“กระแสความรักชาติ” หนุน ตลาดหุ้นจีน นักลงทุนรายย่อยเข้าช้อนซื้อ ท่ามกลางสงครามการค้า
"กระแสความรักชาติ" หนุน ตลาดหุ้นจีน นักลงทุนรายย่อยเข้าช้อนซื้อ ท่ามกลางสงครามการค้า หนุนหุ้นกลุ่มป้องกันประเทศและเทคโนโลยีพุ่งสวนตลาดโลก
วันที่ 22 เมษายน 2568 เวลา 13.15 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า Cao Mingjie นักออกแบบภายในจากมณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ไม่เคยเทรดหุ้นมาก่อน จนกระทั่งถึงวันปลดปล่อย (Liberation Day) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากวันที่ 2 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่ทรัมป์ประกาศภาษีตอบโต้ และยกระดับสงครามการค้ากับจีน เขาตัดสินใจเริ่มต้นลงทุนในตลาดหุ้นจีน โดยตั้งใจจะลงทุน 2,000 หยวน หรือประมาณ 274 ดอลลาร์สหรัฐทุกเดือน
Cao กล่าวว่า "เป้าหมายไม่ใช่เพื่อทำกำไร แต่เพื่อมีส่วนร่วมกับประเทศของเรา" พร้อมระบุว่าเขาเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ทันทีหลังจากหุ้นจีนถูกกดดันจากภาษีใหม่ "ในสงครามการค้านี้ ทุกคนควรยืนหยัดเคียงข้างประเทศจนถึงที่สุด"
เช่นเดียวกับ Cao นักลงทุนรายย่อยอีกหลายคนได้เข้าร่วมกับ"ทีมชาติ" (National Team) ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ เพื่อปกป้องตลาดหุ้นจีน ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งสนามรบในสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ตามความเห็นของนักลงทุนและโบรกเกอร์หลายราย การซื้อหุ้นมุ่งเน้นไปที่หุ้นในภาคส่วนที่ตรงกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาล เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สินค้าอุปโภคบริโภค และเซมิคอนดักเตอร์
กระแสชาตินิยมนี้ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะโดยปกติแล้วนักลงทุนรายย่อยในจีนมักถูกมองว่ามีพฤติกรรมเหมือนเล่นพนัน (casino mentality) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่รัฐบาลจีนต้องการ เพื่อช่วยหยุดความตื่นตระหนกและรักษาเสถียรภาพของตลาดทุน
หลังจากตลาดหุ้นจีนทรุดตัวเมื่อวันที่ 4 เมษายน ข้อมูลจาก Datayes ระบุว่าตลาดหุ้นจีนมีเงินทุนสุทธิไหลเข้าจากนักลงทุนรายย่อยถึง 45,000 ล้านหยวน เทียบกับการไหลออกติดต่อกันหกวันก่อนหน้านั้น รวมมูลค่า 91,800 ล้านหยวน
ในอดีต นักลงทุนเอกชนและนักลงทุนภาครัฐเคยขัดแย้งกันในช่วงวิกฤตตลาดหุ้นปี 2015 และช่วงการปราบปรามบริษัทเทคโนโลยีของรัฐบาล ทำให้ความพยายามกู้ตลาดล้มเหลว แต่ในครั้งนี้ผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะสอดคล้องกัน เมื่อทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนในระดับสูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน แม้ว่านักลงทุนบางรายอาจลงทุนเพราะมองเห็นโอกาสจากการแทรกแซงของรัฐก็ตาม
หลังจากหุ้นจีนร่วง 7% ในวันที่ 7 เมษายน นักลงทุนสถาบันที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐก็ประกาศว่าจะซื้อหุ้นเพิ่มเติม ขณะที่โบรกเกอร์ชั้นนำของจีนให้คำมั่นว่าจะพยายามรักษาเสถียรภาพของราคา และบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากประกาศแผนซื้อหุ้นคืน
