โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับตา 2 ยักษ์โรงแรมจีนบุกอาเซียน ปูพรม 180 โครงการ ไร้เงาประเทศไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 31 ต.ค. 2568 เวลา 02.12 น. • เผยแพร่ 31 ต.ค. 2568 เวลา 02.12 น.

คอลัมน์ : Market Move

ธุรกิจท่องเที่ยวของไทยอาจต้องเผชิญความท้าทายที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น เมื่อ 2 เชนโรงแรมสัญชาติจีนรายใหญ่อย่าง จินเจียง อินเตอร์เนชั่นแนล (Jin Jiang International) และ เอช เวิลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล (H World International) ไม่เพียงประกาศแผนลงทุนเปิดสาขาระดับมากกว่าร้อยแห่งในหลายประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในแผนนี้ยังไม่มีชื่อประเทศไทยอยู่อีกด้วย

สถานการณ์นี้อาจกลายเป็นความเสี่ยงที่อาจทำให้ไทยตกขบวนการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สำนักข่าวนิกเคอิ เอเชีย รายงานว่า เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2568 จินเจียง อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัทผู้บริหารโรงแรมรายใหญ่ที่สุดของจีน ด้วยโรงแรมในมือถึง 13,513 แห่ง และมีรัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ เซ็นสัญญาพันธมิตรกับริยาซ อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อเปิดโรงแรมในมาเลเซีย เวียดนาม ลาว กัมพูชา และฟิลิปปินส์ รวมกว่า 180 แห่ง ภายในปี 2030

โดยโรงแรมที่จินเจียงฯวางแผนเปิดให้บริการนี้จะมีหลากหลายระดับ ตั้งแต่โรงแรมราคาประหยัด ไปจนถึงโรงแรมหรู ภายใต้ชื่อแบรนด์ต่าง ๆ จาก 5 แบรนด์ที่บริษัทมีอยู่ อาทิ จินเจียง อินน์ และ ลาเวนเดอร์ (Lavande)

ทั้งนี้ จินเจียงฯยืนยันว่าการขยายธุรกิจครั้งนี้นับเป็นการบุกตลาดต่างประเทศครั้งใหญ่ที่สุดของผู้บริหารโรงแรมสัญชาติจีน

ด้าน เอช เวิลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล หนึ่งในผู้ประกอบการโรงแรมเอกชนรายใหญ่ที่สุดในจีน ด้วยสาขากว่า 11,685 แห่ง จะมุ่งขยายสาขาด้วยแบรนด์โรงแรมระดับกลาง โดยจะปักธงสาขาที่ 3 ที่มาเลเซียในปี 2026 หลังเปิดสาขานำร่องซึ่งทดลองเปิดในสิงคโปร์เมื่อปี 2019 ก่อน ตามด้วยสาขา 2 ในกรุงพนมเปญของกัมพูชาไปเมื่อปี 2024

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 เอช เวิลด์ฯ ประกาศแผนขยายสาขาเพิ่มกว่า 9,000 แห่ง ภายในปี 2030 โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในจีนแผนดินใหญ่ ซึ่งเพียงในปี 2025 นี้ บริษัทวางแผนขยายสาขา 2,300 แห่ง และปิดสาขาประมาณ 500-600 แห่ง

ทั้งนี้ กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้สามารถขยายสาขาจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว มาจากโมเดลธุรกิจที่บริษัทเรียกว่า “Manachized” ซึ่งโรงแรมมากกว่า 90% ของ เอช เวิลด์ฯ นั้น ผู้รับสิทธิแฟรนไชส์เป็นฝ่ายลงทุนสร้าง ?? แต่จะดำเนินการโดยผู้จัดการทั่วไปที่บริษัทจ้างและฝึกอบรมมา เพื่อคุมมาตรฐานการบริการ

“จีหง เหอ” หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ของ เอช เวิลด์ฯ อธิบายเหตุผลเบื้องหลังแผนบุกตลาดอาเซียนว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับเป็นตลาดที่น่าตื่นเต้นสำหรับบริษัทเนื่องจากทำเลที่ใกล้กับจีนซึ่งเป็นตลาดบ้านเกิด ทำให้มีความเชื่อมโยงลึกซึ้งกับการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศของชาวจีน

ความเห็นของยักษ์ธุรกิจโรงแรมในเรื่องจุดเด่นด้านระยะทางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ สอดคล้องกับรายงานของ Trip.com ผู้ให้บริการเว็บไซต์จองที่พักและสถานที่ท่องเที่ยวของจีน ซึ่งเปิดเผยว่าในบรรดาประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของชาวจีนเมื่อช่วงหยุดยาววันชาติที่ผ่านมานั้น ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ อยู่ในอันดับใกล้เคียงกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

นอกจากปัจจัยเรื่องระยะทางแล้ว การที่ธุรกิจของชาวจีนยกขบวนเข้ามาปักหลักให้บริการในภูมิภาคนี้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นอีกแรงผลักดันกลุ่มโรงแรมกล้าตัดสินใจขยายสาขาเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความหวังว่าปริมาณการเดินทางเพื่อธุรกิจจากจีนจะเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับการเดินทางของครอบครัวและเพื่อนของพนักงานในธุรกิจที่ถูกส่งมาประจำประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ตามข้อมูลของสำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat) เมื่อปี 2024 มีนักท่องเที่ยวจากจีนเดินทางไปเยือนประเทศสมาชิกอาเซียนประมาณ 20.4 ล้านคน เพิ่มขึ้น 56% จากช่วงทศวรรษก่อน

ตัวเลขนี้นับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับการเติบโตของนักท่องเที่ยวจากประเทศ และภูมิภาคอื่น ๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเพิ่มขึ้นเพียง 16% เท่านั้น สะท้อนถึงศักยภาพของตลาดนักท่องเที่ยวจีน และโอกาสของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวในอาเซียน

อย่างไรก็ตาม การที่แผนขยายสาขาครั้งนี้ไม่มีชื่อประเทศไทยอยู่ ทำให้ต้องจับตาดูกันว่าแนวทางการลงทุนของ 2 ยักษ์โรงแรมแดนมังกรนี้ จะส่งผลอย่างไรกับกระแสการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนที่มายังภูมิภาคอาเซียน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จับตา 2 ยักษ์โรงแรมจีนบุกอาเซียน ปูพรม 180 โครงการ ไร้เงาประเทศไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...