Mermaid Song.exe: เสียงสะท้อนเมืองสงขลาจากนางเงือกทองวัย 60 แห่งหาดสมิหลา
เมื่อพูดถึงสงขลา ภาพที่ขึ้นมาในหัวคนส่วนใหญ่ย่อมหนีไม่พ้นรูปปั้น “นางเงือกทอง” ที่ตั้งตระหง่านอยู่ประจำหาดสมิหลา และเธอกำลังจะก้าวเข้าสู่วัย 60 ปีในปีหน้า
หากเปรียบเป็นชีวิตคน …60 ปีคืออีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของชีวิต คือวัยที่อดีตได้ขับเน้นให้เห็นอนาคตที่เหลืออย่างเด่นชัด แต่สำหรับรูปปั้นนางเงือกล่ะ สิ่งไม่มีชีวิตที่พูดไม่ได้เหมือนคน ชีวิตที่ผ่านมา ชีวิตมนุษย์ที่รายล้อม และชีวิตในวันข้างหน้าของเธอ จะเป็นอย่างไร?
คำถามชวนคิดเหล่านี้เป็นหนึ่งในสารตั้งต้นให้ แอม-พิสุทธิ์พักตร์ สุขวิสิทธิ์ และทีม Songkhla Pillar นำมาค้นคว้าและต่อยอดสู่นิทรรศการ Mermaid Song.exe
“ตามตำนาน นางเงือกพูดไม่ได้ แต่เรามามองใหม่ว่า ถ้าเกิดนางเงือกพูดได้ ส่งเสียงได้ ถ้าเกิดนางเงือกสะท้อนเสียงของคนที่มาหาเงือกได้ มันจะเป็นยังไง?”
“คิด” ขอพาผู้อ่านทุกท่านไปหาคำตอบเบื้องหลังแนวคิดของนิทรรศการนี้ พร้อมฟังมุมมองจากคนสงขลาโดยกำเนิดพูดถึงเสน่ห์ที่แท้จริงของเมือง อนาคตของนางเงือกที่คนเมืองอยากเห็น และเสียงของนางเงือกที่อยากได้ยิน
(จากซ้ายไปขวา) สิริวิมล สุวรรณขำ, สีตวรรณ สิงหเศรษฐ, ปริยนาถ สราญเศรษฐ์, พิสุทธิ์พักตร์ สุขวิสิทธิ์, ณฐพร โรจน์อนุสรณ์
แรงบันดาลใจเบื้องหลังนิทรรศการ Mermaid Song.exe
แอม: เริ่มจากสงขลาได้คอนเซ็ปต์จากทีมกลางมาว่า “Connectivity from the Past” แอมเกลามันพอสมควร พยายามหาเส้นเรื่องที่คิดว่ามันจะเล่าง่าย ในเวลาที่สั้นมาก เราก็เลยกลับไปมองว่า นางเงือกนี่อยู่กับเรามากี่ปีแล้ว พอรู้ว่าปีหน้าเขาจะ 60 เราเลยเลือกจับเส้นเรื่องของนางเงือกมาเล่า เราค้นคว้าถึงเรื่องราวนางเงือก ถึงผู้คนรอบนางเงือก นักท่องเที่ยวหรือตัวคนสงขลาเองรอบนางเงือก และเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับเงือก เพราะถ้าเกิดเราเทียบช่วงเวลาดี ๆ เหตุการณ์สำคัญที่เกิดกับเงือก ตั้งแต่เงือกโดนระเบิด เงือกโดนตัดหาง เงือกโดนแต่งหน้า เงือกหายไป ทุกอย่างมันสอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองของประเทศไทยได้เลย
ใครบางคนเคยบอกว่า เราเชื่อมต่ออดีตเพื่อเข้าใจอนาคต แล้วอนาคตของนางเงือกถูกนำเสนอในงานนี้อย่างไร
