โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รอมฎอนชี้ ต้องมองผู้ก่อการร้ายเป็นพลเมืองที่มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียม จึงจะเจรจาสันติภาพกันได้ อัดมีเหตุรุนแรงเพิ่ม เป็นเพราะอุ๊งอิ๊งไม่สนใจปัญหา

The Structure

อัพเดต 25 มี.ค. 2568 เวลา 18.03 น. • เผยแพร่ 25 มี.ค. 2568 เวลา 11.00 น. • The Structure

รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจการทำงานของรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ในช่วงเวลา 1.30 น. ของวันนี้ (25 มี.ค. 2568) โดยกล่าวถึงปัญหาความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของไทย

ว่าสาเหตุที่มีการใช้ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในช่วงเวลานี้นั้น เป็นผลมาจากการที่แพทองธาร ไม่สนใจปัญหานี้อย่างจริงจัง และเลือกปฎิบัติ จนทำให้เกิดการใช้ความรุนแรงในพื้นที่อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ห่างหายไปนานหลายปี

ปัญหาชายแดนใต้ เป็นปัญหาที่เป็นวังวนที่จมอยู่กับการใช้ความรุนแรง มีการเข่นฆ่ากัน แต่ก่อนหน้านี้การใช้ความรุนแรงนั้นลดลง ตั้งแต่ปี 2556 เนื่องจากมีการพูดคุยสันติภาพอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะ ทำให้ทุกฝ่าย ซึ่งรวมถึง BRN ได้ปรับตัว หันมาใช้พื้นที่ทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น

จนกระทั่งในช่วง 2 –3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในรัฐบาลนี้ กลับมีจำนวนการใช้ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ตนจึงขอเตือนว่าจะต้องมีบางอย่างที่ผิดพลาดแน่ ๆ และแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถลดการใช้ความรุนแรงจนเหลือ 0 ในปี 2570 ตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

จากการโจมที่ที่ว่าการอำเภอสุไหง-โหลก (จ. นราธิวาส) ที่เกิดขึ้นในช่วง 2 –3 สัปดาห์ก่อน พบว่ามีการใช้ระเบิดแสวงเครื่องเพิ่มมากขึ้น มีเทคนิคเพิ่มมากขึ้น จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตเพิ่ม ในขณะที่พลเรือนเองก็มีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบไปด้วย

ความรุนแรงไม่ได้หายไปไหน แต่เป็นเพียงปรากฎการณ์ผิวหน้า ที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งถ้ารัฐบาลเห็นว่าความรุนแรงเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ และเรียกร้องให้มีการมองมิติของความรุนแรงในเชิงโครงสร้างอื่น ๆ ด้วย

เช่นการบังคับใช้กฎหมาย การลิดรอนสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ ซึ่งเป็นการปิดโอกาสในการต่อรองด้วยสันติวิธีน้อยลงไป แต่เพิ่มโอกาสของการใช้กำลังของทุกฝ่ายมากขึ้น จึงขอเรียกร้องให้มีการมองความขัดแย้งให้ลึกขึ้นไปกว่าเดิมให้ทะลุ เพื่อการสร้างสันติภาพได้อย่างยั่งยืน

“ความรุนแรงนั้น ผมยืนยันอีกครั้ง ว่าเป็นปรากฏหารณ์ผิวหน้า แต่ความขัดแย้งที่เราเผชิญคืออะไร ?ความขัดแย้งทางการเมืองที่เราเผชิญคือปัญหาความชอบธรรมในการปกครอง ดินแดนและผู้คนในพื้นที่ ที่เรารู้จักกันว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรืออีกบางฝ่าย บางคน อาจจะมองว่า จะเรียกขานมันด้วยชื่อเดิมเก่าแก่ว่าปาตานี”รอมฎอนกล่าว และกล่าวว่า

ปัญหา “ไฟใต้”คือปัญหาการเมือง และการปกครองที่ยังไม่ลงตัว ซึ่งจะต้องใช้วิธีทางการเมืองในการแก้ไข การบังคับใช้กฎหมาย การใช้กำลัง การจำกัดเสรีภาพ ไม่น่าจะใช่แนวทางที่ถูกต้อง ซึ่งตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ก็มีบทเรียนมาแล้วว่ายิ่งปราบก็ยิ่งโต เพิ่มการใช้ความรุนแรงจนปานปลาย ส่งผลกระทบต่อประชาชน

การใช้การเมืองนทหาร แบบที่เคยทำมาในอดีต ที่ใช้อำนาจนิยม ใช้ไม่ได้ผล ซึ่งตนขอเสนอให้ใช้การเมืองนำทหารแบบที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ใช้ประชาธิปไตยนำ และตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เราถูกครอบงำด้วยการใช้แนวทางการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ

“ซึ่งเราเนี่ยหมกมุ่นอยู่กับมาตรการแยกเขาแยกเราให้ชัด แยกมิตรแยกศัตรู แยกปลาออกจากน้ำ ช่วงชิงมวลชน แบ่งงานการใช้กำลังและการพัฒนา ประสานกันไป ประสานสอดคล้องตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันได้ข้อสรุปแล้วล่ะครับ ว่ามันไม่เวิร์ค”รอมฎอนกล่าว และกล่าวว่า

เราต้องให้ความสำคัญกับการขยายพื้นที่การต่อรองทางการเมือง หาทางออกร่วมกันโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ไปพร้อมๆกับการฟื้นฟูความยุติธรรมโดยจะต้องมีการปฏิรูปในเชิงโครงสร้างต่างๆเช่น การปฏิรูปกองทัพปฎิรูปกระบวนการยุติธรรมและการกระจายอำนาจการปกครอง

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเจรจาสันติภาพ โดยรัฐบาลไทยจะต้องมองกลุ่มผู้เห็นต่าง ซึ่งในที่นี้หมายถึง กลุ่มที่ติดอาวุธ กลุ่มขบวนการปลดปล่อยปัตตานี(พูโล: องค์การปลดปล่อยสหปัตตานี)

“แต่ต้องไม่ใช่มองเขาเป็นอื่นนะครับ แต่มองเขาในฐานะที่เป็นพลเมืองที่มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกับพวกเรา ด้วยใจที่กว้างและใหญ่เท่านั้นนะครับ เราถึงจะสามารถสร้างแนวทางการเมืองได้ครับ”รอมฎอนกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...