โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

คนทรยศที่ลงนามสนธิสัญญาขายชาติ"เลวร้ายยิ่งกว่าสุนัขและหมู"ลูกหลานต้องอับอายไปชั่วกาล

The Better

อัพเดต 01 ต.ค. 2568 เวลา 00.28 น. • เผยแพร่ 30 ก.ย 2568 เวลา 11.50 น. • THE BETTER

โปรดอย่าสะดุ้งเมื่อผมเอ่ยถึง "สนธิสัญญาขายชาติ"

เพราะไม่ได้หมายถึง "MoU" ฉบับใดๆ หรือว่าข้อตกลงลับหลังอะไรระหว่างไทยกับกัมพูชาทั้งสิ้น

แต่ผมหมายถึง "คนขายชาติทั้ง 5" ในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของเกาหลี ซึ่งทำสัญญากับ "ชาติศัตรู" จนกระทั่งถูกกลืนแผ่นดิน สิ้นสถาบัน กลายเป็นพลเมืองชั้นสองในบ้านตัวเอง

แม้หลังจากนั้น พวกขายชาติจะได้ดิบได้ดีมีอำนาจวาสนา แต่มันไม่ได้ยั่งยืน เพราะผลกรรมของ "คนขายชาติทั้ง 5" กลับยังส่งวิบากมาถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

ยังไม่นับว่าประวัติศาสตร์จะลงโทษคนเหล่านี้ไปชั่วกัลปาวสาน

คนเอเชียตะวันออกนั้นกลัวการลงทัณฑ์โดยประวัติศาสตร์อย่างมาก เพราะมันให้ผลชั่วลูกหลานนั่นเอง ส่วนในไทยและใกล้ๆ บ้านเราไม่เห็นว่าบันทึกประวัติศาสตร์มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นการ "จองจำคนผิด" อย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่เกรงกลัวว่าคนในอนาคตจะตัดสินตนอย่างไร และไม่กลัวว่าลูกหลานจะต้องรับผิดชอบความผิดของตนอย่างไร

"คนขายชาติทั้ง 5" ที่ว่านี่คือ "คนทรยศทั้ง 5 แห่งปีอึลซา" (乙巳五賊) ซึ่งหมายถึงผู้ทรยศห้าคนแห่ง "จักรวรรดิเกาหลี" ที่สนับสนุนการลงนาม "สนธิสัญญาอึลซาปี 1905"

ต้องอธิบายก่อนว่า "อึลซา" (乙巳) เป็นการนับปีแบบจีน ตรงกับ ค.ศ. 1905

"คนทรยศทั้ง 5 แห่งปีอึลซา" ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อี วัน-ยง, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพ อี คึน-แทก, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อี จี-ยง, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พัค เจ-ซุน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร พาณิชย์ และอุตสาหกรรม ควอน จุง-ฮยอน

ทั้ง 5 คนนี้ได้ลงนามสัญญาที่เป็นคุณกับญี่ปุ่นแต่เป็นโทษกับเกาหลี และวางเงื่อนไขให้เกาหลีถูกผนวกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น

"สนธิสัญญาอึลซาปี 1905" นั้นไม่ใช่แค่ยอมอ่อนข้อให้ประเทศศัตรูให้ครอบครอง "พื้นที่ทับซ้อน" เหมือน MoU บางประเทศ แต่ถึงกับขายประเทศทั้งประเทศให้อีกประเทศเอาไปครอง

ทำไมคนระดับรัฐมนตรีแค่ 5 คนถึงทำแบบนี้ได้? แล้วนายกรัฐมนตรีมัวทำอะไร พระเจ้าแผ่นดินไปอยู่ไหน และประชาชนมัวทำอะไรอยู่?

