ครูพี่เลี้ยงรับเกิดขึ้นจริง ทารุณเด็กในสถานสงเคราะห์ แฉแต่ละบทลงโทษสุดโหด
ครูพี่เลี้ยงรับเกิดขึ้นจริง ทารุณเด็กในสถานสงเคาระห์ แฉแต่ละบทลงโทษสุดโหด จ่อดำเนินคดี
วันที่ 29 พ.ค.66 จากกรณีที่จากที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ระบุข้อความว่า ได้รับรู้เรื่องนี้มา ไม่นิ่งนอนใจที่จะหาทาง ตีแผ่สู่สังคม เด็กกว่า 280 ชีวิตต้องเผชิญกับความโหดร้ายจากสังคมภายนอกมาแล้ว ยังต้องมาเจอความโหดร้ายจากผู้ดูแล ทำไมมาตรการการทำผิดต้องมีห้องมืด ฝากสื่อด้วยนะคะ ยินดีให้ข้อมูล ฝากแชร์ เพื่อเป็นสะพานบุญให้เด็กหลายร้อยชีวิตด้วยนะคะ พร้อมลงรูปเด็กที่ถูกกระทำ อ่านข่าว ไม่รอช้า จนท.เร่งสอบ สถานสงเคราะห์ หลังคนแฉนรกบนดิน ทารุณจับขัง
จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นไปยังสถานสงเคราะห์เด็กหญิงจังหวัดสระบุรี ริมถนนพหลโยธิน ต.พระพุทธบาท อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี เพื่อหาข้อมูล ซึ่งมีเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จ.สระบุรี (พมจ.) พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระพุทธบาท ได้ลงพื้นที่พร้อมประชุมแนวทางในการสอบสวน หลังจากนั้นได้ไปยังตึกทานตะวัน ตั้งอยู่ภายในสถานสงเคราะห์เด็กหญิงจังหวัดสระบุรี ที่ถูกอ้างว่าเป็นสถานที่ที่เด็กถูกทำร้ายร่างกาย
ขณะที่ทีมสหวิชาชีพ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.สระบุรี (พมจ.) อัยการ นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยาพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระพุทธบาท ได้นำเด็กที่ถูกพี่เลี้ยงในบ้านพักทำร้ายร่างกายเข้าไปสอบถามข้อเท็จจริงภายในห้องประชุมของสำนักงานสถานสงเคราะห์เด็กหญิงจังหวัดสระบุรี โดยมี น.ส.สุนีย์ ศรีสง่าตระกูลเลิศ ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ร่วมสอบปากคำเด็กที่ถูกทำร้ายด้วย
ล่าสุดช่วงบ่าย นายผล ดำธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี, พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผบก.ภ.จว.สระบุรี พร้อมด้วย น.ส.สุนีย์ ศรีสง่าตระกูลเลิศ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และอัยการ นักสังคมสงเคราะห์ สหวิชาชีพ เจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าประชุมหารือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเวลากว่า 2 ชั่วโมง
พล.ต.ต.วิชิต กล่าวว่า เบื้องต้นวันนี้มีการสอบปากคำเด็กไปบางส่วน ต่อสหวิชาชีพ ทราบว่า จุดเกิดเหตุเป็นบ้านหลังที่ 3 ชื่อ “บ้านทานตะวัน” ซึ่งบ้านหลังดังกล่าวมีเด็กอาศัยอยู่ 40 คน โดยผู้ก่อเหตุเป็นพี่เลี้ยงเด็ก ที่ดูแลเด็กในบ้านพักดังกล่าว สำหรับภาพเด็กที่ปรากฏ ถูกมัดมือมัดขานั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยพยานยืนยันว่าคนที่มัดเป็นเด็กโต 2 คน ซึ่งอยู่ในบ้านหลังนั้นจริง
สาเหตุที่ลงโทษเนื่องจากเด็กกลุ่มดังกล่าวทะเลาะกัน และหนีออกจากสถานที่พักอาศัย จำนวน 9 คน จึงถูกเรียกตัวกลับมาที่บ้านและถูกลงโทษ โดยรุ่นพี่จับมัดมือคู่กัน และภาพที่เกิดขึ้น คือเด็กหญิงคนดังกล่าวปวดท้องเข้าห้องน้ำ รุ่นพี่จึงได้ช่วยอุ้มพาไปเข้าห้องน้ำ และมีรุ่นพี่อีกคนถ่ายรูปเก็บไว้ ซึ่งครูพี่เลี้ยง (ผู้ถูกกล่าวหา) ยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ลงมือทำ แต่ยอมรับว่าเคยข่มขู่เด็ก ว่าถ้าทะเลาะกัน หรือออกนอกพื้นที่ที่กำหนด จะต้องถูกมัด และต้องถูกลงโทษในลักษณะนี้ ซึ่งเด็กรุ่นพี่ทั้งสองคนก็ทำตามคำสั่งของพี่เลี้ยงที่เคยพูดไว้
ภายหลังครูพี่เลี้ยงก็มาเห็นภาพที่เด็กถูกมัดมือมัดเท้า แต่ก็ไม่ได้ให้การช่วยเหลือหรือตักเตือน แต่กลับสนับสนุนว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทาง พม.ได้ให้ฝ่ายกฎหมาย ดำเนินคดีแล้ว ส่วนภาพที่เด็กไปนอนอยู่ในห้องน้ำนั้น เหตุการณ์ดังกล่าวก็เกิดขึ้นจริงภายในห้องน้ำชั้น 2 โดยครูพี่เลี้ยง ผู้ถูกกล่าวหานั้น ได้ให้การว่า เป็นกติกาของตัวเอง หากเด็กคนใดขับถ่ายเลอะที่นอนในช่วงกลางคืน ก็จะถูกลงโทษโดยการให้ไปนอนในห้องน้ำ จนกว่าจะหยุดปัสสาวะรดที่นอน จึงจะให้กลับมานอนที่เดิม เพื่อเป็นตัวอย่างไม่ให้เด็กคนอื่นๆ กระทำตาม
เมื่อถามถึงกรณีข้อมูลของเด็กที่ระบุว่ามีเด็กหลายคนถูกลงโทษโดยการให้ลงไปแช่ในน้ำ ในกรณีนี้ ครูพี่เลี้ยงก็ยอมรับว่าเป็นกติกาที่ถูกกำหนดขึ้นในการที่จะลงโทษเด็กเล็ก หากมีอาการดื้อหรือซุกซน แต่จากการตรวจสอบที่ผ่านมายังไม่พบว่ามีเด็กคนใดเคยโดนลงโทษด้วยวิธีดังกล่าว แต่หากมีพยานหลักฐานก็จะมีการดำเนินคดีด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อในคำให้การทั้งหมด อยู่ที่พยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งวันนี้ก็ได้ลงพื้นที่มาตรวจสอบที่เกิดเหตุ รวมไปถึงจะได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามจุดต่างๆ ภายในสถานสงเคราะห์ ในส่วนของผู้ปกครองสถานสงเคราะห์ ถ้าหากมีพยานหลักฐานชี้ชัดว่ามีการปล่อยปละละเลย หรือปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ก็จะถูกดำเนินคดีมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนครูพี่เลี้ยงผู้ถูกกล่าวหา จะมีการดำเนินคดี ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 ความผิดเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพ และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ส่วนข้อหาอื่นๆ ในเรื่องของการหน่วงเหนี่ยวกักขัง จะต้องดูพยานหลักฐานอีกครั้ง