โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ซื้อก่อน-จ่ายทีหลัง กำลังจะครองโลกในศตวรรษที่ 21

Reporter Journey

อัพเดต 28 ส.ค. 2568 เวลา 18.10 น. • เผยแพร่ 28 ส.ค. 2568 เวลา 11.10 น. • Reporter Journey

ซื้อก่อน-จ่ายทีหลัง กำลังยึดครองโลก

“รองเท้าวิ่งคู่ละ 8,000 ตั๋วคอนเสิร์ตศิลปินที่ชอบ 3,500 กางเกงตัวละ 1,200 กระเป๋าเก๋ ๆ ใบละ 2,000”

ถ้าเป็นคนสมัยก่อนกว่าจะตัดสินใจซื้อของแบบนี้คงคิดแล้วคิดอีก แต่สมัยนี้ฟังก์ชัน ‘ซื้อก่อน-จ่ายทีหลัง’ แถมผ่อนรายเดือนกับแพลตฟอร์มซื้อขายได้โดยตรง พฤติกรรมและฟังก์ชั่นเหล่านี้กำลังทำให้การตัดสินใจซื้อของที่อาจจะเกินตัวไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป (หรือแม้แต่การกดผ่อนค่าชาบู 299 บาท ที่ง่ายแค่เพียงไม่กี่คลิ๊ก)

ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่าพฤติกรรมข้างต้นคุ้น ๆ เหมือนพฤติกรรมที่เกิดที่ประเทศไทยบ้านเรา จริง ๆ ต้องบอกว่าไม่เชิง เพราะพฤติกรรมดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกาเหมือนกัน และกำลังลุกลามไปทั่วโลก

ซื้อก่อน-จ่ายทีหลัง กำลังกลายเป็นพฤติกรรมของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21

Worldpay บริษัทผู้ให้บริการด้านการชำระเงินระดับโลก ระบุว่า ‘การซื้อก่อนจ่ายทีหลัง’ (Buy now, Pay later : BNPL) ของโลกปี 2567 มีมูลค่ารวมกันสูงถึง 342,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11 ล้านล้านบาท) ซึ่งตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่กระโดดพุ่งขึ้นอย่างมากจากเมื่อ 10 ปีก่อน, เมื่อ 10 ปีก่อนตัวเลข BNPL อยู่ที่ 2,000 ล้านดอลลาร์ฯ เท่านั้น (ราว 64,000 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นมากถึง 171 เท่า !

หลักการและแนวคิดของการปล่อยสินเชื่อเกิดขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1865 จาก 2 ผู้ประกอบการ ‘ไอแซค ซิงเกอร์’ และ ‘เอ็ดเวิร์ด คลาร์ก’ ที่เริ่มจากการขายจักรเย็บผ้าแบบผ่อนชำระ ซึ่ง ณ เวลานั้นถือว่าแนวทางการขายแบบนี้เป็นนวัตกรรมแห่งยุคสมัยเลยก็ว่าได้ และเมื่อโลกพัฒนามาเรื่อย ๆ บริการและสินค้าทางการเงินของบรรดาสถาบันการเงิน บริษัทบัตรเครดิต รวมไปถึงพวกแพลตฟอร์มซื้อของออนไลน์จากจีนก็พัฒนาตามนำมาซึ่งรูปแบบที่หลากหลายในการชักจูงให้คนมีความรู้สึก ‘ของมันต้องมี’ เงินที่จะจ่ายเอาไว้ทีหลัง

โดยแนวทางที่สถาบันการเงิน-บริษัทสินเชื่อใช้ชักจูงคน เช่น บริษัทการเงินสัญชาติอเมริกา ‘Affirm’ จะจ่ายเงินให้กับร้านค้าปลีกเป็นเงินก้อนล่วงหน้ากับสินค้าที่ลูกค้าซื้อ ภายใต้เงื่อนไขว่า ‘ให้ร้านค้ามีส่วนลดแก่ลูกค้า’ กล่าวคือ ลูกค้าที่ใช้บริการสินเชื่อของ Affirm ซื้อสินค้าใดก็ตามจะได้ซื้อของในราคาที่ถูกกว่าคนที่จ่ายเต็ม ! การทำแบบนี้มีแต่ได้กับได้

  • ร้านค้าปลีกก็ชอบ เพราะได้ยอดขายเพิ่มขึ้น แม้จะต้องมีส่วนลดให้นิดหน่อยแต่ก็เป็นส่วนลดในช่วงที่ร้านค้ารับได้ แถมได้เงินก้อนค่าสินค้าจากบริษัทสินเชื่อแล้ว