หากอ่านเรื่องนี้แล้วเราก็จะเข้าใจว่า สนธิสัญญาหรือบันทึกความเข้าใจต่างๆ ที่ "นักการเมือง" ได้ทำไว้นั้น แม้จะทำกันไม่กี่คน แต่หากทำแบบ "เตะหมูเข้าปากหมา" แล้วไม่มีวันที่มันจะแก้ไขหรือต่อต้านได้ง่ายๆ

ในกรณีของ "สนธิสัญญาอึลซาปี 1905" ก็เหมือนกัน

ในขณะนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการการเมือง ฮัน กยู-ซอล (ซึ่งเทียบเท่ากับนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน), รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มิน ยอง-กี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อี ฮา-ยอง คัดค้านสนธิสัญญาดังกล่าว

แต่นายกฯ ฮัน กยู-ซอล ทำอะไรไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่ตัวเองควรจะมีอำนาจสูงสุดของฝ่ายบริหาร แต่เพราะ "อำนาจที่แท้จริง" อยู่ในมือของพวกที่สมคบญี่ปุ่น และญี่ปุ่นมีอำนาจทางหารทหารที่จะเอาชีวิตใครก็ได้ ดังนั้น นายกฯ จึงได้แต่มองตาปริบๆ และคัดค้านโดยไร้พลังต่อต้าน จนในที่สุด นายกฯ ฮัน กยู-ซอล ก็ถูกบีบจากญี่ปุ่นให้ลากออกจากตำแหน่ง

พัค เจ-ซุน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะมีบทบาทนำในการขายชาติ นัยว่ามีผลงานเข้าตาญี่ปุ่นมากที่สุด

ทำไมพวกรัฐมนตรีถึงได้ขายชาติกันง่ายๆ?

ก่อนอื่น สนธิสัญญานี้เป็นผลมาจากแผนการของญี่ปุ่นจะที่ยึดครองเกาหลีมานานแล้ว แต่เกาหลี (หรืออาณาจักรโชซอน) ในเวลานั้นเป็น "รัฐบรรณาการ" ซึ่งได้รับความคุ้มครองจากของจีน แต่ในปลายศตวรรษที่ 19 จีนอ่อนแอลงมาก ทำให้ญี่ปุ่นเข้ามาแทรกแซงและแผ่อิทธิพลในเกาหลี แม้จีนจะพยายาม "ปกป้องเกาหลี" แต่ก็พ่ายแพ้ต่อญี่ปุ่น ในขณะเดียวกัน รัสเซียซึ่งเห็นจีนอ่อนแอก็แผ่อำนาจเข้ามาครอบงำจีนภาคอีสานและคิดจะแผ่เข้ามาในคาบสมุทรเกาหลี จนกระทั่งรัสเซียต้องรบกับญี่ปุ่น แล้วก็พ่ายแพ้ญี่ปุ่นไปอีก คราวนี้ญี่ปุ่นจึง "หวานเจี๊ยบ" เพราะไม่มีใครต่อต้านการผนวกเกาหลีแล้ว

ส่วนเกาหลีหรือโชซอนแทนที่จะเร่งพัฒนาตัวเอง กลับทำเรื่องไม่เป็นเรื่องเช่น เปลี่ยนสถานะจากการเป็น "อาณาจักรโชซอน" มาเป็น "จักรวรรดิเกาหลี" เสียอย่างนั้น ทั้งๆ ที่อำนาจของตนในการเป็นจักรวรรดิก็ไม่มี และควรจะดำเนินการทางการทูตกับมหาอำนาจตะวันตกแบบน้อมมากว่าเพื่อให้มาช่วยคานอำนาจญี่ปุ่น

หลังจากรัสเซียแพ้สงครามกับญี่ปุ่นในเดือนกันยายน ค.ศ. 1905 อิโต ฮิโระบุมิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นหลายสมัยและผู้แทนการเจรจา ได้เดินทางมาถึงกรุงโซลในวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1905 และได้ข่มขู่จักรพรรดิโคจงแห่งจักรวรรดิเกาหลี โดยยื่นพระราชสาส์นส่วนพระองค์จากจักรพรรดิญี่ปุ่นซึ่งมีใจความว่า “ข้าพเจ้าได้ส่งทูตไปรักษาสันติภาพในตะวันออกแล้ว โปรดดำเนินการภายใต้การสั่งการของทูต” นั่นคือสั่งให้เจ้าเกาหลีต้องฟังทูตญี่ปุ่นเท่านั้น เท่ากับทำให้เจ้าเกาหลีกลายเป็น "บริวารของจักรวรรดิญี่ปุ่น" (ซึ่งมีอำนาจของความเป็นจักรพรรดิที่แท้จริงไม่ได้มโนขึ้นมาเอง)

วันที่ 15 พฤศจิกายน อิโต ฮิโระบุมิ ได้นำเสนอข้อเสนอสนธิสัญญาเกาหลี-ญี่ปุ่นต่อจักรพรรดิโคจงอีกครั้ง และเรียกร้องให้จักรพรรดิโคจงลงนามอย่างแข็งกร้าว ในเวลาเดียวกัน ฮายาชิ กอนสุเกะ ทูตญี่ปุ่นประจำเกาหลี และฮาเซกาวะ ผู้บัญชาการกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นประจำเกาหลี ได้ล้อมพื้นที่ภายในและภายนอกของพระราชวังท็อกซูกุง เท่ากับบีบคั้นทั้งทางวาจาและด้วยกำลัง

แต่ถึงขนาดนี้ จักรพรรดิโคจงก็ทรงมีขัตติยมานะ โดยทรงปฏิเสธที่จะให้สัตยาบันสนธิสัญญา แม้อิโต ฮิโระบุมิจะกดดันอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น จักรวรรดิญี่ปุ่นจึงเปลี่ยนยุทธศาสตร์และเริ่มติดสินบนและเกลี้ยกล่อมรัฐมนตรีของรัฐบาลเกาหลี วันที่ 11 พฤศจิกายน ฮายาชิ กอนสุเกะ ได้เรียกตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พัค เจ-ซุน ไปยังสถานทูตญี่ปุ่น และกดดันให้เขาลงนามในสนธิสัญญา ขณะเดียวกัน อิโต ฮิโระบุมิ ได้เรียกรัฐมนตรีทั้งหมดมายังจวนของเขา และออกคำสั่งให้พวกเขาเห็นชอบสนธิสัญญา

หลังจากบีบคั้นอยู่พักใหญ่ ในที่สุด พวกญี่ปุ่นก็เรียกรัฐมนตรีแต่ละคนมาถามความเห็นกันตรงๆ ว่าจะเอาหรือไม่เอาด้วยกับสนธิสัญญา เวลานี้เองที่ "คนทรยศทั้ง 5 แห่งปีอึลซา" ยินยอมลงนาม และในเวลานั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการการเมือง ฮัน กยู-ซอล ก็เริ่มร้องไห้โฮเสียงดังอย่างกะทันหัน จึงถูกนำตัวไปยังห้องแยกต่างหาก อิโต ฮิโระบุมิถึงกับ ตะโกนว่า “ถ้ายังทำเรื่องวุ่นวายแบบนี้อีก ฉันจะฆ่าแกซะ”

หลังจากรัฐมนตรี 5 คนจาก 8 คนลงมติเห็นชอบ อิโต ฮิโระบูมิ ก็ประกาศว่าสนธิสัญญานี้ผ่านความเห็นชอบแล้ว และบังคับให้จักรพรรดิโคจงออกพระราชกฤษฎีกาในคืนนั้น พร้อมกับขโมยพระราชลัญจกรของจักรพรรดิโคจงมาลงพระปรมาภิไธยอีกด้วย

"สนธิสัญญาอึลซาปี 1905" คือการมอบอำนาจให้ญี่ปุ่นบริหารจัดการเกาหลีในฐานะรัฐอารักขา และในอีกไม่กี่ปีต่อมา ญี่ปุ่นจะใช้มันเป็นรากฐานการผนวกเกาหลีเป็นส่วนหนึ่งญี่ปุ่นอย่างสมบูรณ์โดยยกเลิกระบอบกษัตริย์ สั่งให้คนเกาหลีต้องเป็นพลเมืองญี่ปุ่น ใช้ชื่อญี่ปุ่น พูดภาษาญี่ปุ่น และนับถือศาสนาแบบญี่ปุ่น

