โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เวียดนามคุกเข่าให้กับทรัมป์เร็วเกินไป และเป็นตัวอย่างไม่ดีให้อาเซียน

The Better

อัพเดต 06 เม.ย. 2568 เวลา 09.39 น. • เผยแพร่ 06 เม.ย. 2568 เวลา 03.21 น. • THE BETTER
เวียดนามเป็นประเทศที่ “คุกเข่าเร็วเหลือเกิน” ให้กับทรัมป์

นี่เป็นทัศนะของสำนักข่าว Pheonix และบอกว่า "การคุกเข่าอย่างรวดเร็วของเวียดนามได้สร้างบรรทัดฐานที่ไม่ดีสำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาษีศุลกากรของทรัมป์เดิมทีเป็นภาษีสากล โดยอัตราภาษีสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใกล้เคียงกับจีนแผ่นดินใหญ่ เพื่อให้เอเชียสามารถรวมตัวเป็นพันธมิตรที่เผชิญหน้าและ "สามัคคีกัน" เพื่อแข่งขันกับสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกับยุโรป"

และ "การสื่อสารของเวียดนามกับสหรัฐอเมริกาในลักษณะนี้และการตอบสนองความต้องการทั้งหมดของทรัมป์โดยไม่มีการต่อต้านใดๆ เปรียบเสมือนการเปิดโอกาสในการเจรจากับสหรัฐอเมริกาเพียงลำพังเพื่อขอการอภัยโทษและรักษาข้อได้เปรียบด้านการค้าที่ต่ำกับสหรัฐอเมริกา"

ทัศนะนี้ผมเห็นด้วย นายกรัฐมนตรี โต เลิมของเวียดนามก้มหัวให้ทรัมป์เร็วไป แน่ล่ะ ประเทศไหนๆ ก็ต้องการเอาตัวรอด แต่แบบนี้มัน "ยอมจำนน" เกินไปเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านประเทศอื่นๆ ที่ยังหาทางตอบโต้แบบไม่เสียศักดิ์ศรีและไม่เสียผลประโยชน์ของชาติ

เอาเข้าจริง เวียดนามยอมจำนนก่อนที่ทรัมป์จะประกาศวัน Liberation day สักประมาณ 2-3 สัปดาห์ก่อนเห็นจะได้ที่เวียดนามประกาศจะลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ จากนั้นก็ส่งสัญญาณเป็นระยะๆ

ยังไม่นับการที่ก่อนหน้านี้ ที่เวียดนามพยายามเอาใจทรัมป์ด้วยการเสนอโอกาสให้ Trump Organization พัฒนาสนามกอล์ฟมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ในจังหวัดหุ่งเอียน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม จากการรายงานของ The Diplomat

รายงานยังเผยว่า "ทันทีหลังจากการเลือกตั้งของสหรัฐฯ นักธุรกิจหญิงที่ร่ำรวยที่สุดของเวียดนามและเจ้าของสายการบิน Vietjet ได้เดินทางไปที่เมืองมาร์อาลาโก และตกลงที่จะซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 100 ลำตามคำแนะนำของทรัมป์" และ "กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่อื่นๆ ของเวียดนาม เช่น Vingroup ก็ได้ให้คำมั่นเช่นเดียวกันว่าจะขยายการลงทุนในอเมริกา"

ผมคาดว่าเวียดนามคงจะคิดว่าทำแบบนี้แล้วทรัมป์คงจะมีเมตตา

แต่เปล่าเลย เวียดนามถูกขึ้นพิกัดอัตราภาษีสูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียนรองจากกัมพูชา (ที่จริงผมคาดการณ์มาระยะหนึ่งแล้วว่าเวียดนามจะต้องโดนหนักกว่าเพื่อน แต่คาดการณ์พลาดไปนิดนึง)

นั่นหมายความว่าท่าทียอมจำนนของเวียดนามใช้ไม่ได้ผล และพอทรัมป์ประกาศเล่นงานเวียดนาม เวียดนามก็สนองด้วยการลดภาษีสินค้าอเมริกันมันซะเลยให้เหลือ 0% เพื่อเอาใจทรัมป์ เพราะหวังว่าทรัมป์จะมีเมตตา

ขนาดมหามิตรอย่างแคนาดากับสหภาพยุโรปทรัมป์ยังไม่มีเมตตา แล้วเวียดนามจะได้รับความเวทนาหรือ? แล้วที่เวียดนามขอให้ทรัมป์ละเว้นมาตรการนี้ไปสัก 3 - 4 เดือน เวียดนามจะมีเวลาพอแก้ไขสถานการณ์หรือ? หากทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังระวัง FDI จะไหลออกไม่รู้ตัว

