โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

บาจา สู้เงินเฟ้อ-กำลังซื้อฝืด ปรับภาพลักษณ์หวังขึ้นท็อปออฟไมนด์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 ส.ค. 2565 เวลา 13.57 น. • เผยแพร่ 18 ส.ค. 2565 เวลา 04.21 น.

“บาจา” เด้งรับโควิด-19 คลี่คลาย ประกาศเปิดเกมรุก-เร่งฟื้นยอด หลังจากตลาดนิ่งมานาน สัญญาณสดใส แบ็กทูสกูล ดันตัวเลขพุ่ง ประกาศปรับภาพลักษณ์ใหม่ เพิ่มงบฯการตลาด ใช้พรีเซ็นเตอร์ ตั้งเป้าขึ้นแท่นท็อปออฟไมนด์ในใจคนรุ่นใหม่ ขยายฐานกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เดินหน้าลอนช์คอลเล็กชั่น เบสิก-พรีเมี่ยม ลงตลาดอีกเพียบ ประกาศตรึงราคาสินค้ารับเงินเฟ้อ-ค่าครองชีพเพิ่ม ตั้งเป้าสิ้นปียอดกลับมาโต 65%

ที่ผ่านมา แม้ตลาดรองเท้าลำลองมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท จะมีการแข่งขันที่สูง จากผู้เล่นที่หลากหลาย ทั้งแบรนด์ไทยและต่างประเทศ ทั้งด้านของดีไซน์ คุณภาพ และราคา แต่ผลกระทบจากโควิด-19 ที่นำมาสู่มาตรการล็อกดาวน์ ทำให้ตลาดนี้ตกในสถานการณ์ที่ยากลำบากมาถึง 2 ปี แต่เมื่อตลาดเริ่มฟื้นกลับมา ผู้ประกอบการต่าง ๆ เริ่มมีความเคลื่อนไหวในการลุกขึ้นมาทำตลาด เช่นเดียวกับ “บาจา” แบรนด์รองเท้าที่อยู่มาเกือบ 100 ปี ที่ล่าสุดเริ่มกลับมาเปิดเกมรุกในการทำการตลาดมากขึ้น

ตลาดเริ่มฟื้น-แข่งขันระอุ

นางสาววิลาสินี ภาณุรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บาจา (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดรองเท้าลำลองเป็นตลาดที่ค่อนข้างกว้างและมีผู้เล่นหลายรายทั้งแบรนด์ไทยและต่างประเทศ โดยในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่มีการล็อกดาวน์ ส่งผลให้ตลาดรองเท้าในภาพรวมติดลบไปกว่า 2 ปี เนื่องจากผู้บริโภคไม่ออกจากบ้านและไม่มีความจำเป็นที่ต้องซื้อรองเท้าใหม่สำหรับสวมใส่มากนัก

อย่างไรก็ตาม หลังจากสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย ธุรกิจรองเท้าเริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้น หากสังเกตจะเห็นได้ว่า ขณะนี้หลาย ๆ แบรนด์ได้เริ่มกลับมาทำการตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดกลับมามีการแข่งขันที่สูงขึ้น

สำหรับปีนี้ ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ตลาดรองเท้าในภาพรวมกลับมาโต 25% ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะเทรนด์การแต่งตัว หากสังเกตจะเห็นว่ารองเท้าผ้าใบได้รับความนิยมมากขึ้นและถูกนำมาสวมใส่ลำลองมากขึ้น

ทั้งนี้ จากการศึกษาพฤติกรรมลูกค้าอายุ 40 ปีขึ้นไป พบว่า มีผู้บริโภคบางกลุ่มที่ไม่ได้ใส่รองเท้าผ้าใบในชีวิตประจำวัน แต่ใส่รองเท้าผ้าใบสำหรับการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว หันมาใส่รองเท้าผ้าใบในการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น ทำให้รองเท้าผ้าใบหรือสนีกเกอร์ เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ตลาดในภาพรวมเติบโตขึ้น ขณะที่กลุ่มรองเท้าลำลองที่ไม่ได้ใส่อย่างเป็นทางการ ค่อนข้างทรงตัว

“แบ็กทูสกูล” ดันยอดพุ่ง

นางสาววิลาสินีกล่าวด้วยว่า เช่นเดียวกับบาจา ผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้ยอดขายลดลง 38% จากช่วงก่อนที่โควิด-19 จะระบาด ซึ่งบาจาสร้างยอดขายได้กว่า 2,000 ล้านบาท แต่หลังจากที่สถานการณ์ทุกอย่างเริ่มคลี่คลายและค่อย ๆ ฟื้นกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ตอนนี้พบว่าลูกค้าเริ่มกลับมาจับจ่ายภายในร้านหรือสาขาต่าง ๆ เพิ่มขึ้น

ทำให้ปัจจุบันยอดขายทั้งหน้าร้านและออนไลน์ของบาจากลับมาเติบโตได้ถึง 70% โดยเฉพาะช่วงเปิดเทอม back to school โรงเรียนต่าง ๆ กลับมาเปิดทำการเรียนการสอนตามปกติ ส่งผลให้ยอดขายรองเท้านักเรียนทั้งชาย-หญิง เติบโตขึ้นค่อนข้างมาก และเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับช่วง ปี 2562 ก่อนที่จะเกิดโควิดระบาด

“เนื่องจากเด็ก ๆ ไม่ได้ไปโรงเรียนนานกว่า 2 ปี ทำให้เด็กมีร่างกายที่เติบโตขึ้น รองเท้าคู่เดิมใส่ไม่ได้ ผู้ปกครองต้องซื้อรองเท้าคู่ใหม่ให้ ตัวเลขการเติบโตจึงค่อนข้างสูง” นางสาววิลาสินีกล่าวและว่า

แม้ภาพรวมของตลาดรองเท้าในแง่ยอดขายจะเริ่มกลับมาดีขึ้นก็จริง แต่จากการติดตามพบว่า ทราฟฟิกของร้านยังไม่กลับมา 100% ถ้าเทียบกับก่อนโควิด

ส่วนหนึ่งอาจจะสืบเนื่องมาจากนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่ยังไม่ฟื้นกลับมาเหมือนเดิม โดยเฉพาะนักท่องเที่ยงจากประเทศจีน อย่างจีนก็ยังไม่กลับมา สะท้อนจากสาขาบาจาบางแห่งที่เน้นจับลูกค้าเป็นนักท่องเที่ยวที่ทราฟฟิกยังไม่กลับมา ส่วนสาขาที่เน้นจับกลุ่มลูกค้าที่เป็นโลคอลพบว่ากลับมาโตเท่าช่วงก่อนโควิดแล้ว

ปรับภาพลักษณ์แบรนด์ครั้งใหญ่

นางสาววิลาสินีกล่าวถึงกลยุทธ์และทิศทางการดำเนินงานต่อจากนี้ บาจาเตรียมปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ทันสมัยมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาผู้บริโภคหรือกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบาจาส่วนใหญ่จะนึกถึงบาจา เพียงแค่ว่าเป็นรองเท้าที่มีราคาถูก ทน และใส่สบาย แต่ไม่ได้เป็น top of mind ที่เป็นตัวเลือกอันดับแรก ๆ ในการซื้อหา

ดังนั้น บริษัทมีแผนจะสร้างบุคลิกแบรนด์ใหม่ จากนี้ไป บาจาจะเริ่มใช้งบฯการทำตลาดมากขึ้น จากเดิมทำตลาดค่อนข้างน้อย โดยจะมีการทำตลาดผ่านพรีเซ็นเตอร์ ที่จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 สิงหาคมที่จะถึงนี้ เพื่อเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ เพื่อสื่อสารโปรดักต์ต่าง ๆ ของบาจาให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

