Haier Smart Home รายได้ครึ่งแรกปี 68 เกือบ 7 แสนลบ. ทุ่ม “หมื่นล้าน”สร้าง รง.แอร์ใหม่ในไทยใช้รุกตลาดโลก
Haier Smart Home ประกาศผลประกอบการครึ่งปีแรกปี 2568 รายได้รวมทั่วโลกที่แข็งแกร่งเกือบ 7 แสนล้านบาท สะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตที่ต่อเนื่องและมั่นคง แม้จะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจโลกภายใต้ 3 กลยุทธ์หลัก พร้อมขยายการลงทุนในต่างประเทศ ทุ่ม “หมื่นล้าน” สร้างโรงงานเครื่องปรับอากาศแห่งใหม่ในไทยวางตำแหน่งฐานการผลิตสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ทั้งความตึงเครียดทางการค้า และความท้าทายในห่วงโซ่อุปทาน ไฮเออร์ สมาร์ทโฮม สามารถสร้างผลประกอบการครึ่งปีแรก 2568ได้อย่างน่าสนใจโดยมี
- รายได้รวมทั่วโลก พุ่งสูงถึง 156.49 พันล้านหยวน (ประมาณ 696,500.5 ล้านบาท) เติบโตขึ้น 10.2% จากปีก่อน
- กำไรสุทธิ ของบริษัทแม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ 15.6% หรือ 12.03 พันล้านหยวน (ประมาณ 53,500 ล้านบาท)
- กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน สูงถึง 11.14 พันล้านหยวน (ประมาณ 53,500 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 32.2% สะท้อนความแข็งแกร่งด้านสภาพคล่อง
- บริษัทเตรียมจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล จำนวน 2.5 พันล้านหยวน (ประมาณ 11,100 ล้านบาท) ให้กับผู้ถือหุ้น
- ความสามารถในการแข่งขันในตลาดจีน เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแบรนด์พรีเมียมอย่าง Casarte ที่ยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดอย่างแข็งแกร่ง
โดยตัวเลขผลประกอบการที่น่าสนใจนี้มาจาก "3 กลยุทธ์หลัก" ได้แก่
- การปรับโครงสร้างและยกระดับพอร์ตสินค้า: ไฮเออร์ใช้จุดแข็งของสินค้าขายดีทั้งในกลุ่มพรีเมียมและแมส เพื่อขยายฐานลูกค้าและเพิ่มความครอบคลุมในตลาดในประเทศ โดยเฉพาะแบรนด์ Casarte ซึ่งเป็นสินค้ากลุ่มไฮเอนด์ที่สร้างรายได้เติบโตถึง 20% จากการขายโซลูชันแบบครบชุด (suite-based solutions) สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของตลาดจีนที่มุ่งไปสู่สินค้าคุณภาพสูงและมีเทคโนโลยีที่ครบครัน ในขณะเดียวกัน แบรนด์ Leader ก็เน้นเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วยดีไซน์และฟังก์ชันที่แตกต่าง ทำให้ยอดขายเติบโตมากกว่า 15% กลยุทธ์นี้ช่วยให้บริษัทสามารถทำกำไรและชิงส่วนแบ่งตลาดในอัตราที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- การดำเนินงานแบบ Lean ด้วย AI: ไฮเออร์นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเครื่องมือดิจิทัลมาผสานในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน ตั้งแต่การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค การวางแผนสินค้า ไปจนถึงการจัดส่ง นี่คือหัวใจสำคัญที่ช่วยเพิ่มอัตราการเปลี่ยนผู้สนใจเป็นผู้ซื้อ (conversion rate), ลดสต็อกสินค้าคงค้าง, และลดต้นทุนการดำเนินงานต่างๆ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มประสิทธิภาพและกำไรของบริษัท
- การขยายตลาดและการกระจายการผลิตในแต่ละภูมิภาค: ไฮเออร์เดินหน้าขยายการลงทุนในต่างประเทศอย่างจริงจัง โดยมีรายได้จากตลาดนอกประเทศเติบโตถึง 11.66% ทุกภูมิภาคล้วนมีการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ในตะวันออกกลางและแอฟริกาที่รายได้เติบโตสูงถึง 65.4% และในเอเชียใต้เติบโต 32.5%
นอกจากนี้ กลยุทธ์ "Local-for-Local" หรือการผลิตในท้องถิ่นเพื่อท้องถิ่น ก็เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น การขึ้นภาษี และความผันผวนด้านโลจิสติกส์ การมอบอำนาจการตัดสินใจให้ทีมงานในแต่ละภูมิภาคมากขึ้น ยังช่วยให้บริษัทสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในแต่ละตลาดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
Haier กับแผนการลงทุนในประเทศไทย เมกะโปรเจกต์หมื่นล้านสู่ฐานการผลิตหลักในอาเซียน
หนึ่งในก้าวสำคัญของยุทธศาสตร์ "Local-for-Local" คือการตัดสินใจลงทุนมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อสร้าง โรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศแห่งใหม่ ในประเทศไทย ที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 3 จังหวัดชลบุรี โดยโรงงานแห่งนี้จะใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) และระบบจัดการที่ทันสมัย เพื่อรองรับทั้งตลาดในประเทศและการส่งออกไปยังอาเซียน ตะวันออกกลาง และตลาดโลก
ซึ่งโจว หยุนเจี๋ย ประธานกรรมการบริหาร ไฮเออร์ กรุ๊ป กล่าวว่า การลงทุนครั้งใหญ่นี้ไม่เพียงสะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่ยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ S-Curve และนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาลไทย โดยโรงงานแห่งนี้จะกลายเป็น "ฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ของอาเซียน" ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วนไปจนถึงการประกอบขั้นสุดท้าย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการแข่งขันและลดต้นทุนการนำเข้า
"ไฮเออร์มีแผนการลงทุนระยะยาวที่ไม่ใช่แค่การสร้างโรงงาน แต่เป็นการพัฒนาระบบการผลิตครบวงจรในรูปแบบ Smart Factory ใช้ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง ควบคู่กับการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมและ R&D เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพสินค้า ขณะเดียวกันยังมุ่งสนับสนุน New S-Curve ของประเทศไทย และเสริมศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งมั่นใจว่าก้าวต่อไปของไฮเออร์จะช่วยผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะที่สำคัญของอาเซียน"
สำหรับโรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศไฮเออร์แห่งที่ 2 ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 324,000 ตารางเมตร ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 3 (WHA ESIE 3) จังหวัดชลบุรี โดยแผนการผลิตของโรงงานแห่งใหม่นี้แบ่งเป็น 3 เฟส โดยเฟสแรกจะเริ่มเดินสายการผลิตในเดือนกันยายน 2568 ด้วยกำลังการผลิต 3 ล้านเครื่อง มูลค่าประมาณ 14,700 ล้านบาท ก่อนจะขยายสู่ 3.5 ล้านเครื่องในปี 2569 และแตะระดับสูงสุดที่ 6 ล้านเครื่องในปี 2570 ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) และกระจายรายได้สู่ชุมชนด้วยการสร้างงานกว่า 3,000 ตำแหน่ง
“บริษัทตั้งเป้าหมายชัดเจนในปี 2568 ว่ายอดขายเครื่องปรับอากาศภายในบ้านจะอยู่ที่ 5,500 ล้านบาท และเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์อีก 1,108 ล้านบาท และพร้อมที่จะชิงส่วนแบ่งตลาดกว่า 13% และเป็นแบรนด์ยอดขายอันดับ 1 ของโลก ตอกย้ำบทบาทผู้นำอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก”