โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“นิภา” ภาพในกระจกที่สื่อมวลชนไทยควรเป็น ผ่านงาน “2475 นักเขียนผีแห่งสยาม”

iLaw

อัพเดต 12 มี.ค. 2568 เวลา 12.14 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. 2568 เวลา 11.54 น. • iLaw

“การปฏิวัติ ” เปลี่ยนแปลงต่อสังคมที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาลทั้งในแง่เชิงโครงสร้างและวัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงใหญ่เช่นนี้จำเป็นอย่างมากที่ต้องอาศัยบุคคลหลายส่วนเข้ามามีส่วนร่วม นิภา นักข่าววัยสาวก็นับเป็นหนึ่งในผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้และพลังของเธอได้ทำให้เราได้เห็นในหนังสือเรื่อง “ 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม ” ที่ถูกเล่าอย่างพิถีพิถันโดยสะอาด และพชรกฤษณ์ โตอิ้ม ซึ่งเล่าถึงความสำคัญของสื่อมวลชนหนึ่งในผู้สร้างสรรค์และรักษาคุณค่าทางประชาธิปไตยผ่านการตัวละครอย่างนิภาในนิยายเล่มนี้

สื่อมวลชน หนึ่งในส่วนสำคัญของการเปลี่ยนประเทศ

เรื่องราวของนักข่าวผู้ไม่ยอมอ่อนข้อต่อระบบอย่างนิภา เริ่มต้นเรื่องครั้งแรกผ่านสำนักข่าวอย่างบางกอกนิวส์ ในฐานะคนอ่านตั้งแต่บทแรกก็รู้ได้เลยว่าการเปลี่ยนแปลงสยามครั้งนี้ ตัวละครสำคัญไม่ใช่กองทัพหรือนักเรียนกฎหมายเพียงอย่างเดียว สื่อมวลชนเองก็เป็นหนึ่งในกองกำลังสำคัญครั้งนี้ด้วย

อาชีพนี้คนเขียนในฐานะอดีตนักข่าวและผู้ติดตามข่าวสารอยู่เสมอ เรียกได้ว่าเป็นอาชีพที่พิเศษมาก เพราะในฐานะของนักข่าวจะมีสถานะพิเศษคือ นอกเหนือจากเป็นตัวกลางระหว่างรัฐ เอกชนและประชาชนแล้ว พวกเขายังสามารถ นำข้อมูลจากมาวิเคราะห์และวิจารณ์ออกสู่สาธารณะได้อย่างเต็มที่ในฐานะสื่อมวลชน

หากจะยกตัวอย่างบุคคลใกล้เคียงนิภาในชีวิตจริงเรื่องนี้ คงต้องให้ เทียนวรรณ นักเขียนคนสำคัญในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ห้า เป็นสื่อมวลชนที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ระบอบการปกครองผ่านงานวารสารชื่อ “ตุละวิภาคพจนกิจ” และ “ศิริพจนภาค”

ภาพรวมทั้งหมดเขาพยายามบอกกับชนชั้นนำและสังคมว่า ประชาชนคือพลเมืองที่สำคัญของประเทศ จำเป็นต้องมีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากประชาชนเข้ามาร่วมบริหารประเทศเพื่อช่วยขจัดปัญหาของประชาชน ซึ่งต่อมาแนวคิดนี้ก็ผลิดอกออกผลผ่านการปฎิวัติ 2475 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่เจ็ด

ในส่วนนี้เทียนวรรณและนิภามีจุดมุ่งหมายที่เหมือนกันคือการวิจารณ์รัฐบาลเพื่อทำให้ประเทศเดินไปในทิศทางที่ดีขึ้นผ่านการทำงานของนักข่าว อีกทั้งทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในสังคมอีกด้วย

หากสังคมสื่อดีสังคมไทยก็จะดีตามไปด้วย

สื่อมวลชน เป็นหนึ่งกลไกสำคัญอย่างยิ่งภายใต้ระบอบประชาธิปไตย นอกเหนือว่าเป็นสุนัขเฝ้าบ้านคอยตรวจสอบการทำงานของรัฐและเอกชนให้กับประชาชนแล้ว ยังเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยตรงอีกด้วย จุดยืนของสื่อมวลชนจึงส่งผลโดยตรงต่อการทำงานในด้านนี้เป็นอย่างมาก

