โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SOCIETY: ส่องภาพสะท้อนอคติของสยามต่อล้านนา ในวรรณคดี ‘ขุนช้างขุนแผน’

BrandThink

เผยแพร่ 03 ต.ค. 2568 เวลา 02.41 น.

อย่างที่เรารู้กันว่าความสัมพันธ์ระหว่างสยามและล้านนานั้นดำเนินมายาวนานและมีความซับซ้อน โดยมีสถานะผันเปลี่ยนไปตามบริบททางประวัติศาสตร์ ทั้งในฐานะมิตรประเทศ ศัตรูคู่สงครามหรือในฐานะเมืองประเทศราช

การที่ล้านนาตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่ายาวนานถึง 216 ปี (พ.ศ. 2101-2317) เป็นปัจจัยสำคัญที่ตอกย้ำความแตกต่างระหว่างสองอาณาจักร ในสายตาของสยาม ล้านนาไม่เพียงเป็นรัฐอิสระ แต่ยังอยู่ใต้อำนาจของศัตรูเบอร์หนึ่งอย่างพม่า สภาวะนี้จึงยิ่งเสริมสร้างภาพ ‘ความเป็นอื่น’ และหล่อหลอมมุมมองแบบ ‘พวกเขา-พวกเรา’ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทั้งล้านนาและสยามต่างมีสถานะเป็นคู่สงครามกับพม่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองอาณาจักรเริ่มหันมาเป็นพวกเดียวกันเมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงช่วยพระเจ้ากาวิละขับไล่พม่าออกจากล้านนา และกอบกู้เอกราชได้สำเร็จ

พอมาในสมัยรัตนโกสินทร์ ล้านนาก็กลับมาสวามิภักดิ์เป็นประเทศราชต่อสยาม ความสัมพันธ์ก็ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้น ทว่าอคติที่ชาวสยามมีต่อชาวล้านนากลับยังคงปรากฏให้เห็นและดำเนินเรื่อยมา จะมาเบาลงเอาเข้าจริงๆ ก็ในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ได้มีการปฎิรูประบบข้าราชการตั้งมณฑลเทศาภิบาล รวมอำนาจปกครองของล้านนาให้มาขึ้นกับส่วนกลาง มีการสร้างทางรถไฟสายเหนือ ทำให้การติดต่อระหว่างภาคเหนือและภาคกลางสะดวกขึ้น ทำให้การติดต่อการค้าระหว่างล้านนากับพม่าค่อยๆ ลดระดับลง และค่อยๆ ถูกกลืนจนกลายเป็นหนึ่งเดียวกับสยามโดยสมบูรณ์ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เราจะเห็นอคติที่สยามมีต่อล้านนาผ่านงานวรรณกรรมหลากหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือเสภาเรื่อง‘ขุนช้างขุนแผน’ ที่สร้างภาพจำให้คนล้านนาเป็นฝ่ายที่ด้อยกว่าอย่างเด่นชัด ตั้งแต่การยกทัพตีเมืองเชียงใหม่ การสร้างตัวละครหญิงจากล้านนาให้เป็นภาพแทนของความชั่วร้าย

ตัวละครอย่าง ‘นางลาวทอง’ และ ‘นางสร้อยฟ้า’ จากขุนช้างขุนแผนชี้ให้เห็นอคติทางชาติพันธุ์ของชาวสยามที่มีต่อสาวเหนือหรือคนล้านนาอย่างชัดเจนทั้งสองถูกจัดให้อยู่ในบทบาทคล้ายกันคือเป็น ‘ภรรยาน้อย’ ของตัวเอก

ในวรรณคดี นางลาวทองถูกสร้างให้เป็นตัวแทนความ ‘ไม่ศิวิไลซ์’ ผ่านวัฒนธรรมการกิน โดยบรรยายว่าเธอกินของแปลกประหลาดที่คนสยามมองว่าน่ารังเกียจ เช่น

“อึ่งตะกวดตุ๊ดตู่งูเงี้ยว ช่างกระไรเลยเคี้ยวกินเสียสิ้น
อาหารหยาบคายเป็นอาจิณ มลทินรังเกียจเกลียดระอา”

บทกวีนี้ถูกใช้เพื่อสร้างภาพว่านางลาวทองและคนเหนือเป็นพวก ‘คนป่า’ มีวัฒนธรรมการกินอาหารที่หยาบคายและสกปรก เมื่อเทียบกับนางวันทองเป็นแม่ศรีเรือนตามแบบฉบับสยาม