ยังไม่นับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างๆ ที่อาจจะเห็นว่าเวียดนามต่อรองอะไรไม่เป็น และเรื่องนี้ไม่ควรจะยอมท่าเดียวด้วยซ้ำในทัศนะของนักลงทุนรายใหญ่ๆ ของเวียดนาม เช่น จีน และสหภาพยุโรปที่กำลังมีคิวมาคุยเรื่องลงทุนกับเวียดนาม

แคนาดากับประเทศในยุโรปไม่ยอมก้มหัวให้ ประกาศตอบโต้แทบจะทันที เช่นเดียวกับจีน สหภาพยุโรปนั้นเตรียมจะสวนกลับหากต่อรองกันไม่สำเร็จด้วยซ้ำ แม้พวกนี้จะเป็นประเทศใหญ่ก็จริง แต่ประเทศเล็กก็สามารถรวมกลุ่มต่อรองก็ได้ไม่ใช่หรือ? ยังไม่นับการรวมกลุ่มที่จะเป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐฯ ที่น่าจะเกิดขึ้นมาอีก

ผมคิดว่าเวียดนามเจริญเติบโต้เร็วก็จริง แต่อาจจะยังขาดประสบการณ์ในโลกทุนนิยมที่ประเทศนายทุนใหญ่มักจะมีเล่ห์เหลี่ยมสูงกว่า แม้แต่ญี่ปุ่นเองในทศวรรษที่ 80 ก็เคยโตเร็วจนกระทั่่งกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ สหรัฐฯ และพวก (ซึ่งก็พวกเดียวกับญี่ปุ่นนั่นเอง) จึงบีบให้ญี่ปุ่นรับข้อเสนอ Plaza Accord ซึ่งเป็นจุดจบของการผงาดของญี่ปุ่น

ทุกวันนี้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นก็ยังง่อยเพราะต้องยอมจำนนให้ "ลูกพี่" คราวนี้นายกฯ ญี่ปุ่นก็แสดงท่าทีอ่อนข้อให้เช่นกัน แต่ "แม้ว่านายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะของญี่ปุ่นจะแสดง "ความผิดหวังอย่างยิ่ง" ต่อภาษีของทรัมป์และเรียกภาษี 24% ที่สหรัฐฯ กำหนดกับญี่ปุ่นว่าเป็น "วิกฤตระดับชาติ" แต่เขาก็ยังชี้แจงอย่างชัดเจนว่าญี่ปุ่นจะจัดการกับสถานการณ์นี้ด้วยความสงบและจะทำทุกวิถีทางที่จะให้ความร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อลดผลกระทบของภาษี คำกล่าวนี้หมายความว่าจะไม่มีการใช้มาตรการตอบโต้ใดๆ"

แม้จะไม่ตอบโต้ แต่ก็ยังไม่ยอมขนาดเวียดนาม เวียดนามนั้นเป็นแบบที่เขาว่าจริงๆ คือ เป็นตัวอย่างไม่ดีให้กับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ได้ยินมาว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยที่สรรเสริญความว่างไวของเวียดนาม แต่คนไทยมีนิสัยไม่ดีอย่างหนึงก็คือ เวลาไม่ถูกใจรัฐบาลก็มักจะตีวัวกระทบคราดแบบนี้ โดไม่ได้ดูว่า "วัว" มันกำลังจะเข้าตาจน และคราดนั้นอาจจะทนทานกว่าวัว

อีกเรื่องก็คือ เวียดนามมักจะปล่อยแต่ข่าวด้านที่ "เป็นคุณ" กับตน โดยเฉพาะสื่อเอกชน (ภายใต้การกำกับของรัฐ) และสื่อทางการ ดังนั้นเรื่องไม่ดีไม่มีพูด โดยเฉพาะความไวที่เป็นแค่มายา แต่หายนะสิเป็นของจริง

เป็นการตอบสนองที่เร็วจริงๆ แต่สะท้อนว่าเวียดนามไม่ได้เจนจัดเรื่องการค้าโลกสักเท่าไร และเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะพังพินาศเหมือนที่ญี่ปุ่นเคยเจอ ยังไม่นับการเร่งรีบเอาตัวรอดจนเป็นการ "เซ็ต" มาตรฐานให้กับสหรัฐฯ ไปโดยปริยาย หลังจากนี้ประเทศอื่นๆ อาจจะเจรจากับสหรัฐฯ ได้ยากขึ้น เพราะเวียดนามเริ่มต้นที่ 0 ไปแล้ว

แต่ไทยและประเทศอื่นๆ มีความช่ำชองมากกว่าในการเจรจาการค้าโลก และไทยนั้นผ่านวิกฤตมาครั้งไม่ถ้วนจึงควรที่จะไต่ตรองให้ดีก่อนที่จะผลีผลามแบบเวียดนาม