2475 นักเขียนผีแห่งสยาม ได้เล่าเรื่องจุดยืนของนิภาในฐานะของนักข่าวเอาไว้เช่นเดียวกัน นิภามีทางเลือกในชีวิตอยู่สองทางเดินในฐานะสื่อมวลชนคือ หนึ่งได้เป็นนักเขียนที่ได้รับการยอมรับในสังคมผ่านสังกัดแสงอักษร เพียบพร้อมไปด้วยเงินและบารมีแต่ต้องเขียนตามความต้องการของชนชั้นสูง

อีกหนึ่งทางคือการเป็นสื่อในบางกอกนิวส์ที่เงินเดือนไม่สูงและเสี่ยงอันตรายแต่สามารถวิจารณ์รัฐได้ ท้ายสุดนิภาก็เลือกเดินในเส้นทางของบางกอกนิวส์ต่อไป เพราะความเชื่อที่ว่าสื่อมวลชนจำเป็นต้องมีจุดยืนเคียงข้างประชาชน

เสรีภาพสื่อไทยที่กำลังถอยหลัง

ตลกร้ายที่เหมือนกันระหว่างนิยายและความเป็นจริงคือ เรื่องเสรีภาพสื่อยังคงถูกคุกคามในการทำหน้าที่ต่อเนื่อง แม้ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้วก็ตามที

ตัวอย่างเช่น กุหลาบ สายประดิษฐ์ที่ถูกจับกุมข้อหากบฏ เพียงเพราะการวิจารณ์รัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงครามที่ยอมให้ญี่ปุ่นเข้ามายึดดินแดนไทย การปิดกั้นข่าวสารของรัฐบาลสุจินดา คราประยูรทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียวหรือในการรัฐประหาร 2557 มีการตัดช่องทางการสื่อสารทั้งออกอากาศและออนไลน์

กุมภาพันธ์ 2568 การทำงานของสื่อมวลชนก็ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่เหมือนที่ผ่านมา บรรดาสื่อทั้งหลายไม่กล้านำเสนอประเด็นที่ควรถูกพูดถึงได้ในสังคม เช่น เรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างตรงไปตรงมา การวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญอย่างสุจริต เป็นต้น เมื่อเทียบกับสามถึงสี่ปี่ก่อนหน้านี้ที่สังคมสื่อมีการพูดถึงประเด็นที่แหลมคมของยุคสมัยอย่างการปฎิรูปสถาบันกษัตริย์ได้

แม้ฟ้ามัวหม่นขอ “สื่อมวลชน” จงยืนตรงทนงอย่าง “นิภา”

ภาพรวมจะเห็นได้ว่าความเข้มแข็งของสื่อมวลชน มีคุณค่าและความหมายอย่างยิ่งในสังคมไทย เพราะนอกเหนือจากสื่อจะเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชนแล้ว ยังเป็นการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจของรัฐ เอกชนและประชาชนอีกด้วย คุณค่าและจุดยืนของสื่อจึงต้องชัดเจนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ฉะนั้นสิ่งที่สื่อมวลชนปัจจุบันจำเป็นต้องมีคือการยืนหยัดบนศรัทธาของประชาชนที่มีต่อสื่อมวลชน เป็นกำลังสำคัญในการยกระดับเนื้อหาต่อสังคมและยืนหยัดทำงานอย่างมีคุณภาพบนหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ หากสามารถเดินหน้าสื่อมวลชนถึงจุดนี้ได้ สังคมก็จะได้รับการพัฒนาขึ้นเช่นเดียวกัน

เพราะสิ่งต่างๆ ที่พูดมานี้ล้วนมีอยู่ในตัว “นิภา” ทั้งสิ้น และหวังว่าสื่อมวลชนทุกคนจะยืนตรงอย่างที่นิภายืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...