กฎ 3 รุ่น ธุรกิจครอบครัว สร้าง-สานต่อ-รอเจ๊ง เป็นจริง?
“ธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่ไม่อาจอยู่รอดได้เกิน 3 รุ่น หรือพูดง่ายๆ ว่า รุ่นปู่สร้าง รุ่นพ่อสานต่อ รุ่นหลานรอเจ๊ง” ตอกย้ำให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นเมื่อแยกเป็นภาพแต่ละรุ่นอย่างชัดเจน
รุ่นที่ 1 : ผู้ก่อตั้ง (สร้าง)
- เริ่มจากศูนย์ สร้างธุรกิจด้วยน้ำพักน้ำแรง บางคนล้มลุกคลุกคลานมาหลายปี
รุ่นที่ 2 : ลูกหลาน (สานต่อ)
- รับช่วงกิจการมา พัฒนาต่อ อาจเปลี่ยนแนวทางใหม่ ใช้ความรู้ทันสมัยมากขึ้น
รุ่นที่ 3 : หลาน (รอเจ๊ง)
- หลายเคสรุ่นนี้ “กินบุญเก่า” ขาดแพสชัน ไม่เข้าใจธุรกิจ เสี่ยงทำพังหรือขายกิจการ
อย่างไรก็ดีคำกล่าวนี้เหมือนเป็นการดูถูกฝีมือของคนรุ่นใหม่อย่างมาก ซึ่งที่มาของแนวคิดนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปี 1980 จากงานวิจัยในอเมริกาที่สุ่มตัวอย่างบริษัทแล้วแบ่งออกเป็นช่วงๆ 30 ปี เทียบเคียงว่า 1 รุ่น = 30 ปี ผลปรากฏว่า
- 1 ใน 3 ของบริษัทตัวอย่างสามารถคงอยู่ต่อได้ในรุ่นที่ 2
- มีเพียง 13% เท่านั้นที่บริหารต่อเนื่องไปถึงรุ่นที่ 3
หลายฝ่ายออกมาให้ความเห็นว่างานวิจัยนี้ยังคลาดเคลื่อนในหลายอย่าง และหนึ่งในเหตุผลที่น่าสนใจมากสุดคืองานวิจัยนี้ไม่ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกว่าทำไมบางธุรกิจถึงหายไป ซึ่งในความเป็นจริงการทำธุรกิจอยู่รอดหรือไปต่อได้มีหลายองค์ประกอบ
ถ้าเป็นธุรกิจครอบครัว อาจมีเรื่องของความขัดแย้งในครอบครัวมาเกี่ยวได้ แต่ในบางกรณีเจ้าของอาจเพียงแค่ขายธุรกิจของพวกเขาและเริ่มธุรกิจใหม่ ซึ่งนั่นก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็น "ความล้มเหลว" ที่ถ้าเป็นธุรกิจครอบครัว
อาจมีเรื่องของความขัดแย้งในครอบครัวมาเกี่ยวได้ แต่ในบางกรณีเจ้าของอาจเพียงแค่ขายธุรกิจของพวกเขาและเริ่มธุรกิจใหม่ ซึ่งนั่นก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็น "ความล้มเหลว" ที่ท#ความสำเร็จของธุรกิจครอบครัวำให้ธุรกิจครอบครัวไปไม่รอด
ดูข้อมูลจาก Kbank Private Banking ที่คาดมูลค่าการส่งต่อความมั่งคั่งระหว่างรุ่นทั่วโลก สูงถึง 18.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 662 ล้านล้านบาท และแน่นอนว่าตระกูลใดก็ตามที่มีธุรกิจของตัวเอง ย่อมคาดหวังให้รุ่นลูก รุ่นหลานเป็นผู้สานต่อ
แต่ก็ต้องยอมรับความจริงในอีกด้านว่าปัจจัยแวดล้อมภายนอกเปลี่ยนแปลงไป ทำให้คนรุ่นใหม่หลายคนที่มีธุรกิจครอบครัว ไม่อยากรับช่วงต่อ แต่ต้องการอิสระในการใช้ชีวิต อยากเริ่มทำธุรกิจใหม่ของตัวเองมากกว่า หรือเลือกอาชีพที่อยากทำได้ ซึ่งหากต้องการให้รุ่นลูกรุ่นหลานสานต่อกิจการจำเป็นต้องเช้าใจความต้องการของ Next Generation เช่น
- อยากรู้ว่าหากกำลังจะรับดูแลธุรกิจครอบครัวต่อ สิ่งที่ต้องเจอมีอะไรบ้าง
- การมีอำนาจในการบริหารไม่ใช่เป็นเพียงแค่คนที่เข้ามาทำงานแต่ต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของอาวุโส
- การวางระบบบริหารจัดการและการถูกยอมรับจากพนักงานรุ่นเก่าๆ
- ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาธุรกิจตามแนวคิดของคนรุ่นใหม่
มีสถิติที่น่าสนใจระบุว่าหากไม่ได้เตรียมพร้อมวางแผนในการส่งต่อ จะมีธุรกิจครอบครัวที่สามารถอยู่รอดในรุ่นที่ 2 เพียง 30% ส่งผ่านไปสู่รุ่นที่ 3 ได้เพียง 12% และเหลือเพียง 3% ที่รอดไปสู่รุ่นที่ 4