ในทัศนะของผม แม้เราจะช้าไม่ได้กับการต่อรองกับทรัมป์ แต่ต้องตระหนักว่าเรื่องนี้จะเป็นจุดเริ่มของการจัดระเบียบโลกใหม่ เป็นการสลายและรวมกลุ่มอำนาจใหม่เพื่อตอบสนองกับภาวะ "การล่มสลายของจักรวรรดิ" ของสหรัฐฯ ดังนั้น จะช้าก็ไมได้ แต่จะรีบก็ไม่ดี

กับท่าทีต่อไปของจีนต่อการทำแบบนี้ของเวียดนามนั้น แม้เวียดนามจะรับจีนเข้ามาลงทุนมากจนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ (และเป็นตัวการให้ถูกเก็ยภาษีสูงมากจากทรัมป์) ผมคิดตามทัศนะของ Pheonix ที่ว่า "หากเวียดนามทำเช่นนี้ ประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ก็อาจทำตามเช่นกัน ระวังอย่าให้ประเทศเหล่านี้สร้างกำแพงภาษีศุลกากรต่อจีนและจำกัดการนำเข้าสินค้าจากจีนเพื่อแสดงความภักดีต่อทรัมป์ ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่จีนต้องป้องกันเมื่อโจมตีสหรัฐฯ โดยตรง"

นั่นหมายความว่า หากประเทศอย่างเวียดนามก้มหัวให้สหรัฐฯ เร็วๆ แบบนี้ ก็มีโอกาสสูงที่จะ "หักหลัง" จีนในเร็ววันเพื่อเอาตัวรอด ถึงตอนนั้น จีนยังจะลงทุนในเวียดนามหรือไม่? ที่จริงเวียดนามแสดงท่าทีออกมาแล้วโดยสัญญากับสหรัฐฯ ว่าจะปราบปราม "การค้าส่งออกซ้ำ" ซึ่งหมายถึงการเป็นช่องทางส่งออกให้จีนนั่นเอง

โปรดทราบว่า จีนเป็นตลาดนำเข้าที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม และอาจเป็นเงื่อนไขที่อันตรายในภาวะสงครามการค้า อย่าง The Diplomat ชี้ว่า "โดยจัดหาวัตถุดิบประมาณครึ่งหนึ่งให้กับผู้ผลิตในเวียดนาม กล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือภาคการผลิตของเวียดนามต้องพึ่งพาซัพพลายเออร์จีนเป็นอย่างมาก ทำให้การแยกตัวทางเศรษฐกิจเป็นไปไม่ได้เลย"

และ "เนื่องจากการผลิตย้ายข้ามพรมแดนมายังเวียดนาม การขาดดุลการค้ากับจีนจึงขยายตัวอย่างเห็นได้ชัด ความไม่สมดุลที่เพิ่มมากขึ้นนี้ เมื่อเทียบกับการเกินดุลการค้าของเวียดนามกับสหรัฐฯ จำนวนมาก ทำให้ต้องมีการตรวจสอบ – โดยเฉพาะในวอชิงตัน – ว่าสินค้าจีนอาจหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรผ่านการขนส่งสินค้าของเวียดนาม"

เวียดนามตอนนี้พาตัวเองเข้าไปสู่กับดักทั้งจากสหรัฐฯ และจากจีน

แต่ผมไม่คิดว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะทำตามเวียดนามทั้งหมด เพราะต้องมีสักประเทศที่สบช่องจากความใจเร็วด่วนได้ของเวียดนามแน่ๆ แล้วสามารถสร้างดุลยภาพกับสหรัฐฯ และจีนได้อย่างลงตัว

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better (บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกและขยายความเพิ่มเติมจากที่โพสต์ใน Facebook / Kornkit Disthan)

Photo - ภาพชุดที่ถ่ายเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2025 จากซ้ายไปขวา โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ถ่ายในกรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2025 และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ หลังจากลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารว่าด้วยภาษีศุลกากรซึ่งกันและกัน ณ ทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2025 ทรัมป์กล่าวว่าผู้นำระดับสูงของเวียดนามบอกกับเขาในการสนทนาที่ "สร้างสรรค์มาก" เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2025 ว่าเขาต้องการทำข้อตกลงเรื่องภาษีศุลกากร หลังจากที่เวียดนามได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากรจำนวนมหาศาล เวียดนามซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตขนาดใหญ่ที่ถือว่าสหรัฐฯ เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดเมื่อปีที่แล้ว ถูกโจมตีด้วยภาษีศุลกากรที่สูงถึง 46%
(ภาพโดย BAY ISMOYO และ SAUL LOEB / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...