แอม: ตอนช่วงค้นคว้า แอมไปเจอว่า นางเงือกไม่ได้เป็นตัวเลือกจากคนพื้นที่ แต่เป็นคำสั่งจากภาครัฐ เราจึงตั้งคำถามต่อว่า ถ้าเกิดเราทำเงือกตัวนี้ให้มาจากเสียงของคนเมืองจริง ๆ ล่ะ สมมติว่า ถ้ายังเป็นเงือก แล้วเขาอยากได้เงือกแบบไหน แอมก็เลยไปสัมภาษณ์คน 3 รุ่น ตั้งแต่ Baby Boomer, Gen Y, และ Gen Z (Alpha ด้วยเล็กน้อย) แล้วแยกเขาเป็น 3 กลุ่ม แอมเน้นแค่คนเมือง ยังไม่ได้เน้นถึงนักท่องเที่ยว จากนั้นเอาคำตอบส่งให้ศิลปินคือคุณปริยนาถ สราญเศรษฐ์ หรือรู้จักกันในชื่อ Naisu ศิลปินภาพสีน้ำ นำไปปั้นหุ่นนางเงือกตัวใหม่ที่เกิดจากคำสัมภาษณ์เหล่านั้น
นิทรรศการแบ่งออกเป็นกี่ส่วน
แอม: นิทรรศการถูกแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการเล่าว่า นางเงือกคือใคร มาได้ยังไง จะเป็นผลลัพธ์จากการค้นคว้าพูดคุยจากผู้ใหญ่และผู้เชี่ยวชาญ เพราะว่าจริง ๆ แล้ว ข้อมูลส่วนนี้หายากพอสมควร มันเป็นตำนานหรือเรื่องเล่าที่ไม่ได้มีแหล่งข้อมูลที่ชัดเจนเหมือนตามแบบเรียน แต่นี่คือความสนุกของมัน เพราะแต่ละคนก็จะเล่าไม่เหมือนกัน เป็นเหมือนการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านคำตอบของแต่ละคน แล้วตัวเราเองก็จะได้วิเคราะห์เองว่า เราเลือกที่จะเชื่อเรื่องไหน
แต่หลัก ๆ คือเราจะเน้นส่วนที่ 2 ที่รูปปั้นนางเงือก เพราะว่าจากการที่แอมไปสัมภาษณ์คนทั้ง 3 รุ่นมา ความน่าสนใจก็คือ คนรุ่นหลังอย่าง Gen Y หรือ Gen Z ลงมา เขาอยากได้เงือกที่พูดคุยกับเขาได้ แอมว่าอันนี้มันค่อนข้างชัดในเรื่อง Metaphor (การเปรียบเทียบ) กับสภาวะจิตใจของคนในตอนนี้มาก ๆ
แอมอยากให้เขาตั้งคำถามต่อบริบทสังคมและสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะในระดับเล็กหรือใหญ่ มันคือการตั้งคำถามว่า “ถ้าเกิด” ถ้าเกิดเงือกไม่ได้เป็นแบบนี้ล่ะ แล้วถ้าเกิดเงือกเป็นอันนี้ล่ะ แล้วถ้ามันไม่ใช่นางเงือกเลยล่ะ แลนด์มาร์กจะเป็นอะไร งานมันจะสื่อถึงว่า ถ้าเกิดเขาเริ่มตั้งคำถามต่อสิ่งรอบตัว หลาย ๆ อย่างมันอาจจะพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกใจใครหลาย ๆ คนมากขึ้นก็ได้
แสดงว่ารูปปั้นนางเงือกจะพูดได้
แอม: ตั้งแต่ช่วงค้นคว้าสัมภาษณ์ สิ่งที่เราได้จากกลุ่มคนที่ไปพูดคุยมีอยู่ 3 คำใหญ่ ๆ ได้แก่ เพศสภาวะ (Gender) โลกเดือด (Global Warming) และ เทคโนโลยี (Technology) ฉะนั้นการที่แอมทำให้เงือกพูดกับคนที่มาชมงานได้ อันนี้คือส่วนของเทคโนโลยี ส่วนตัวโลกเดือดที่มันเกี่ยวข้องกับเงือก ก็จะเป็นเรื่องของวัสดุรีไซเคิลที่เก็บมาจากหาดสมิลา มาผสมกับวัสดุที่ศิลปิน Naisu ได้สร้างสรรค์ขึ้นมา เดิม Naisu เป็นศิลปินภาพสีน้ำ การทำงานปั้นครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกของเขาเหมือนกัน ซึ่งภาพงานเขาจะเป็นแนวอีโรติกและเพศสภาวะประมาณนี้อยู่แล้ว
