วทำให้สุกด้วยวิธีดั้งเดิมเริ่มแรก เรียกเผาข้าวหลาม จึงได้ข้าวหลามสุกชุดแรกเพื่อเซ่นผีฟ้า เรียก “บายศรี” หรือ “ข้าวขวัญ” (ข้าวที่ผ่านพิธีทำขวัญยังเอาไปหุงให้คนกินไม่ได้ เพราะมีข้อห้ามว่าต้องเอาไปเซ่นผีฟ้าก่อนคนจึงกินได้)

ข้าวหลามในกระบอกไผ่เมื่อเผาไฟสุกแล้ว เรียก “บายศรี” เพื่อเซ่นผีฟ้า

ทำให้สุกด้วยวิธีดั้งเดิมหมายถึงข้าวสารเหนียวชุ่มน้ำในกระบอกไผ่ถูกทำให้สุกด้วยการสุมไฟข้างนอก ปัจจุบันเรียกเผาข้าวหลาม

บางทีเอาข้าวหลามไป “จี่” เผาไฟไหม้เกรียมมีกลิ่นหอมเรียกข้าวจี่

[หลังรับพุทธศาสนาจากอินเดีย พิธีสู่ขวัญข้าวแล้วเผาข้าวหลามทําข้าวจี่ทางศาสนาผีก็ถูกปรับเปลี่ยนเข้ากับประเพณีทําบุญของชาวพุทธ เรียกบุญข้าวหลาม, บุญข้าวจี่]

(บน)กรอกข้าวเหนียวใส่กระบอกไม้ไผ่ก่อนนำไปเผาไฟให้สุกเป็นข้าวหลาม(ล่าง) เผาข้าวหลาม ในงานบุญข้าวหลาม เดือน 3 (ทางจันทรคติ ตรงกับเดือนกุมภาพันธ์) วัดหัวสำโรง. หัวสำโรง อ. แปลงยาว. ฉะเชิงเทรา (ภาพจาก มติชนรายวัน ฉบับวันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.. 2559)

ผาข้าวหลาม ด้วยการตั้งวางเรียงกระบอกข้าวหลามเป็นแถว แล้วสุมไฟขนาบสองข้างจนกว่าข้าวเหนียวในกระบอกจะสุกทั่วกัน (จากห้องสมุดภาพมติชน)

บุญข้าวหลาม เดือน 3 ยุคก่อนๆ ยังหนาวมาก ต้องอาศัยผิงไฟแก้หนาวจากกองไฟเผาข้าวหลามตอนกลางคืนและตอนเช้า ดังเห็นเด็กๆ ในภาพนี้ ที่ จ. กาฬสินธุ์ เมื่อ 7 มกราคม 2555 (จาก ห้องสมุดภาพมติชน)

(3.) บายศรี เซ่น “ผีฟ้า”

บายศรีสมัยดั้งเดิมเริ่มแรก คือข้าวหลาม (ไม่มีกะทิ) ใส่กระทงเซ่นผีฟ้า

บายศรีมีต้นตอจากคำเขมรว่าบายสี หรือ บายสฺรี (บาย–เซฺร็ย) แปลว่า ข้าวสุกแม่ข้าว (บาย แปลว่า ข้าวสุก, สฺรี แปลว่า หญิง หรือสตรี) ต่อมาคำว่า สฺรี ถูกกลืนจากคำว่า ศรี (ที่หมายถึง พระศรี คือ พระลักษมี) เลยสะกดว่าบายศรี

บายศรีคือ ข้าวขวัญ หมายถึง ข้าวสุกที่ได้จากข้าวเปลือกเหนียวผ่านพิธีสู่ขวัญข้าวแล้วแบ่งไปตำซ้อมเป็นข้าวสาร (ข้าวกล้อง) ทำให้สุกชุดแรกเรียกข้าวสุกเซ่นผีฟ้า และด้วยเหตุข้าวสุกได้จากข้าวเปลือกที่ผ่านพิธีทำขวัญ จึงเรียกข้าวสุกชุดนี้ว่าข้าวขวัญ

