โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจเสริมความงาม คาดปี'68 มูลค่าตลาด 76,500 ล้านบาท

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 มี.ค. 2568 เวลา 10.04 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. 2568 เวลา 12.29 น.
ภาพจาก Adobe Stocks

KResearch คาดปี 2568 ธุรกิจศัลยกรรม-เสริมความงาม มีมูลค่าตลาด76,500 ล้านบาท จากจำนวนการใช้บริการ-ค่าบริการที่เพิ่มขึ้น ‘สังคมสูงวัย-Medical Tourism’ ดันธุรกิจเติบโต แต่เผชิญการแข่งขันรุนแรง การลงทุนเทคโนโลยี และจำนวนบุคลากรน้อย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปี 2568 มูลค่าตลาดธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยคาดว่าจะอยู่ที่ 76,500 ล้านบาท โต 2.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากจำนวนการใช้บริการ รวมถึงอัตราค่ารักษาและบริการที่เพิ่มขึ้น การทำศัลยกรรมในไทยกว่า 79% เป็นแบบผ่าตัดและเทรนด์ศัลยกรรมและเสริมความงามส่วนใหญ่ยังนิยมทำที่ช่วงบริเวณใบหน้ามากที่สุด ขณะที่ฐานผู้ใช้บริการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยมีกลุ่มลูกค้าศักยภาพใหม่ ได้แก่ กลุ่มเพศทางเลือก (LGBTQIA+) กลุ่ม Gen Z และผู้ชาย

แนวโน้มธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามของไทย

ปี 2568 มูลค่าตลาดธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามของไทย คาดว่าจะอยู่ที่ 76,500 ล้านบาท โต 2.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากจำนวนการใช้บริการ รวมถึงอัตราค่ารักษาและบริการที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ด้วยภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อและการแข่งขันในตลาดที่รุนแรง ส่งผลให้อัตราการเติบโตในปีนี้ใกล้เคียงกับปีก่อน ไม่ได้เร่งตัวเช่นในอดีต

หากมองผลตอบแทนจากกำไรสุทธิต่อรายได้รวม (Net Profit Margin: NPM) ของธุรกิจ จะพบว่า ค่าเฉลี่ยในช่วงหลังโควิด-19 (ปี 2564-2566) อยู่ที่ 2.3% ลดลงจากช่วงก่อนโควิด-19 (ปี 2560-2562) ที่ 2.7% สะท้อนว่า แม้มูลค่าตลาดจะยังโต แต่ก็ต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรง จากจำนวนผู้เล่นมากราย โดยเฉพาะกับรายใหญ่ที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง ความพร้อมด้านการลงทุนเทคโนโลยีใหม่ๆ และบุคลากรทางการแพทย์

มูลค่าตลาดฯ กว่า 85% มาจากกลุ่มคลินิก แต่มีแนวโน้มลดลงจากการแข่งขันที่รุนแรง

ปี 2568 คาดว่า สัดส่วนมูลค่าตลาดของกลุ่มคลินิกจะอยู่ที่ 85% ลดลงจากปี 2564 ที่ 90% โดยเป็นผลมาจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ขณะที่กลุ่มโรงพยาบาลจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 15% จากจำนวนลูกค้าชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น รวมถึงจุดแข็งด้านมาตรฐานการรักษาและความมีชื่อเสียงของศัลยแพทย์

ปัจจุบันคนรุ่นใหม่เปิดกว้างและกล้าทำศัลยกรรมมากขึ้น สะท้อนจาก ปี 2566 สัดส่วนการทำศัลยกรรมแบบผ่าตัดอยู่ที่ 79% เพิ่มขึ้นจาก 75% ในปี 2562 ส่วนหนึ่งมาจากเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย มีความปลอดภัยและใช้เวลาฟื้นตัวน้อยลง

ทั้งนี้ การทำศัลยกรรมและเสริมความงามแบบผ่าตัดในไทย ส่วนใหญ่นิยมทำตา จมูกและหน้าอก ขณะที่แบบไม่ผ่าตัด จะนิยมฉีดโบทูลินัมท็อกซิน (โบท๊อก) ไฮยาลูรอนและยกกระชับใบหน้าและลำคอ