คาดหวังให้ผู้ชมได้อะไรจากเรื่องราวของนางเงือกนี้
แอม: แอมอยากให้เขาตั้งคำถามต่อบริบทสังคมและสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะในระดับเล็กหรือใหญ่ มันคือการตั้งคำถามว่า “ถ้าเกิด” ถ้าเกิดเงือกไม่ได้เป็นแบบนี้ล่ะ แล้วถ้าเกิดเงือกเป็นอันนี้ล่ะ แล้วถ้ามันไม่ใช่นางเงือกเลยล่ะ แลนด์มาร์กจะเป็นอะไร งานมันจะสื่อถึงว่า ถ้าเกิดเขาเริ่มตั้งคำถามต่อสิ่งรอบตัว หลาย ๆ อย่างมันอาจจะพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกใจใครหลาย ๆ คนมากขึ้นก็ได้
แล้วถ้าเกิดว่าไม่ใช่นางเงือก อะไรจะเป็นเสน่ห์ของเมืองสงขลา
แอม: แอมว่าคือผู้คน ถ้าคุณมาสงขลา แล้วคุณเชื่อมต่อกับคนได้ มันโคตรจะสนุกเลย คนที่นี่มีความหลากหลาย ถ้าคุณอยากสัมผัสที่ไหน แอมว่าต้องเชื่อมต่อกับผู้คนเท่านั้น แล้วต่อไปจะเป็นเรื่องสถานที่ คุณรู้จักเขา แล้วเขาก็จะบอกสถานที่ของเขาเอง มันก็เป็นการส่งต่อ จากคนสู่สถานที่ แล้วสถานที่ก็อาจจะกลับมาหาคนอีกทีก็ได้ เราจะแนะนำให้เขาไปตรงนั้นตรงนี้ แล้วไปสัมผัสความเป็นสงขลา ถ้าคุณก็แค่ไปมอง แต่ไม่ได้เชื่อมต่อ ก็เหมือนคุณได้แค่เชื่อมต่อกับสิ่งไม่มีชีวิต แต่ถ้าคุณอยากสัมผัส มันคือเรื่องของความรู้สึก ฉะนั้นคุณก็ต้องคุยกับคน
“คนสงขลา” แตกต่างจากคนที่อื่นอย่างไร
แอม: คนสงขลาโคตรจะชิลล์ คุณจะไม่เคยเจอเมืองไหนที่คนไปนั่งปิกนิก นั่งชิลล์ที่ทะเลได้เยอะกันขนาดนี้ แล้วเมืองนี้ก็มีทั้งสนามกีฬา เช้าวิ่งเย็นวิ่ง แล้วยังติดทะเลอีก สงขลามีทั้งทะเลสาบ น้ำตก ภูเขา และทุกที่อยู่ใกล้กันไม่เกิน 15 นาทีถึง ทุกอย่างมันเหมาะแก่การปลดปล่อย สงขลาถึงอยู่ในหมวดของ “การปลดปล่อย” ของเทศกาลฯ ในปีนี้
ถ้าคุณอยากสัมผัสที่ไหน แอมว่าต้องเชื่อมต่อกับผู้คนเท่านั้น แล้วต่อไปจะเป็นเรื่องสถานที่ คุณรู้จักเขา แล้วเขาก็จะบอกสถานที่ของเขาเอง มันก็เป็นการส่งต่อ จากคนสู่สถานที่ แล้วสถานที่ก็อาจจะกลับมาหาคนอีกทีก็ได้
ในภาพจำคนทั่วไป ภาคใต้มักจะมาคู่กับการท่องเที่ยว ในฐานะคนสงขลาเอง มองภาพเป็นแบบนั้นไหม หรือว่าแตกต่างอย่างไร
