โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศาลปกครองเชียงใหม่ ยกฟ้อง! คดีป่าแหว่ง ชี้อยู่นอกเขตป่าสงวน

อีจัน

อัพเดต 27 ก.ค. 2565 เวลา 11.32 น. • เผยแพร่ 27 ก.ค. 2565 เวลา 11.32 น. • อีจัน

จากกรณีที่ชาวบ้านในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ รวมตัวเรียกร้องขอคืนพื้นที่ป่า ดอยสุเทพ จากโครงการก่อสร้าง บ้านพักข้าราชการตุลาการ ในพื้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จ.เชียงใหม่

ความคืบหน้าล่าสุด (27 ก.ค. 65) ศาลปกครองเชียงใหม่ ได้มีคำพิพากษา คดีป่าแหว่ง โดยคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดี (กรมธนารักษ์) มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอด (สำนักงานศาลยุติธรรม) ใช้พื้นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ ชม.1723 (บางส่วน) ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เนื้อที่ 147 ไร่ 3 งาน 30 ตารางวา ก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลบ้านพักตุลาการ และข้าราชการศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เนื่องจาก พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่า บางส่วนทับซ้อนกับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ดอยสุเทพ มีความสวยงามตามธรรมชาติของผืนป่าดอยสุเทพ อำนาจอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่เป็นอำนาจของอธิบดีกรมป่าไม้ไม่ใช่อำนาจของผู้ถูกฟ้องคดี

อีกทั้งไม่มีการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียก่อนการพิจารณาอนุญาต เพราะผลจากที่ได้รับอนุญาตในการก่อสร้างอาคารดังกล่าวของผู้ร้องสอด จะต้องมีการตัดโค่นต้นไม้ทำลายป่า ทำให้เกิดสภาพป่าแหว่ง ทำให้ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญและเป็นผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และอุทยานแห่งชาติป่าดอยสุเทพ เสียสิทธิที่จะได้ชื่นชมความงดงามตามธรรมชาติของผืนป่าดอยสุเทพ

จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอน และให้มีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและปรับปรุงพื้นที่ให้กลับมามีสภาพดังเดิม

คดีนี้ ศาลปกครองเชียงใหม่ วินิจฉัยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า พื้นที่ราชพัสดุแปลงพิพาททั้งแปลงอยู่นอกแนวเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยสุเทพ และนอกแนวเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ - ปุย

อำนาจอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุแปลงพิพาท เป็นอำนาจของกรมธนารักษ์ผู้ถูกฟ้องคดี

การพิจารณาอนุญาตให้สำนักงานศาลยุติธรรมผู้ร้องสอด ใช้พื้นที่ที่ราชพัสดุแปลงพิพาทก่อสร้างอาคารที่ทำการศาล บ้านพักตุลาการ และ ข้าราชการศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นไปตามขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ เห็นว่ากฎหมายกำหนดขั้นตอนว่า ก่อนการพิจารณาอนุญาตให้ผู้ร้องสอดใช้พื้นที่ที่ราชพัสดุแปลงพิพาท ผู้ร้องสอดจะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ประกอบประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2535 และรายงานการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชนตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชน พ.ศ.2548 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดข้อพิพาท เสนอต่อผู้ถูกฟ้องคดี

เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ที่ราชพัสดุแปลงพิพาท แม้มีสภาพเป็นป่าที่ลาดเชิงเขา บางส่วนเป็นที่สูงชันอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคเหนือ (ลุ่มน้ำปิง-วัง) แต่เมื่อพื้นที่ดังกล่าวมิได้มีพื้นที่ส่วนหนึ่งส่วนใดทับซ้อนกับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

พื้นที่ราชพัสดุแปลงพิพาท จึงไม่อยู่ในบังคับพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แล้วแต่กรณี

อีกทั้ง พื้นที่ราชพัสดุแปลงพิพาท อยู่ในพื้นที่ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกำหนดให้เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 2 ชั้น 3 และชั้น 4 ผู้ร้องสอดจึง “ได้รับยกเว้นไม่จำต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม” ตามประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมฉบับดังกล่าว

และไม่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียก่อนเริ่มโครงการตามข้อ 14 ( 1 ) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ.2548

ดังนั้น การพิจารณาอนุญาตให้ผู้ร้องสอดใช้ที่ราชพัสดุแปลงพิพาทจึงเป็นไปตามขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีที่ว่า การพิจารณาอนุญาตของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 67 วรรคสอง ที่ใช้บังคับในขณะนั้น จึงไม่อาจรับฟังได้

คดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีอนุญาตให้ผู้ร้องสอดใช้พื้นที่ที่ราชพัสดุแปลงพิพาทเพื่อใช้ก่อสร้างอาคาร ที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 บ้านพักตุลาการ และ บ้านพักข้าราชการศาลอุทธรณ์

ภาค 5 เป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีอนุญาตให้ผู้ร้องสอดใช้พื้นที่ที่ราชพัสดุแปลงพิพาท เพื่อดำเนินการก่อสร้างอาคารดังกล่าว ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบแต่อย่างใด

เมื่อผู้ร้องสอดได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ที่ราชพัสดุแปลงพิพาท เพื่อก่อสร้างอาคารดังกล่าว ผู้ร้องสอดจึงชอบที่จะดำเนินการในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องเพื่อให้การก่อสร้างอาคารดังกล่าวสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของโครงการ

ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีที่ว่า การก่อสร้างอาคารของผู้ร้องสอดดังกล่าวเป็นเหตุให้มีการโค่นต้นไม้ ทำลายป่า ทำให้เกิดเป็นพื้นที่ป่าแหว่ง อันเป็นการทำลายระบบนิเวศของพื้นที่ป่าไม้ที่สวยงามตามธรรมชาติและมีผลกระทบต่อลำห้วยแม่ชะเยือง จึงไม่อาจรับฟังได้

ศาลได้วินิจฉัยแล้วว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีอนุญาตให้ผู้ร้องสอดใช้พื้นที่ที่ราชพัสดุแปลงพิพาท เพื่อใช้ก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 บ้านพักตุลาการและบ้านพักข้าราชการศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ต้องรับผิดดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดี พิพากษายกฟ้อง

คลั่ง! บุกบ้านตำรวจ โดนสวนดับคลิปอีจันแนะนำ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...