โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระพรหมพิจิตร กับงานสถาปัตยกรรมไทยใหม่ ในระบอบประชาธิปไตย (3)/พื้นที่ระหว่างบรรทัด ชาตรี ประกิตนนทการ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 ธ.ค. 2566 เวลา 07.49 น. • เผยแพร่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 03.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด

ชาตรี ประกิตนนทการ

พระพรหมพิจิตร

กับงานสถาปัตยกรรมไทยใหม่

ในระบอบประชาธิปไตย (3)

“…อนุสาวรีย์ไทยตามแบบนี้ ถ้าสร้างขึ้นได้แล้ว จะไม่เป็นแต่ถาวรวัตถุชิ้นสำคัญที่สุดในประเทศไทยเท่านั้น ยังสามารถจะเป็น One of The Wonders of the World ซึ่งเมื่อว่าถึงทางวัฒนธรรมและศิลปกรรมแล้ว ก็อวดโลกได้ทีเดียวในประวัติศาสตร์แห่งสถาปัตยกรรมไทย ยังไม่มีผู้ใดหรือพระมหากษัตริย์องค์ใดทำได้เท่านี้ ถ้าหากเราสร้างอนุสสาวรีย์อันนี้ได้ในสมัยของพวกเรา ก็จะเป็นเกียรติอันสูงไปชั่วกาลนาน พระพุทธเจ้าหลวงลงทุนห้าล้านสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม ไม่ได้ผลอะไรในทางเกียรติของชาติเลย ส่วนอนุสาวรีย์นี้ จะเป็นเกียรติของชาติและของพวกเราอย่างยิ่ง…”

หลวงวิจิตรวาทการ, 18 กุมภาพันธ์ 2482

ในบรรดางานออกแบบของพระพรหมพิจิตร คงไม่มีงานชิ้นใดยิ่งใหญ่มากไปกว่า “อนุสาวรีย์ไทย” เมื่อ พ.ศ.2482 แต่น่าเสียดายที่โครงการเมกะโปรเจ็กต์ชิ้นนี้ไม่ได้รับการสร้างจริง

ความยิ่งใหญ่มิใช่เพียงแค่ขนาดพื้นที่อาคารที่มากถึง 10,000 ตารางเมตร แต่คือแนวคิดที่แหวกแนว (ดีหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ) ล้ำสมัยมาก สำหรับงานสถาปัตยกรรมไทยประเพณีในช่วงเวลานั้น

ผมเคยเขียนถึงอนุสาวรีย์แห่งนี้ไว้เมื่อ 10 กว่าปีก่อน โดยมิได้อธิบายอะไรมากนัก เพราะมีข้อมูลน้อย แต่เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสค้นเรื่องนี้เพิ่ม และพบข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจ อยากมาเล่าสู่กันฟัง

ชื่อโครงการนี้เมื่อแรกเริ่ม คือ “อนุสาวรีย์สนธิสัญญาของชาติ” รัฐบาลคณะราษฎรดำริให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในการที่ไทยได้รับเอกราชทางการศาลสมบูรณ์ เมื่อ พ.ศ.2481 หลังจากที่ต้องเสียไป นับตั้งแต่การทำสนธิสัญญาเบาริ่ง ในสมัยรัชกาลที่ 4

ประเด็นนี้สำคัญอย่างไร คำตอบที่ชัดเจนรวบยอดที่สุดก็คือ หากประเทศใดไร้ซึ่งเอกราชทางการศาล ย่อมไม่อาจเรียกตนเองอย่างภาคภูมิแท้จริงว่าเป็นประเทศเอกราชได้

รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตระหนักดีในข้อนี้ และพยายามแก้ไขเรื่องนี้มาโดยลำดับ แต่จนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ 7 ก็ยังไม่สามารถทำได้สำเร็จ

ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อคณะราษฎรเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากการระบุเรื่องนี้ไว้เป็นหลักข้อที่หนึ่ง (หลักเอกราช) ในหลักหกประการของคณะราษฎรเลยทีเดียว