นอกจากนั้น ยังมีการใช้คำว่า ‘ลาว’ ในเชิงดูถูกและกดขี่ชาติพันธุ์อย่างชัดเจน เช่นในตอนที่นางวันทองด่าทอนางลาวทองว่า

“ถึงกระนั้นก็การอะไรใคร ฤาช้างแทงมึงเข้าไปจนคอหอย
ทุดอีลาวชาวป่าขึ้นหน้าลอย แม่จะต่อยเอาเลือดลงล้างตีน”

เป็นบทของนางวันทองที่เต็มไปด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด ทั้งข่มขู่ เหยียดหยามศักดิ์ศรี และตอกย้ำสถานะที่เหนือกว่าของตน ที่สำคัญคือแสดงให้เห็นถึงอคติทางชาติพันธุ์ที่ฝังรากลึกในเรื่อง โดยใช้คำดูถูกที่เจาะจงถึงชาติกำเนิดของนางลาวทองอย่างชัดเจนและรุนแรง

ในขณะที่รุ่นลูกก็มีตัวละครอย่าง ‘สร้อยฟ้า’ ที่มีศักดิ์เป็นสะใภ้นอกรีตของขุนแผนกับวันทอง เป็นตัวละครที่ถูกสร้างมาให้เป็น ‘นางอิจฉา’ และตัวร้ายอย่างเต็มรูปแบบ โดยเชื่อมโยงคุณสมบัติเชิงลบทั้งหมดเข้ากับชาติกำเนิดความเป็นสาวเหนือ เช่น เป็นคนไร้มารยาท งี่เง่า ใช้ไสยศาสตร์ และไม่มีเสน่ห์ปลายจวัก ซึ่งสะท้อนอคติที่มีต่อผู้หญิงล้านนา

มีตอนหนึ่งที่ทองประศรีผู้เป็นย่าของพลายงามได้ขอให้หลานสะใภ้ทั้งสองทำขนมเบื้องประชันกัน ฝีมือของศรีมาลา (ภรรยาเอก) นั้นกินขาด สมกับเป็นแม่ศรีเรือน ส่วนขนมเบื้องของสร้อยฟ้านั้นถูกล้อว่าเหมือนแป้งจี่ ช่างไร้เสน่ห์ปลายจวัก

“โอ้ว่าอนิจจาตัวกูเอ๋ย ไม่คิดเลยเมื่อพ่อพามาถวาย
จะถูกทั้งตีด่าประดาตาย แสนอายสุดอย่างแล้วครั้งนี้
พ่อแม่อยู่ไกลไม่เหลียวเห็น จะได้ใครผ่อนเข็ญให้กูนี่
จึ่งผัวดังเอาตัวทุ่มอัคคี เขาขยี้เหยียบยับดังสับปลา”

เป็นท่อนที่นางสร้อยฟ้าบรรยายถึงความน้อยเนื้อต่ำใจ ตัดพ้อในชะตาชีวิตตัวเอง แสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวด ความอับอาย และความโดดเดี่ยว ที่ถูกสามีและคนในบ้านดูถูกเหยียดหยาม

และแน่นอน ตามแบบฉบับนางร้ายละครไทยถ้าจะให้ครบสูตรก็ต้องพึ่ง ‘ไสยศาสตร์’ ในตอนท้ายของเรื่อง สร้อยฟ้าได้ทำคุณไสยให้พระไวยหลงรัก เมื่อถูกจับได้ก็ต้องลุยไฟพิสูจน์ความจริง ปรากฏว่าเท้าพองไหม้ พระพันวษาจึงสั่งลงโทษประหารชีวิต แต่นางศรีมาลาได้ขอพระราชทานอภัยโทษไว้ สร้อยฟ้าจึงถูกเนรเทศให้หอบท้องไปคลอดลูกที่เชียงใหม่ตามลำพัง

จุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความย้อนแย้งและสองมาตรฐานอย่างชัดเจน ตัวละครเอกฝ่ายชายอย่างขุนแผนและพลายงามใช้ไสยศาสตร์และทำเรื่องโหดร้ายมาทั้งเรื่อง เช่น ขุนแผนผ่าท้องเมียทำกุมารทอง แต่กลับได้รับการยอมรับในฐานะพระเอก ในขณะที่สร้อยฟ้าใช้มนตร์เสน่ห์เพื่อให้สามีรักเพราะความน้อยเนื้อต่ำใจ กลับต้องโทษถึงขั้นประหารชีวิต

