เมื่อ 1+1 ไม่เท่ากับ 2 ก้าวไกลเหลือ 2 ทางเลือก ฝ่ายค้าน หรือ ยุบพรรค วงล้อมประชาธิปไตยถูกตีแตก
เมื่อ 1+1 ไม่เท่ากับ 2 ก้าวไกลเหลือ 2 ทางเลือก ฝ่ายค้าน หรือ ยุบพรรค วงล้อมประชาธิปไตยถูกตีแตก
เราและคนอีกหลายล้านคน คงมีความรู้สึกเดียวกันว่า พรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากมาเป็นอันหนึ่ง ต้อง ได้เป็นแกนนำตั้ง รัฐบาล และนายกฯ ประธานสภา ก็ควรจะเป็นสิทธิ์ ของพรรคอันดับ 1 ตามกติกาของระบอบประชาธิปไตย นั่นหมายถึง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะต้อง ได้ตำแหน่งนายกฯ คนที่ 30 ของประเทศไทย พรรคก้าวไกลจะต้องเป็น รัฐบาล อย่างถูกต้องและชอบธรรม
เราก็คือ ประชาชนก็คิด ใครที่อยู่ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขก็ต้องคิดอย่างนั้น แต่เรามีรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เรามี ส.ว. 250 เรามี ส.ส. 500 คน เรามี กกต. เรามี ศาลรัฐธรรมนูญ เราไม่ใช่มีแค่ ประชาชน 25 ล้านเสียง ที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ในการเลือกนายกฯ และตั้งรัฐบาล เรายังมีอะไรอีกมากมาย ทำให้ เกิดปฎิกริยาทางเคมี 1+1 ไม่ใช่ 2 เสมอไป ไม่ใช่ เป็นความยากลำบาก สำเร็จ การเมืองไทยที่ ออกแบบไม่ได้ ยกเว้นว่า การเมืองไทยจะเจริญ ถึงที่สุด เลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง เป็นพรรครัฐบาล อย่างน้อยต้อง ได้ ส.ส. เข้าสภา มากกว่า 300 คน ประชาธิปไตยจึงจะพ้นจากการ เป็นประชาธิปไตย แค่ครี่งไป
เพราะคน 25 ล้านคน เลือกแบบหนึ่ง และอีก 25 ล้านคนเลือกแบบหนึ่ง จึงไม่มีฝ่ายไหนชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และใน 25 ล้านคนก็ยังเลือก เข้ามา ชนิดกล่ำกึ่ง พรรคหนึ่งได้ 141 อีก พรรรคหนึ่ง 151 แล้วมาอยู่ฝ่ายเดียวกัน ไม่ใช่เป็นคู่แข่งกันชัดเจน แต่กลับ เป็นคู่แข่งภายในขั้วเดียวกัน ยิ่งสร้างความยากลำบากในการจัดตั้งรัฐบาล เข้าไปอีกหลายเท่า ที่ยากลำบากกว่า คือ การนำเสนอข่าว ของสื่อ ไม่ว่า จะนำเสนอข้อเท็จจริงอย่าง ตรงไปตรงมาแค่ไหน สื่อก็จะตก เป็นเหยื่อของการแบ่งขั้วในการตั้งรัฐบาล
สื่อประเภทหนึ่ง อาจเป็นสื่อหิวแสง ไม่ได้นำเสนอ ข้อมูลทั้งสองด้าน แต่จงใจที่จะเสนอด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อต้องการ ความนิยม ดังนั้นสื่อ ที่นำเสนอ ทั้งสองด้าน จึงตกเป็นเหยื่อ ของความเกลียดชัง ทั้งที่ความจริง ที่จะเกิดขึ้น ก็คือ ความจริง
ตามไทม์ไลน์ ดังต่อไปนี้ เลือกนายกฯ รอบที่ 1 ยังไม่ได้ เสียง ครบ 376 เสียง ให้เวลาอีก 1 สัปดาห์เลือกนายกฯ รอบที่ 2 ยังได้เสียง สนับสนุน ไม่ถึง 376 เสียงอีก ระหว่างนี้ อาจมีเหตุการณ์แทรกซ้อน กรณี การที่กกต. ส่งเรื่อง การถือหุ้น ของ พิธา ให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ถ้าศาลรับเรี่อง พิธา ต้องหยุดปฎิบัติหน้าที่ ทันที เปิดให้ เลือกนายกฯ รอบที่ 3 ซึ่ง 8 พรรคร่วมรัฐบาล หารือกันแล้ว ว่า จะต้อง เปลี่ยน การนำเสนอชื่อ นายกฯ เป็น แคนดิเดต ของ เพื่อไทย(เศรษฐา ทวีสิน)
จะมีจุดพลิกผัน ได้ ตรงที่ ถ้า ก้าวไกล ยอมรับได้ ที่จะนำประชาธิปัตย์ หรือชาติไทยพัฒนา หรืออาจจะเป็นพลังประชารัฐ หรือ รวมไทยสร้างชาติ มาร่วมรัฐบาล เพื่อให้เสียงครบ 376 เสียง แต่ถ้า ก้าวไกล รับไม่ได้ ก็ต้องถอนตัวจากการตั้งรัฐบาล ยอมไปเป็นฝ่ายค้าน เมื่อ ก้าวไกล ถอนตัว เพื่อไทยได้ สิทธิ์เป็นแกนนำรัฐบาล ก็ต้องมาจับขั้วกันใหม่ แน่นอนว่า ขั้วใหม่ก็จะไม่มี ก้าวไกลอีก และ จะต้องไปเอา 188 เสียง มาร่วมรัฐบาล ว่าที่ นายกฯ ก็ยังชื่อ เศรษฐา ทวีสิน อยู่ดี
โดยมีเงื่อนไขว่า การตั้งรัฐบาลจองเพื่อไทยจะไม่มีชื่อ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา อีกต่อไป ไม่มี การตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยแข่งแน่นอน ถ้าเป็นไปตามสเต็ป นี้ ถือว่า ยังอยู่ในวงล้อมของระบอบประชาธิปไตย
แต่ถ้า ออกนอกวงล้อม มีการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยการเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาแข่งกับพิธา ในการโหวตนายกฯ รอบแรก และได้ เสียง ส.ว. สนับสนุน ครบ หรือ เกิดม็อบ กดดัน เป็นเหตุไปสู่ความรุนแรง และนำไปสู่การยึดอำนาจ เป็นการเมืองที่อยู่นอกวงล้อมของประชาธิปไตย ไปเรียบร้อยแล้ว การเมืองไทยก็จะต้องเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ อีกครั้ง
แต่ไม่ว่า จะออกหน้าไหน ก้าวไกล ก็มีอยู่สองทางเลือก ไปเป็นฝ่ายค้าน สะสมกำลังเอาไว้ หรือ สู้ไปจนกว่า จะถูกยุบพรรค ส่วนเรา ในฐานะที่เป็นสื่อ ไม่หิวแสง ก็ตกเป็นเหยื่อ ไม่ว่า ฝ่ายใดแพ้หรือ ชนะ ก็เป็นเหยื่อ อยู่ดี