กระทง ทำจากใบตองและกาบกล้วยเพื่อใส่ข้าวขวัญเซ่นสังเวยผีฟ้า ถูกทำให้วิจิตรพิสดารขึ้นตามสภาพสังคมและเศรษฐกิจ–การเมืองหลังรับวัฒนธรรมอินเดีย

[กระทง หมายถึง ภาชนะใส่สิ่งของเย็บด้วยใบตองหรือกาบกล้วย ต่อมาอาจทำด้วยวัสดุอื่นๆ (เช่น กระดาษ เป็นต้น) หรือกระบาน (สะกดด้วย น. หนู) หมายถึงภาชนะใส่เครื่องเซ่นสังเวยคล้ายกระทง, กระบะ ฯลฯ ทำจากกาบกล้วยพับหักมุมเป็นสี่เหลี่ยมหรือสามเหลี่ยมก็ได้ โดยใช้ไม้ตอกเส้นเสียบขัดแน่นเป็นตารางยึดติดกัน แล้วปูด้วยใบตองรองรับเครื่องเซ่นสังเวยใส่ตามช่องตารางในกระบาน (คนละอย่างจาก “กระบาล” สะกดด้วย ล. ลิง มาจากภาษาเขมร) แปลว่า หัวกะโหลก]

บายศรี 2 ระดับหลังติดต่อรับวัฒนธรรมอินเดีย มีความเคลื่อนไหวปรับเปลี่ยนทางสังคมและวัฒนธรรม กระตุ้นบายศรีมีประเพณีต่างกัน 2 ระดับที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงต่อเนื่องถึงกัน ได้แก่ ระดับชาวบ้าน กับ ระดับราชสำนัก

ชาวบ้านบายศรีสืบทอดประเพณีข้าวขวัญหรือข้าวสุกแม่ข้าว คือข้าวหลามเซ่นผีฟ้าใส่ภาชนะเรียกกระทงหรือกระบานทำจากกาบกล้วยและใบตอง โดยเน้นที่ข้าวหลาม

ราชสำนักพัฒนากระทงข้าวขวัญหรือกระบานผีทำจากใบตองและกาบกล้วย ให้เป็นเครื่องใบตองทรงสูงเลียนแบบฉัตรรวงข้าวหรือเครื่องสูง

ครั้นนานไปบายศรีได้รับยกย่องเป็นเครื่องแสดงฐานะและอํานาจ จึงให้ความสําคัญแก่ภาชนะทําจากใบตองอยู่เหนือข้าวหลาม เลยสร้างสรรค์เครื่องใบตองเป็นรูปลักษณ์หลากหลายไกลออกไปจากความหมายเดิม แล้วกลายชื่อเป็น“ใบศรี” กระทั่งบางทีไม่เหลือความหมายเดิม โดยไม่ให้ความสําคัญข้าวหลาม แต่บางทีมีข้าวหลามด้วยแต่แยกจัดวางต่างหาก หรือแปรสภาพเป็นข้าวต้มมัดก็มี

บายศรีปัจจุบัน หมายถึงเครื่องเชิญขวัญทรงสูงทําด้วยใบตอง รูปคล้ายกระทงซ้อนสูงขึ้นเป็นชั้นๆ เรียงจากใหญ่ขึ้นไปหาเล็กตามลําดับ โดยมีต่างกันหลายแบบ เช่น บายศรีใหญ่, บายศรีปากชาม เป็นต้น แต่มักเรียก “ใบศรี” (กลายเสียงจาก“บาย” เป็น“ใบ”) แล้วไม่มีข้าวอะไรเหลืออยู่เลย

บายศรีตั้งเดิมเริ่มแรกความสำคัญอยู่ที่ข้าวสุกหรือข้าวสารก็ได้ (ในภาพ) พร้อมไข่ต้มใส่พานน้อยตั้งข้างบน ส่วนพานใหญ่ข้างล่างมีข้าวต้มมัดกับกล้วยวางบนพานซ้อนกันอย่างง่ายๆ (ภาพบายศรีบ้านหนองขอน จ. อุบลราชธานี จากหนังสือReflections One Year in an Isaan Village Circa 1955. ของWilliam J. Klausner. Bangkok: Siam Reflections Publications Co, Ltd. 2000 Page 144.)