เทรนด์ศัลยกรรมและเสริมความงามที่ลูกค้าสนใจทำมากที่สุดอยู่ที่บริเวณช่วงใบหน้า คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 47% ของจำนวนการใช้บริการทั้งหมด โดยมีกลุ่มลูกค้าศักยภาพใหม่ อาทิ กลุ่มเพศทางเลือก (LGBTQIA+) กลุ่ม Gen Z และผู้ชาย ซึ่งจะเป็นฐานผู้ใช้บริการที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หนุนความต้องการศัลยกรรมและเสริมความงามที่ช่วยชะลอวัย ภายในปี 2571 ไทยจะมีจำนวนผู้สูงอายุราว 14 ล้านคน โดย 22% ของประชากรกลุ่มนี้เป็นผู้ที่มีรายได้สูง อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล สะท้อนว่า น่าจะเป็นลูกค้าศักยภาพและมีความเต็มใจจ่ายสูงให้กับเทคโนโลยีการรักษาที่ช่วยชะลอวัย อาทิ ศัลยกรรมดึงหน้า ทำหน้าอก ดูดไขมัน ลดริ้วรอย เป็นต้น

ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพหนุนการเติบโตของจำนวนลูกค้าต่างชาติ สอดคล้องกับจำนวนลูกค้า Medical Tourism ของไทย ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 5% ทั้งนี้ ศัลยกรรมความงามอยู่ในกลุ่มบริการทางการแพทย์ที่ชาวต่างชาตินิยมเข้ามาใช้บริการในไทยมากเป็นอันดับ 2 โดยมีลูกค้าหลัก คือ จีน มาเลเซีย ญี่ปุ่น ขณะที่ลูกค้าอาเซียนจะเป็นลูกค้าใหม่ที่จะเข้ามารับบริการเพิ่ม สอดรับไปรับแผนการตลาดของผู้ประกอบการที่จะเจาะตลาดลูกค้า CLMV+I ให้ได้มากขึ้น

ความเสี่ยงของธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงาม

บุคลากรทางการแพทย์มีจำกัดโดยเฉพาะศัลยแพทย์ตกแต่ง ซึ่งในไทยมีเพียง 500 ราย เมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญอย่าง เกาหลีใต้ ซึ่งมีอยู่ 2,739 ราย ทำให้อัตราการแข่งขันเพื่อแย่งบุคลากรทางการแพทย์สูง และส่งผลทำให้ต้นทุนธุรกิจสูงขึ้น เช่น ในกรณีของศัลยแพทย์ตกแต่งใบหน้าในไทยที่มีเพียง 100 คน

ธุรกิจแข่งขันรุนแรง ท่ามกลางปัจจัยเฉพาะหน้าด้านภาวะเศรษฐกิจ กดดันต่อการทำรายได้และขยายฐานลูกค้า ทั้งคู่แข่งในประเทศกว่า 2,500 ราย ซึ่งยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคลินิกขนาดเล็ก และคู่แข่งต่างชาติ ที่เข้ามาลงทุนเปิดสาขาให้บริการทำศัลยกรรมในไทยหรือส่งตัวลูกค้าไปรับบริการในต่างประเทศ ซึ่งยังคงได้รับความนิยมจากคนไทย โดยเฉพาะการไปรับบริการในเกาหลีใต้

ธุรกิจต้องลงทุนในเทคโนโลยีหรือเครื่องมือในการรักษาใหม่ ๆ ตามเทรนด์ความงามที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แม้ส่วนหนึ่งจะจูงใจให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ แต่หากลูกค้ามาใช้บริการน้อยหรือไม่สม่ำเสมอ อาจกระทบต่อการบริหารจัดการต้นทุนและกำไรของธุรกิจได้ โดยเฉพาะธุรกิจที่จับลูกค้ากลุ่มรายได้ปานกลางลงมา ซึ่งมักจะเปรียบเทียบความคุ้มค่าด้านราคา

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธุรกิจเสริมความงาม คาดปี’68 มูลค่าตลาด 76,500 ล้านบาท

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...