จับตา 2 ยักษ์โรงแรมจีนบุกอาเซียน ปูพรม 180 โครงการ ไร้เงาประเทศไทย
คอลัมน์ : Market Move
ธุรกิจท่องเที่ยวของไทยอาจต้องเผชิญความท้าทายที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น เมื่อ 2 เชนโรงแรมสัญชาติจีนรายใหญ่อย่าง จินเจียง อินเตอร์เนชั่นแนล (Jin Jiang International) และ เอช เวิลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล (H World International) ไม่เพียงประกาศแผนลงทุนเปิดสาขาระดับมากกว่าร้อยแห่งในหลายประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในแผนนี้ยังไม่มีชื่อประเทศไทยอยู่อีกด้วย
สถานการณ์นี้อาจกลายเป็นความเสี่ยงที่อาจทำให้ไทยตกขบวนการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
สำนักข่าวนิกเคอิ เอเชีย รายงานว่า เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2568 จินเจียง อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัทผู้บริหารโรงแรมรายใหญ่ที่สุดของจีน ด้วยโรงแรมในมือถึง 13,513 แห่ง และมีรัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ เซ็นสัญญาพันธมิตรกับริยาซ อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อเปิดโรงแรมในมาเลเซีย เวียดนาม ลาว กัมพูชา และฟิลิปปินส์ รวมกว่า 180 แห่ง ภายในปี 2030
โดยโรงแรมที่จินเจียงฯวางแผนเปิดให้บริการนี้จะมีหลากหลายระดับ ตั้งแต่โรงแรมราคาประหยัด ไปจนถึงโรงแรมหรู ภายใต้ชื่อแบรนด์ต่าง ๆ จาก 5 แบรนด์ที่บริษัทมีอยู่ อาทิ จินเจียง อินน์ และ ลาเวนเดอร์ (Lavande)
ทั้งนี้ จินเจียงฯยืนยันว่าการขยายธุรกิจครั้งนี้นับเป็นการบุกตลาดต่างประเทศครั้งใหญ่ที่สุดของผู้บริหารโรงแรมสัญชาติจีน
ด้าน เอช เวิลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล หนึ่งในผู้ประกอบการโรงแรมเอกชนรายใหญ่ที่สุดในจีน ด้วยสาขากว่า 11,685 แห่ง จะมุ่งขยายสาขาด้วยแบรนด์โรงแรมระดับกลาง โดยจะปักธงสาขาที่ 3 ที่มาเลเซียในปี 2026 หลังเปิดสาขานำร่องซึ่งทดลองเปิดในสิงคโปร์เมื่อปี 2019 ก่อน ตามด้วยสาขา 2 ในกรุงพนมเปญของกัมพูชาไปเมื่อปี 2024
ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 เอช เวิลด์ฯ ประกาศแผนขยายสาขาเพิ่มกว่า 9,000 แห่ง ภายในปี 2030 โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในจีนแผนดินใหญ่ ซึ่งเพียงในปี 2025 นี้ บริษัทวางแผนขยายสาขา 2,300 แห่ง และปิดสาขาประมาณ 500-600 แห่ง
ทั้งนี้ กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้สามารถขยายสาขาจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว มาจากโมเดลธุรกิจที่บริษัทเรียกว่า “Manachized” ซึ่งโรงแรมมากกว่า 90% ของ เอช เวิลด์ฯ นั้น ผู้รับสิทธิแฟรนไชส์เป็นฝ่ายลงทุนสร้าง ?? แต่จะดำเนินการโดยผู้จัดการทั่วไปที่บริษัทจ้างและฝึกอบรมมา เพื่อคุมมาตรฐานการบริการ
“จีหง เหอ” หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ของ เอช เวิลด์ฯ อธิบายเหตุผลเบื้องหลังแผนบุกตลาดอาเซียนว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับเป็นตลาดที่น่าตื่นเต้นสำหรับบริษัทเนื่องจากทำเลที่ใกล้กับจีนซึ่งเป็นตลาดบ้านเกิด ทำให้มีความเชื่อมโยงลึกซึ้งกับการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศของชาวจีน
ความเห็นของยักษ์ธุรกิจโรงแรมในเรื่องจุดเด่นด้านระยะทางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ สอดคล้องกับรายงานของ Trip.com ผู้ให้บริการเว็บไซต์จองที่พักและสถานที่ท่องเที่ยวของจีน ซึ่งเปิดเผยว่าในบรรดาประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของชาวจีนเมื่อช่วงหยุดยาววันชาติที่ผ่านมานั้น ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ อยู่ในอันดับใกล้เคียงกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
นอกจากปัจจัยเรื่องระยะทางแล้ว การที่ธุรกิจของชาวจีนยกขบวนเข้ามาปักหลักให้บริการในภูมิภาคนี้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นอีกแรงผลักดันกลุ่มโรงแรมกล้าตัดสินใจขยายสาขาเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความหวังว่าปริมาณการเดินทางเพื่อธุรกิจจากจีนจะเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับการเดินทางของครอบครัวและเพื่อนของพนักงานในธุรกิจที่ถูกส่งมาประจำประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ตามข้อมูลของสำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat) เมื่อปี 2024 มีนักท่องเที่ยวจากจีนเดินทางไปเยือนประเทศสมาชิกอาเซียนประมาณ 20.4 ล้านคน เพิ่มขึ้น 56% จากช่วงทศวรรษก่อน
ตัวเลขนี้นับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับการเติบโตของนักท่องเที่ยวจากประเทศ และภูมิภาคอื่น ๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเพิ่มขึ้นเพียง 16% เท่านั้น สะท้อนถึงศักยภาพของตลาดนักท่องเที่ยวจีน และโอกาสของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวในอาเซียน
อย่างไรก็ตาม การที่แผนขยายสาขาครั้งนี้ไม่มีชื่อประเทศไทยอยู่ ทำให้ต้องจับตาดูกันว่าแนวทางการลงทุนของ 2 ยักษ์โรงแรมแดนมังกรนี้ จะส่งผลอย่างไรกับกระแสการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนที่มายังภูมิภาคอาเซียน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จับตา 2 ยักษ์โรงแรมจีนบุกอาเซียน ปูพรม 180 โครงการ ไร้เงาประเทศไทย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net