บายศรีแบบชาวบ้าน พร้อมข้าวปลาอาหาร

บายศรีทรงสูงทำจากใบตอง ไม่มีข้าว ในพิธีสู่ขวัญ 12 เยาวชนทีมหมูป่า อะคาเดมี ที่โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ อ. แม่สาย จ. เชียงราย (เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2561)

2. เผาข้าวเปลือก ส่ง “แม่โพสพ”

แม่โพสพ (ซ้าย) ด้านหน้า (กลาง) ด้านข้างขวา (ขวา) ด้านข้างซ้าย [ลายเส้นจากบทความเรื่อง “แม่โพสพ” ของ เสฐียรโกเศศ ใน ศิลปากร นิตยสารของกรมศิลปากร ปีที่ 3 เล่ม 1 (มิถุนายน 2492) หน้า 76-84]

แม่โพสพ คือ แม่ข้าวที่ได้รับยกย่องเป็นเทวีข้าว (หรือเทวีแห่งข้าว) ผู้บันดาลความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหารและโชคลาภทั้งปวง ซึ่งเป็นความเชื่อจากการประสมกลมกลืนระหว่างศาสนาผีของพื้นเมืองกับศาสนาพราหมณ์–ฮินดูจากอินเดีย

“แม่ข้าว” คือผีต้นโคตรของข้าว (เทียบกับคน แม่ข้าวคือผีบรรพชนของข้าว) เป็นความเชื่อทางศาสนาผีมีแต่ดั้งเดิมดึกบรรพ์เมื่อมนุษย์เริ่มทำนาปลูกข้าว ราว 5,000 ปีมาแล้ว

“แม่โพสพ” เป็นชื่อใหม่ของแม่ข้าวที่ได้จากนามเทวดาทางศาสนาพราหมณ์–ฮินดู ว่า “ไพศพ” (ซึ่งเป็นอีกนามหนึ่งของท้าวเวสสุวรรณ) แล้วแปลงเป็นเพศหญิงหรือเทวีว่า “โพสพ” พบหลักฐานเก่าสุดสมัยก่อนอยุธยา (อยู่ในพระไอยการเบ็ดเสร็จ พ.ศ. 1884)

แม่ข้าวกว่าจะเป็นแม่โพสพต้องผ่านพิธีกรรมสำคัญมากซึ่งเรียกเป็นภาษาสันสฤกตว่า “ธานย์เทาะห์” แปลว่าเผาข้าวเปลือก หมายถึง จุดไฟเผาไหม้รวงข้าวเปลือกเป็นสัญลักษณ์เผาศพร่างของแม่ข้าว แต่ขวัญของแม่ข้าวไม่ตายและไม่ถูกไฟเผา จึงถูกเชิญขวัญขึ้นฟ้าไปรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกับพระไพศพราชบนสวรรค์ แล้วถูกเรียกว่าแม่โพสพ [ข้อมูลเรื่องนี้มีบอกอย่างละเอียดในหนังสือ ทวาทศมาส (โคลงดั้น) เป็นวรรณกรรมสมัยอยุธยาตอนต้น ราว พ.ศ. 2000]

“แม่ศรี” อีกชื่อหนึ่งของแม่ข้าว–แม่โพสพ เป็นชื่อได้จากนาม “พระศรี” ของพระลักษมีซึ่งเป็นชายาพระวิษณุ (พระนารายณ์) ชื่อ “แม่ศรี” เป็นที่รู้จักคุ้นเคยในไทยช่วงสงกรานต์ (เดือน 5 จันทรคติ ตรงกับเมษายน) พบในการละเล่นเข้าทรงแม่ศรี และมีเพลงแม่ศรีใช้ร้องเมื่อเล่นเข้าทรงแม่ศรี

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...