โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

วิกฤตค่าครองชีพอังกฤษ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” หนี้เสียท่วม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 ก.ค. 2565 เวลา 01.31 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2565 เวลา 22.12 น.

จากภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งทำลายสถิติในหลายประเทศ ส่งผลให้เกิด “วิกฤตค่าครองชีพ” ที่ผู้บริโภคต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น สินเชื่อรายย่อยจึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภค แต่ภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนก็สร้างความเสี่ยงที่ผู้กู้ยืมจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ และอาจกลายเป็นปัญหา “หนี้เสีย”

โดยอัตราเงินเฟ้ออังกฤษเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา พุ่ง 9.1% แตะระดับสูงสุดรอบ 40 ปี โดยสิ่งที่ทำให้ภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้นมาก มาจากราคาพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซ ค่าเชื้อเพลิงควบคู่กับการขนส่ง รวมถึงราคาอาหารและเครื่องดื่ไม่มีแอลกอฮอล์ที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง กดดันให้วิกฤตค่าครองชีพรุนแรงขึ้น

นอกจากนี้ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) คาดว่าดัชนีเงินเฟ้อของประเทศมีโอกาสจะพุ่งสูงกว่า 11% ในเดือน ต.ค.นี้

เงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องกดดันให้ธนาคารกลางอังกฤษ ประกาศขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกันเมื่อปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ระดับ 1.25% สูงสุดในรอบ 13 ปี

โดยผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติแห่งสหราชอาณาจักร (ยูเค) ระบุว่า ชาวอังกฤษราว 68% ลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในชีวิตประจำวัน และ 52% ระบุว่า ลดการปริมาณการใช้ก๊าซและไฟฟ้าในครัวเรือน หลังจากที่ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น

วิกฤตค่าครองชีพยังนำมาซึ่ง “ภาระหนี้สิน” ที่ไม่สามารถจัดการได้ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้บริการ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” (Buy Now, Pay Later : BNPL) โดยเดอะการ์เดียนรายงานผลการสำรวจของธนาคารบาร์เคลย์ส ร่วมกับองค์กรการกุศลสเต็ปเชนจ์ พบว่า ชาวอังกฤษที่ใช้บริการ BNPL ราว 31% กำลังประสบปัญหาจากการก่อหนี้เกินความสามารถในการชดใช้หนี้สิน และเสี่ยงที่กลายเป็น “หนี้เสีย”

ก่อนหน้านี้บริการสินเชื่อแบบ “ซื้อก่อน จ่ายที่หลัง” หรือ BNPL เป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมและเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงการแพร่ระบาดรุนแรงของโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้อีคอมเมิร์ซได้รับประโยชน์อย่างมากจากการที่ผู้คนไม่สามารถออกจากบ้านไปช็อปปิ้งได้ และหันมาใช้บริการ BNPL ที่นำเสนอสินเชื่อระยะสั้นในการผ่อนจ่ายซื้อสินค้า โดยไม่มีดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียม ซึ่งผู้ให้บริการ BNPL จะทำเงินผ่านคอมมิชชั่นจากผู้ขายสินค้า

แต่วิกฤตค่าครองชีพสูงในขณะนี้ส่งผลให้ภาคครัวเรือนในอังกฤษ และยุโรป มีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเผชิญกับภาวะ “วงจรหนี้ไม่สิ้นสุด” ที่ต้องมีการกู้เงินใหม่เพื่อนำมาชดใช้หนี้สินเก่า และอาจนำมาซึ่งการสูญเสียความสามารถในการชำระหนี้จนกลายเป็น “หนี้เสีย” ในที่สุด

ทั้งความพยายามลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและความเสี่ยงที่จะไม่สามารถชำระหนี้ของผู้บริโภค กลายเป็นแรงกดดันอย่างหนักต่อผู้ให้บริการ BNPL ที่ถูกจับจ้องจากสายตาของนักลงทุนมากขึ้น ถึงความสามารถในการทำกำไรและการดำเนินธุรกิจที่ทำให้กระแสเงินสดหมดไปเรื่อย ๆ

อย่างล่าสุดในกรณีของ “คลาร์นา” (Klarna) สตาร์ตอัพฟินเทคจากสวีเดน ผู้ให้บริการ BNPL รายใหญ่ของยุโรป โดยรอยเตอร์สรายงานว่า คลาร์นาได้รับการประเมินมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการเจรจาระดมทุนรอบใหม่ ซึ่งลดลงอย่างมากจากการประเมินมูลค่า 45,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2021

ขณะที่ผู้ให้บริการ BNPL คู่แข่งอย่าง “แอฟเฟิร์ม” (Affirm) ก็มีมูลค่าบริษัทลดลงถึง 80% นับจากเมื่อต้นปี 2022 เป็นภาพสะท้อนให้เห็นการบริโภคของภาคครัวเรือนทั้งในอังกฤษและยุโรปที่อ่อนแอลงจากสถานการณ์ค่าครองชีพที่พุ่งสูง

พร้อมกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เริ่มลดลงในอุตสาหกรรมสินเชื่อขนาดเล็กที่ชะลอความร้อนแรงลงจากปีที่แล้ว และอาจทำให้หลายรายต้องออกจากตลาดการแข่งขันไปในที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...