‘การสร้างตัวละคร’ อย่าง สร้อยฟ้า ให้ครบสูตรของนางอิจฉา ทั้งพึ่งไสยศาสตร์และไร้ความสามารถในครัวเรือน ไม่ได้เป็นเพียงการโจมตีปัจเจก แต่เป็นการทำให้ชาติกำเนิดของเธอถูกเชื่อมโยงกับคุณสมบัติเชิงลบทั้งหมด สะท้อนทัศนคติและการเหมารวมว่าผู้หญิงล้านนา ‘ด้อยกว่า’ ผู้หญิงสยาม

อคติที่ซ่อนอยู่ในเรื่องแซ่บสนุกรสชาติบ้านชาวบ้านของขุนช้างขุนแผน ไม่ได้มีแค่การสร้าง ‘ตัวละครหญิง’ เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง ‘เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์’ ที่ถูก ‘ปรุงแต่ง’ นำมาผูกเรื่องใหม่ที่ทำให้ล้านนาดูเป็น ‘ผู้รุกรานไร้เหตุผล’ ในสายตาผู้อ่านอีกด้วย

ในเรื่องขุนช้างขุนแผนเล่าว่า อยุธยายกทัพขึ้นไปปราบเชียงใหม่ โทษฐานที่มาช่วงชิงนางสร้อยทอง ราชธิดาของพระเจ้าล้านช้างที่ส่งมาถวายเชื่อมสัมพันธไมตรีกับอยุธยา

ในเหตุการณ์นี้ หากอ้างอิงตามประวัติศาสตร์จริงได้กล่าวถึงการถวายราชธิดาระหว่างเมืองสู่เมืองอยู่ประมาณสามครั้งเด่นๆ ครั้งแรกตอนที่พระเมืองเกษเกล้าแห่งล้านนาถวายราชธิดาแด่พระเจ้าโพธิสาลราช กษัตริย์ล้านช้าง ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 21

ครั้งที่สองในช่วงก่อนเสียกรุง อยุธยาได้ถวายพระราชธิดาแก่พระเจ้ากรุงลาว ด้วยเห็นว่ากองทัพพม่ายึดล้านนาแล้ว จึงหวังว่าจะได้ล้านช้างมาผูกมิตร แต่ระหว่างทางถูกเจ้าเมืองพิษณุโลกแย่งชิงตัวราชธิดาไป

ครั้งที่สาม สมัยพระเพทราชา กษัตริย์ล้านช้างได้ถวายราชธิดาแด่กรุงศรีอยุธยา แต่ออกหลวงสรศักดิ์ได้ถือวิสาสะช่วงชิงนางไปเป็นสนมก่อน ซึ่งไม่มีครั้งไหนเลยที่ปรากฏว่ากษัตริย์เชียงใหม่ยกทัพไปชิงตัวธิดาล้านช้างจากอยุธยา การผูกเรื่องเช่นนี้ทำให้ฝ่ายล้านนาดูเป็นผู้รุกรานที่ไร้เหตุผล และสร้างความชอบธรรมให้แก่ฝ่ายสยามในการทำสงคราม ผลักให้เชียงใหม่กลายเป็น ‘ผู้ร้าย’ ในสายตาผู้อ่าน

นอกจาก‘ขุนช้างขุนแผน’ แล้ว ก็ยังมีวรรณกรรมอีกหลายเรื่องที่สะท้อนภาพล้านนาในมุมมองที่ด้อยกว่า เช่นใน‘ราชาธิราช’ แม้จะเป็นพงศาวดารมอญที่นำมาแปลและเรียบเรียงใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 1 แต่ก็มีการสอดแทรกมุมมองของสยามเข้าไป โดยล้านนามักถูกจัดวางในสถานะที่เป็นรอง เมื่อต้องร่วมมือกับพม่าหรือมอญก็มักจะไม่ใช่ผู้เล่นหลัก สะท้อนมุมมองของสยามที่มองล้านนาว่าเป็นเพียงรัฐรองในภูมิทัศน์ทางการเมือง

เราจะเห็นได้ว่าอคติของชาวสยามที่มีต่อล้านอาจเกิดจากสถานะคู่แข่งทางการเมืองในอดีต ก่อนจะถูกขยายความและตอกย้ำในยุคสร้างชาติ ที่ส่วนกลางพยายามรวมศูนย์อำนาจ และสร้าง ‘ความเป็นไทย’ แบบเดียวขึ้นมา ซึ่ง ‘วรรณกรรม’ และเรื่องเล่าถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการด้อยค่าวัฒนธรรมที่แตกต่างเพื่อเชิดชูอัตลักษณ์และสร้างความเป็นศูนย์กลางอำนาจของตนนั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...