ดังนั้น "สนธิสัญญาอึลซาปี 1905" คือการขายชาติให้คนอื่นกลืนชาติโดยสมบูรณ์แบบ

หลังจากที่ญี่ปุ่นนผนวกเกาหลีเป็นส่วนหนึ่งของตน พวก "คนทรยศทั้ง 5 แห่งปีอึลซา" ก็ได้ดิบได้ดีกันมากมาย ทั้งหมดได้รับการอวยยศเป็นขุนนางศักดินาตามทำเนียบบรรดาศักดิ์ของญี่ปุ่น และเป็นคณะองคมนตรีของข้าหลวงใหญ่ผู้ปกครองเกาหลีของญี่ปุ่น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พัค เจ-ซุน นั้น หลังจากลงนามสนธิสัญญาผนวกญี่ปุ่น-เกาหลีในปี 1905 ก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นชิชะกุ (子爵 เทียบกับยศตะวันตกคือ Viscount เทียบกับไทยคือ "หลวง") ชั้น 1 จากรัฐบาลญี่ปุ่น และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาคณะองคมนตรีของรัฐบาลเกาหลี เขาได้รับพันธบัตรมูลค่า 100,000 วอน ซึ่งถือว่ามั่งคั่งอย่างมาก แม้แต่ลูกชายของเขา คือ พัค บู-ยัง ก็ได้ดำรงตำแหน่งเลขานุการของคณะองคมนตรี ทั้งบิดาและบุตรชายมีชีวิตที่มั่งคั่งซึ่งเป็นที่อิจฉาของผู้อื่นในช่วงยุคที่เกาหลีตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น

แม้จะมียศและมั่งมีแต่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวง เพราะตกเป็นเป้าหมายและถูกโจมตีจากนักเคลื่อนไหวเพื่อเอกราช แม้แต่คนทั่วไปก็คิดจะทำร้ายเขา แต่เขารอดชีวิตมาได้เพาะอาศัยทหารญี่ปุ่นคอยอารักขาเวลาไปทำงาน

พวกคนทรยศทื่เหลือก็หวาดระแวงกระทั่งหมอรักษาโรคและคนทั่วไป เพราะกลัวถูกเอาชีวิต พวกนี้จึงต้องอาศัยทหารญี่ปุ่นคอยคุ้มครองเวลาไปไหนต่อไหน

หลังจากเขาเสียชีวิตแล้ว แม้ลูกชายจะสืบทอดตำแหน่งต่อไป แต่หลานชาย คือ พัค ซึง-ยู กลับเป็นนักต่อสู้เพื่อเอกราชของเกาหลี และได้ลั่นวาจาเอาไว้ว่า “ทำไมปู่ไม่ฆ่าตัวตายไปเสียเลย ทำไมท่านถึงทำให้ลูกหลานต้องอับอายขายหน้าขนาดนี้?”

กล่าวกันว่าที่ พัค เจ-ซุน ไม่ได้ถูกย่ำยีเท่ากับ "คนทรยศทั้ง 5 แห่งปีอึลซา" คนอื่นๆ ก็เพราะคุณงามความดีของหลานคนนี้ แต่กระนั้นหลังจากตายไปประวัติศาสร์ก็ลงโทษเขาอยู่ดี

เช่น ในเมืองคงจู จังหวัดชุงชองนัมโด ในปี 2020 มีการสร้างอนุสรณ์เปิดโปงการสมคบญี่ปุ่นของเขา โดยตั้งไว้ที่ด้านหน้า "คอซาบี" (거사비/去思碑) หรืออนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อยกย่องความสำเร็จของของข้าราชการที่ทำเพื่อปวงชน เพราะเดิมทีนั้น พัค เจ-ซุน มีความดีความชอบในการปราบปรามการปฏิวัติชาวนาทงฮักในเมืองคงจู ขณะที่เขาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดชุงชองนัมโด แต่ "ความชั่ว" ของเขานั้นล้ำเกินความดีความชอบ ป้ายประกาศความชั่วจะต้องตั้งไว้หน้าป้ายประกาศความดี