โดยต้องการจะขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มคนที่มีอายุน้อยลงมากขึ้น จากที่ผ่านมาลูกค้าบาจาส่วนใหญ่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป โดยมีแผนจะทยอยเปิดตัวรองเท้าคอลเล็กชั่นใหม่เข้าสู่ตลาดเป็นระยะ ๆ 5-6 รายการ เช่น รองเท้าที่มีนวัตกรรมเพื่อสุขภาพมากขึ้น จากเดิมในช่วงโควิด ที่บาจาเน้นขายสินค้ากลุ่มเบสิก เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่มีความกังวลในการใช้จ่าย

ขณะเดียวกันก็จะเน้นการพัฒนารองเท้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น เพื่อช่วยสามารถทำให้มาร์จิ้นหรือกำไรดีขึ้น เพื่อเสริมกลุ่มรองเท้าเบสิกที่จะยังคงราคาไว้เท่าเดิม

ขณะเดียวกัน ก็จะเพิ่มความสำคัญกับกลุ่มรองเท้ายูนิฟอร์ม ที่เจาะกลุ่มลูกค้าระดับแมสมากขึ้น ซึ่งตลาดนี้เป็นตลาดที่ใหญ่ ตลอดจนรองเท้ากลุ่มผู้หญิงที่ใส่ทางการ เช่น รองเท้ารับปริญญา ส่วนกลุ่มรองเท้าผู้ชาย มีรองเท้าผ้าใบขายดีสุด เพราะปัจจุบันผู้คนนิยมเล่นกีฬาจำนวนมาก

พร้อมกันนี้ก็จะนำกลยุทธ์ CRM loyalty campaign และ omnichannel strategy มาผสมผสานช่องทางการขายเข้าด้วยกัน โดยใช้ดาต้าลูกค้าที่มีอยู่มาทำซีอาร์เอ็มลอยัลตี้ เพื่อรักษาฐานลูกค้าประจำ

มั่นใจยอดขายโตกระฉูด

นางสาววิลาสินีกล่าวในตอนท้ายว่า นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมรีโนเวตร้านสาขาให้ดูทันสมัยขึ้น รวมทั้งมีการจัดหมวดหมู่สินค้าภายในร้านให้ชัดเจนขึ้น มีการแยกกลุ่ม รองเท้า กระเป๋า แอ็กเซสซอรี่ เพื่อสร้างความสะดวกให้ลูกค้า

ซึ่งปัจจุบันบาจามีช่องทางการจัดจำหน่ายทางหน้าร้านของตัวเอง 229 ร้าน และเป็นร้านแฟรนไชส์ 6 ร้าน มีสินค้าหลากหลาย ได้แก่ Bata, Bata Red Labie ตามด้วยรองเท้าผ้าใบ North Star และรองเท้ากีฬา Streetwear, Power รองเท้าเด็ก Bubble Gummers, รองเท้าแฟชั่น Marie Claire รวมถึงกลุ่มสินค้ากระเป๋าและแอ็กเซสซอรี่ ราคาเริ่มตั้งแต่ 199-4,999 บาท

จากสถานการณ์ที่เพิ่งฟื้นจากวิกฤตโควิด ดังนั้น บริษัทจะยังต้องระมัดระวังในการใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ทั้งราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคที่จะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น รวมทั้งความท้าทายจากภาวะต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบาจามีโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง โดยมีฐานการผลิตสำคัญอยู่ที่อินโดนีเซีย จีน และยุโรป จากเมื่อ 5 ปีก่อนที่มีฐานผลิตในไทยแต่ปิดไปแล้ว บาจาจึงยังไม่มีแผนจะพิจารณาปรับขึ้นราคา และยังคงย้ำโพซิชั่นของการเป็นรองเท้าคุณภาพราคาถูก ทน นิ่ม และใส่สบาย ไว้เช่นเดิม และมั่นใจว่า จากแนวทางการดำเนินงานต่าง ๆ ที่วางไว้ข้างต้น คาดว่าสิ้นปี 2565 ช่องทางหน้าร้านและออนไลน์ของบาจาจะเติบโตมากกว่า 65%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...