แอม: จริง ๆ แอมชอบที่มันเป็นอยู่ ชอบที่เป็นการท่องเที่ยวที่ไม่ได้ท่องเที่ยวขนาดนั้น ชอบที่ยังเป็นที่ปลดปล่อยความสงบ เพราะทุกคนที่มาสงขลาจะรู้สึกว่า ที่นี่เป็นทะเลที่สงบ ต่อให้ทะเลไม่ได้สวยขนาดนั้น แต่ก็เป็นเหมือนที่เที่ยวที่หนีจากความจำเจได้ เรามักจะจำรูปแบบว่า ถ้ามาภาคใต้ ต้องท่องเที่ยวทะเลแบบดำน้ำ ดูปะการัง แต่สงขลาไม่มีนะ สงขลาได้แค่ไปนั่งที่ทะเล มันเป็นการท่องเที่ยวอีกแบบหนึ่งซึ่งสโลว์ไลฟ์มาก ๆ แต่ก็ยังเป็นเมืองที่ท่องเที่ยวได้ แต่คุณจะไม่รู้สึกว่าคุณอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวขนาดนั้น
ถ้าจะให้ของขวัญจากสงขลาแก่คนต่างเมืองได้หนึ่งอย่าง เราจะให้อะไร
แอม: แอมอยากให้ไฟล์เสียงของเมือง เสียงของผู้คนที่แอมไปอัดให้ เสียงทะเล เสียงอะไรแบบนี้ แอมว่าเขาน่าจะรู้สึกผ่อนคลายแล้วไปครึ่งหนึ่ง จังหวะการพูดของคน เช่นในตัวเมืองเก่า จะมีทั้งคนพูดใต้ พูดกลาง พูดจีน พูดยาวี เสียงทะเลก็จะมีทั้งเสียงเด็กกำลังเล่น เสียงม้าวิ่ง เสียงรถตุ๊กตุ๊ก เสียงคนทำกิจกรรมต่าง ๆ ถ้าคนยังไม่เคยมา ก็คงจะสงสัย ถ้าคนมาแล้ว ก็น่าจะคิดถึงมัน แอมว่าเสียงมันสร้างจินตนาการให้คนได้
ศักยภาพอะไรของภาคใต้ที่น่าต่อยอด
แอม: เรามองว่า ถ้ารัฐมีการบริหารจัดการที่ครอบคลุม ถ้าเขารู้ว่า บ้านคุณป้าคนนี้ อาหารเขาพื้นบ้านมากเลย และมันถูกส่งเสริมไปพร้อม ๆ กับทุกเรื่อง ยังไงประเพณีหรือสิ่งที่ควรอนุรักษ์มันก็จะมีต่อไปเรื่อย ๆ ถูกไหม แต่ถ้ามันไม่ได้รับการมองเห็น มันก็หายไปเอง ต่อยอดอะไรไม่ได้ แต่สิ่งที่มันดันได้ ก็คือคนที่เขาดันตัวเองเป็น ซึ่งก็คือนักธุรกิจทั้งหลาย
เทศกาลปักษ์ใต้ดีไซน์วีคปีนี้ เป็นการรวมตัวกันทั้ง 14 จังหวัดในภูมิภาค ความร่วมมือลักษณะนี้สำคัญอย่างไรต่อจังหวัดสงขลา
แอม: จริง ๆ เรารอมาตั้งแต่ปีแรก ด้วยความที่เราอยู่กรุงเทพฯ มาก่อน เราจะรู้จังหวะการทำงานของคนกรุงเทพฯ ไปแล้ว เราเลยอยากรู้ว่า แล้วคนเจ๋ง ๆ จาก 14 จังหวัดจะเป็นยังไงนะ ต่อให้รู้ว่าเขาก็ไปใช้ชีวิตที่อื่นมา แล้วค่อยกลับมาบ้าน แต่คนพวกนี้เขาน่าจะได้เห็นอะไรมากว้างกว่า แล้วเขาหยิบจับก้นบึ้งของสิ่ง ๆ นั้นได้ถูกต้องกว่า ด้วยชื่องานคือ “ปักษ์ใต้” ถ้ามันไม่มี 14 จังหวัด มันก็เรียกว่าปักษ์ใต้ไม่ได้หรอก
แพลตฟอร์มอย่างเทศกาลฯ ช่วยยกระดับความเข้าใจในความคิดสร้างสรรค์แก่คนเมืองได้อย่างไรบ้าง
แอม: แอมเห็นว่าเมืองมันเปลี่ยน เพราะว่าปีแรก แอมทำในส่วนของร้านอาหารด้วยการจับ 30 เชฟ มาคู่กับ 5 กราฟิกดีไซเนอร์ แล้วคิดสตอรี่ให้อาหารใหม่ หลังจากนั้นแอมเห็นว่า คาเฟ่ทุกคาเฟ่เริ่มทำเมนูที่สร้างสรรค์ขึ้น หลายร้านทำป้ายใหม่ หลายร้านทำฉลากใหม่ ไม่ว่าจะเป็นร้านคุณป้าหรือไม่คุณป้า เขาก็หยิบใช้ถูก เราคิดว่ามันสะท้อนให้เห็นว่าเขาเริ่มเข้าใจประมาณหนึ่ง