ดังที่ จัง จี-ยอน นักหนังสือพิมพ์และปัญญาชนในยุคนั้นได้กล่าวไว้ว่า “อา พวกเขายกแผ่นดินอายุ 4,000 ปีและอาณาจักรอายุ 500 ปีให้คนอื่นไป และทำให้สิ่งมีชีวิต 20 ล้านตนตกเป็นทาสของคนอื่น ไม่จำเป็นต้องตำหนิรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พัค เจ-ซุน และรัฐมนตรีคนอื่นๆ ให้หนักกว่านี้แล้วว่าเลวร้ายยิ่งกว่าสุนัขและหมู”

"แผ่นดินอายุ 4,000" หมายถึงประวัติศาสตร์ของชนชาติเกาหลี และ "อาณาจักรอายุ 500 ปี" หมายถึงอาณาจักรโชซอน

ในยุคปัจจุบัน "คนขายชาติ" เหล่านี้ถูกลงโทษย้อนหลังด้วยกฎหมายที่ผ่านในยุคนี้ คือ "กฎหมายพิเศษว่าด้วยการสืบสวนการกระทำต่อต้านชาตินิยมภายใต้การปกครองอาณานิคมของญี่ปุ่น" (일제강점하 반민족행위 진상규명에 관한 특별법) ที่ผ่านโดยสภาเมื่อปี 2004 ความผิดของ พัค เจ-ซุน ถูกระบุว่ากระทำต่อต้านชาติเกาหลีและนิยมญี่ปุ่น ตามมาตรา 2 วรรค 6, 7, 9, 13 เป็นต้น

วรรค 6. การกระทำอันเป็นการทำหรือลงนามในสนธิสัญญาอึลซา สนธิสัญญาผนวกญี่ปุ่น-เกาหลี หรือสนธิสัญญาอื่นใดที่ละเมิดอธิปไตยของชาติ หรือสมรู้ร่วมคิดที่จะกระทำการดังกล่าว
วรรค 7. การกระทำอันเป็นการรับหรือสืบทอดตำแหน่งอันพึงมีเกียรติในสนธิสัญญาผนวกญี่ปุ่น-เกาหลี
วรรค 9. การปฏิบัติหน้าที่เป็นรองประธาน ที่ปรึกษา หรือสมาชิกสภาองคมนตรีของรัฐบาลเกาหลี (ยุคอาณานิคมญี่ปุ่น)
วรรค 13. ร่วมมืออย่างแข็งขันกับการปกครองอาณานิคมและสงครามรุกรานของจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นโดยเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อการรวมตัวภายในหรือการสร้างจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นผ่านสถาบันหรือองค์กรทางวัฒนธรรมกลาง

นอกจากนี้ ชื่อของเขายังอยู่ใน "รายชื่อผู้ร่วมมือสนับสนุนญี่ปุ่น 708 คน" (친일파 708인 명단/親日派 708人 名單) อันเป็นรายชื่อบุคคลสำคัญ 708 คนที่สนับสนุนญี่ปุ่นจนทำให้เกาหลีต้องสิ้นชาติ ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2002 โดย "กลุ่มแห่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อสถาปนาจิตวัญญาณแห่งชาติ"

ที่ยกกฎหมายของประเทศเกาหลีใต้ยุคปัจจุบันมาให้ดู ก็เพื่อให้คนไทยเราเห็นว่า "การขายชาติ" จะไม่มีวันถูกลืมในเกาหลีใต้ ตราบใดที่คนรุ่นหลังยังจดจำการกระทำนั้นไว้ และบันทึกมันในรูปของประวัติศาสตร์และนิติบัญญัติ

ไม่มีคำว่าสาย หากจะลงทัณฑ์คนที่ทำลายบ้านเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตน

แต่กรณีของ พัค เจ-ซุน ยังถือว่าน้อยเทียบกับคนอื่นๆ อย่างที่บอกไว้ว่าคงเพราะหลานของเขา "ทำความดี" จนบรรเทาผลกรรมที่ลูกหลานจะได้รับ เพราะคนทรยศรายๆ อื่นๆ นั้นวงศ์ตระกูลรุ่นหลังต้องพังพินาศกันเลยทีเดียว

แต่โปรดติดตามตอนต่อไป เพราะตอนนี้คงจะอ่านกันเหนื่อยเกินไปแล้ว!

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - จักรพรรดิโคจง ถ่ายโดย Percival Lowell เมื่อปี 1884

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...