จากรุ่น 1 ส่งต่อไปรุ่น 2 จะง่ายกว่า เพราะเป็นพ่อลูก มีความใกล้ชิดกัน ในขณะที่รุ่น 2 ส่งต่อรุ่น 3 และรุ่น 3 ส่งต่อรุ่น 4 จะยากกว่า เพราะจากเดิมอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ กลายเป็นแยกกันอยู่ ต่างอยู่บ้านของตัวเอง ทำให้มีความห่างกัน ลูกพี่ลูกน้องทำงานร่วมกันยาก และถ้าวิเคราะห์แยกเป็นข้อๆว่าทำไมรุ่นลูกหลานถึงสานต่อกิจการของครอบครัวไม่ได้พบว่าปัญหาเกิดจาก
1.ไม่มีแพสชัน – ไม่อินกับธุรกิจ
- ทายาทไม่ได้เลือกเอง ถูกคาดหวังให้สานต่อ
- ทำไปแบบ “จำใจ” หรือ “ตามหน้าที่”
- สุดท้ายขาดแรงขับ เครียด หมดไฟ
2.ไม่มีประสบการณ์ – ไม่เข้าใจธุรกิจจริง
- โตมาแบบสบาย ไม่ได้คลุกวงในกับกิจการ
- ไม่เข้าใจลูกค้า ไม่รู้ว่าธุรกิจหาเงินยังไง
- ขาดวิธีแก้ปัญหาเวลาเกิดวิกฤต
3.ขาดทักษะการบริหาร – เก่งไม่ตรงจุด
- อาจจบสูงเรียนสูง แต่ไม่มี “เซนส์ธุรกิจ”
- ไม่ถนัดงานบริหารคน การเงิน การตลาด
- มองไม่ออกว่าควรเปลี่ยนแปลงอะไรหรือควรทำอะไรเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด
4.ความขัดแย้งในครอบครัว
- พี่น้องทะเลาะกัน แบ่งอำนาจไม่ลงตัว
- ความคาดหวังของพ่อแม่ที่ต่างจากทายาท
- ไม่มีการพูดคุยชัดเจนเรื่อง “ใครจะทำอะไร”
5.ไม่รู้จักปรับตัว
- ยังใช้วิธีเดิมในโลกที่เปลี่ยนไป
- ไม่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่
อย่างไรก็ดีสิ่งเหล่านี้เป็นแค่ข้อมูลส่วนหนึ่งเพราะมีตัวอย่างความสำเร็จของธุรกิจครอบครัวที่ลูกหลานสานต่อและเพิ่มเติมความยิ่งใหญ่ให้ธุรกิจได้ยกตัวอย่างเช่น Samsung ก่อตั้งโดย Lee Byung-chul ในปี 1938
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของ เกิดขึ้นเมื่อครั้งบุตรชายคนที่ 3 เข้ามาบริหาร และได้เปลี่ยน Mindset ใหม่ให้กับธุรกิจครอบครัว ด้วยการเอา “มืออาชีพ” มานั่งในตำแหน่งต่างๆ ของบริษัท
นอกจากนี้ยังได้นำระบบมาตรฐานต่างๆ มาใช้ภายในองค์กร เช่น การจัดระบบบัญชีและภาษี ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากธุรกิจครอบครัว ไปสู่ Global Company ได้ในที่สุด
หรือธุรกิจเครื่องสำอางและบำรุงผิวอย่าง Estée Lauder ที่ก่อตั้งในปี 1946 เริ่มจากการเป็นธุรกิจครอบครัว และ Generation ที่ 2 ได้เข้ามาบริหารจัดการก้าวข้ามคำว่าธุรกิจครอบครัว ดึงเอามืออาชีพเข้ามาช่วยบริหาร ผสมผสานกับการปฏิวัติด้านเทคโนโลยี ด้วยการตั้ง Lab วิจัย มีนักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ความงาม เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
การทำธุรกิจและมีลูกหลานเข้ามาสานต่อไม่ใช่เรื่องที่ผิดแต่สิ่งสำคัญคือองค์ความรู้+ประสบการณ์ที่ต้องให้ผสมผสานกันอย่างลงตัว คนรุ่นใหม่ก็ต้องฟังประสบการณ์จากคนรุ่นเก่าที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน รู้ว่าควรทำอะไรหรือยังไม่ควรทำอะไร
ในขณะเดียวกันคนรุ่นเก่าก็ต้องให้สิทธิ์ในการออกความคิดเห็น หรือฟังเหตุผลจากคนรุ่นใหม่ ที่อาจมีวิธีที่น่าสนใจหรือเข้ากับยุคสมัยได้มากกว่า ถ้าทั้งรุ่นเก่า+รุ่นใหม่ ทำงานได้อย่างสอดประสาน ธุรกิจจะมีโอกาสเติบโตไปข้างหน้าไม่ว่าจะกี่รุ่นกี่ยุคสมัยธุรกิจก็ยังจะโตไปได้เรื่อยๆ
------------------------------------------
รวมแฟรนไชส์ไทย >660 แบรนด์ - www.ThaiFranchiseCenter.com