แต่แค่ยังไม่มีตัวอย่างมากกว่า ซึ่งพอแอมเริ่มทำอาหารที่มีการทำแบรนดิงจัด ๆ เมนูใหม่มาก ๆ เขาก็เริ่มเข้าใจว่ามันเป็นสิ่งที่ขายได้ เรียกลูกค้าได้นะ เขาเข้าใจว่าโปรโมชันคืออะไร เมนูแนะนำคืออะไร ซึ่งก่อนหน้านี้ เขาก็จะขายของเขาอย่างนั้น ไม่มีหรอกเมนูรายเดือน แต่พอเขาเห็นคาเฟ่ที่เป็นที่ของคนรุ่นใหม่เริ่มทำ ร้านข้าวก็ทำบ้าง ถ้าเป็นก่อนหน้าที่จะมีเทศกาลฯ นะ ทุกร้านมีเมนูเหมือนกันหมด กาแฟก็รสเดียวกัน
Creative Ingredients
มีจังหวัดไหน หรือเมืองไหน ที่เป็นแรงบันดาลใจหรือต้นแบบในการมาปรับใช้กับสงขลา
แอม: ออสโล เขาเคยทำวิดีโอการท่องเที่ยวที่เล่าประมาณว่า คนในเมืองรู้สึกเบื่อหน่ายมาก เพราะเดินไปไหนก็ง่าย มองไปทางไหน เมืองก็เป็นระเบียบสุด ๆ มันไม่ควรง่ายขนาดนี้ ซึ่งเราอยากไปถึงจุดนั้นนะ แบบสงขลาน่าเบื่อจัง เพราะการจัดการมันดีมากแบบนั้น
แล้วถ้าเกิดอยากคอลแล็บกับจังหวัดไหนก็ได้ในไทย อยากไปร่วมงานกับที่ไหน
แอม: อยากทำงานกับฝั่งอีสานนะ รู้สึกว่าวัฒนธรรมมันไกลกันเหลือเกิน ความต่างมันต่างกันเยอะมาก ถ้าได้คอลแล็บกัน น่าจะวายปวงแน่ ๆ (หัวเราะ) แอมอยากปะทะกับพี่อีฟ-ณัฐธิดา พละศักดิ์ จากร้าน Zao เขาเป็นคนที่ดึงเอกลักษณ์เมือง ทำความเรียบง่ายให้แพงได้
บทบาทของคนรุ่นใหม่ช่วยเมืองสงขลาได้อย่างไร
แอม: แอมคิดว่ามันกลับกัน มันกลายเป็นว่า คนสงขลาช่วยคนรุ่นใหม่ได้ยังไงมากกว่า เพราะว่าคนรุ่นใหม่มาพร้อมกับความคิดที่ใหม่ ถ้าเรามาเปิดสิ่งใหม่ แล้วเมืองไม่ยอมรับ เขาก็ทำต่อไม่ได้ แต่คนเมืองนี้เขามาดูว่า “หนูทำอะไร เดี๋ยวป้าช่วยซื้อ” ทั้งที่ป้าก็ไม่รู้ว่าป้าจะซื้อไปทำอะไร มันน่ารักนะ เพราะถ้าคนที่อยู่มาก่อนไม่เปิดกว้าง แอมว่าสิ่งนี้ก็ไม่เกิด เขาช่วยเหลือกันเพราะเขาเห็นว่ามันไม่ใช่ธุรกิจ เขาแค่มองว่าเขาอยากต้อนรับให้ลูกหลานกลับบ้าน
สงขลาพร้อมให้คนกลับบ้านมาเริ่มต้นใหม่มากแค่ไหน
แอม: 60% สงขลายังดึงคนรุ่นใหม่ให้อยู่นานไม่ได้ เพราะไม่มีงานให้ทำ มันเป็นเมืองราชการ การท่องเที่ยวก็ไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้น อย่างคนสายศิลปะก็ไม่ค่อยมีทางไปต่อ เขาอาร์ตที่สุดได้ก็คือการเปิดคาเฟ่ของตัวเอง แสดงความอาร์ตของตัวเขาในพื้นที่ของเขา เขาไม่มีองค์กรรองรับงานสายนี้ และที่สุดแล้วครีเอทีฟพวกนี้ก็จะกลับไปกรุงเทพฯ เหมือนเดิม
Mermaid Song.exe
สถานที่: ภิญโญลิฟวิ่ง
28 ส.ค. - 7 ก.ย. | เวลา 11.00 - 21.00 น.
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.pakktaiidesignweek.com