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เร่งเสริมความแข็งแกร่งในการพยุงตลาดหุ้น ดัชนีตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ฟื้นตัวขึ้น 8% จากระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือนเมื่อต้นเดือนเมษายน และขณะนี้ลดลงเพียง 1.3% ในเดือนนี้ เทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐที่ร่วงลงกว่า 8%
Meng Lei นักกลยุทธ์หุ้นจีนแห่ง UBS Securities กล่าวว่า "เราคิดว่าตลาดหุ้น A-share ของจีนมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์มากขึ้น …กระแสการลงทุนด้วยใจรักชาติได้ช่วยปรับปรุงบรรยากาศการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ"
ความรักชาติ คือ การถือหุ้นไว้นาน ๆ
Zhou Lifeng จากเขตหนิงเซี่ย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ให้คำมั่นว่าจะเพิ่มการลงทุนในหุ้น แม้จะต้องขาดทุนก็ตาม โดยระบุว่า "การรักชาติหมายถึงการถือหุ้นไว้ ไม่ขายออก" โดยถือหุ้นในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและหุ้นกลุ่มป้องกันประเทศมูลค่า 3 ล้านหยวน และมีเงินสดสำรอง 7 ล้านหยวนสำหรับลงทุนเพิ่มเติม
ผู้ประกอบการร้านอาหารชื่อ Shu Hao ก็ลงทุนหลายล้านหยวนในหุ้นจีนด้วยเช่นกัน เขากล่าวว่าได้รับแรงบันดาลใจจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศที่ช่วยสนับสนุนผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า เช่น JD.com, Freshippo ของ Alibaba, CR Vanguard และ Yonghui Superstores ซึ่งต่างประกาศมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกให้หันมาขยายตลาดในประเทศ
แนวโน้มการลงทุนในหุ้นและภาคส่วนต่าง ๆ สะท้อนถึงความภาคภูมิใจในชาติ โดยมุ่งเน้นในภาคที่รัฐบาลจีนตั้งเป้าให้มีความพึ่งพาตนเอง เช่น กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer), เซมิคอนดักเตอร์ (Chipmaking), การท่องเที่ยว และเกษตรกรรม หุ้นในกลุ่มเหล่านี้ต่างปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้เงินลงทุนยังไหลเข้าสู่กองทุน ETF ของจีนอย่างมาก โดยหลังจากวันที่ 7 เมษายน กองทุน ETF ในจีนมีเงินไหลเข้ามากกว่า 230,000 ล้านหยวน จนขนาดกองทุนรวมทั้งหมดทะลุ 4 ล้านล้านหยวนเป็นครั้งแรก ตามรายงานของสื่อทางการ แม้ข้อมูลจะไม่ระบุชัดเจนว่าส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนรายย่อยหรือกองทุนของรัฐ
สงคราม … ที่ไม่มีควันปืน
กระแสความรักชาติยังส่งผลถึงนักลงทุนมืออาชีพบางส่วนด้วย Yang Tingwu ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์แห่ง Tongheng Investment กล่าวว่า "นี่คือสงคราม เพียงแค่ไม่มีควันปืน" โดยเขานำเงินสดทั้งหมดในพอร์ตไปลงทุนในหุ้นกลุ่มเกษตร พลังงาน การเงิน และป้องกันประเทศ
Liam Zhou ผู้ก่อตั้ง Minority Asset Management ในเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่าเขาได้ลงทุนพอร์ตโฟลิโอ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐทั้งหมดในหุ้นจีน
สงครามการค้านี้ยังทำให้นักลงทุนบางคนกลายเป็นชาตินิยมอย่างเต็มตัว เช่น นางสาวแนนซี่ ลู่ (Nancy Lu) ครูจากมณฑลเจียงซู กล่าวว่า "แม้พอร์ตของฉันจะขาดทุน แต่ไม่สนใจ จะยืนหยัดเคียงข้างรัฐบาล เพื่อต่อสู้กับการรังแกของสหรัฐ" พร้อมทั้งยืนยันว่าจะไม่ซื้อสินค้าจากแบรนด์อเมริกัน เช่น Starbucks และ Nike อีกต่อไป
อ้างอิง : reuters.com