  • กลุ่มลูกค้าที่เข้าถึงสินเชื่อ Affirm ก็มีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายมากขึ้นถึง 20% เพราะได้สินค้าในราคาที่ถูก

  • บริษัทสินเชื่อ Affirm ก็ได้รับดอกเบี้ยจากที่ลูกค้ากดผ่อนเข้ามา หรือบางกรณีผ่อนไม่มีดอกเบี้ยก็ได้พฤติกรรมลูกค้าที่การันตีว่าต้องเป็นลูกค้ากับบัตรไปอีกหลายเดือน

แล้วก็ส่วนใหญ่คนกลุ่ม มิลเลนเนียลส์ (millennial) กลุ่มคน Generation Z นี่แหละ ที่เข้ามามีบทบาทในการดันให้ตัวเลข BNPL ของโลกค่อย ๆ สะสมสูงขึ้น คือระบบซื้อก่อนจ่ายทีหลังก็ช่วยผลักดันสร้างยอดขายในตลาด E-Commerce ให้บรรดาธุรกิจในประเทศต่าง ๆ เพิ่มขึ้นจริง ๆ เช่น สวีเดน เยอรมนี นอร์เวย์ ทว่าเรื่องนี้ก็มีเรื่องที่น่ากังวล

ความน่ากลัวของการซื้อก่อน-จ่ายทีหลัง

The Economist รายงานว่าผู้บริโภคที่ซื้อก่อน-จ่ายทีหลัง มีแนวโน้มที่จะมีรายได้ต่ำกว่าวงเงินในบัตรเครดิตของตัวเอง เรื่องนี้ยังมีรายงานจากสถาบันการเงิน Klarna ว่าลูกค้าของบริษัทตนเสียเครดิตเพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ไม่เพียงเท่านั้นงานวิจัยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังชี้ให้เห็นว่า สัดส่วนของผู้ใช้ BNPL ที่ชำระเงินล่าช้าเพิ่มขึ้นจาก 15% ในปี 2564 เป็น 24% ในปี 2567

คือต้องบอกว่าหลายธุรกิจได้รับอานิสงส์ให้ยอดขายโตจริงจากการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง แต่คนจะมีเงินเอามาจ่ายหนี้หรือไม่ อันนี้เป็นอีกเรื่อง และเราไม่ต้องมองที่ไหนไกล เพราะคนไทยอาจจะมีความสามารถในการชำระหนี้ไม่เก่งนัก ซื้อก่อนเก่ง แต่จ่ายตามหลังไม่ค่อยเก่งตาม

ttb analytics วิเคราะห์ว่าการที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ในประเทศไทยเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นแบบนี้ทำให้หลายคนตกอยู่ในวงจรหนี้โดยไม่รู้ตัว ยิ่งการขาดความรู้ทางการเงินยิ่งทำให้นำไปสู่การผิดชำระหนี้ในที่สุด ซึ่งจากสถานการณ์ทางการเงินล่าสุดก็น่าเป็นห่วงจริง ๆ

ตัวเลขคุณภาพเครดิตสินเชื่อรายย่อยของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ของปี 2568

  • ยอดคงค้างสินเชื่อที่ค้างชำระหนี้ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป หรือ Stage 3 สูงถึงเกือบ 1.8 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 3.35% ของสินเชื่อรายย่อยทั้งหมด

  • ยอดคงค้างสินเชื่อที่เริ่มผิดนัดชำระหนี้ 1-3 เดือนยังค่อนข้างสูงถึงกว่า 4 แสนล้านบาท หรือ 7.62% ของสินเชื่อรายย่อยทั้งหมด

ไม่เพียงเท่านั้นคนไทยยังนิยมที่จะถือสินเชื่อหลายบัญชี พึ่งพาเงินกู้จากหลายแหล่างที่มา คนที่เริ่มต้นก่อหนี้จากสินเชื่อส่วนบุคคล มีแนวโน้มจะวนเวียนอยู่ในวงจรหนี้ และมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้ในผลิตภัณฑ์สินเชื่ออื่น ๆ ตามมาอย่างไม่รู้จบ

วันนี้ วันที่พฤติกรรมซื้อก่อน-จ่ายทีหลังกำลังกลายเป็นพฤติกรรมกระแสหลักของทั้งโลก ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียเหมือนเหรียญที่มีสองด้าน ถ้าเราซื้อได้ก็ต้องจ่ายให้ได้เช่นกัน ไม่งั้นจากอะไรที่ว่าดี ๆ มันจะแย่ไปเสียหมดอย่างไม่ทันตั้งตัว

ที่มา : The Economist, ttb analytics

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...