ภายหลังการปฏิวัติ คณะราษฎรได้เร่งทำประมวลกฎหมายสมัยใหม่หลายฉบับจนแล้วเสร็จครบถ้วน เมื่อ พ.ศ.2478 ซึ่งทำให้นานาชาติเริ่มยอมรับระบบยุติธรรมของเราว่ามีมาตรฐาน และจุดนี้เองที่ทำให้รัฐบาลมีเหตุผลเพียงพอในการแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคทั้งหลาย

ประเทศไทยทยอยแก้ไขสนธิสัญญากับประเทศต่างๆ เรื่อยมา จนในที่สุด รัฐบาลได้ลงสัตยาบันสนธิสัญญาใหม่กับฝรั่งเศสเป็นประเทศสุดท้ายในปี พ.ศ.2481 ซึ่งทำให้ไทยมีเอกราชสมบูรณ์อย่างแท้จริง

ความสำเร็จนี้ สร้างความยินดีมากให้กับคณะราษฎร มีการจัดงานฉลองสนธิสัญญาใหม่กลางท้องสนามหลวง มีการสร้างกลุ่มอาคารศาลฎีกาใหม่เมื่อ พ.ศ.2482 เพื่อเป็นที่ระลึกต่อเหตุการณ์นี้

ไม่เพียงแค่นั้น จากเอกสารชั้นต้นที่ผมเพิ่งได้อ่านพบ ทำให้ทราบว่า ในปีเดียวกัน รัฐบาลยังคิดโครงการ “อนุสาวรีย์สนธิสัญญาของชาติ” ขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกต่อความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ด้วย

ความพิเศษอย่างแรกของโครงการนี้คือ การเปิดให้มีการประกวดแบบสาธารณะ ซึ่งอาจถือได้เป็นการประกวดออกแบบสถาปัตยกรรมระดับชาติชิ้นแรกๆ ของสังคมไทยก็ว่าได้ ภายใต้เงินรางวัลรวมที่มากถึง 1,800 บาท

รัฐบาลกำหนดที่ตั้งเอาไว้ในบริเวณปากน้ำ จ.สมุทรปราการ ในตอนปลายสุดของถนนที่จะตัดจากกรุงเทพฯ ไปสมุทรปราการ (ถ.สุขุมวิท) ซึ่งสันนิษฐานว่าคงอยู่ไม่ไกลมากนักจากสถานตากอากาศบางปู อีกหนึ่งโครงการสำคัญของยุคคณะราษฎร

อย่างไรก็ตาม ไม่มีแบบใดที่ชนะใจคณะกรรมการได้ ดังนั้น ในราวต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ.2482 รัฐบาลจึงมอบหมายให้กรมศิลปากรรับผิดชอบในการออกแบบแทน โดยมีข้อกำหนดเพิ่มเติมคือ เปลี่ยนชื่ออนุสาวรีย์เป็น “อนุสาวรีย์ไทย” และเสนอว่า “ควรทำเป็นรูปกระโจมไฟ”

ภายใต้เงื่อนไขข้างต้น กรมศิลปากรภายใต้การรับผิดชอบของหลวงวิจิตรวาทการ ได้มอบหมายให้พระพรหมพิจิตรรับผิดชอบในการออกแบบ

แบบร่างแรกที่พระพรหมพิจิตรออกแบบมามีลักษณะเป็นกระโจมไฟเสาสูงขนาดใหญ่ โดยออกแบบแยกในส่วนรายละเอียดออกไปเป็น 3 แบบย่อย (ดูภาพประกอบ 1) แต่ได้รับคำวิจารณ์กลับมาว่า “…ดูไม่แปลกอะไร เพราะมีอยู่ทั่วๆ ไป ควรออกแบบใหม่ให้เป็นไทยแท้ ไม่ให้มีแห่งใดเหมือน…”

พระพรหมพิจิตรออกแบบใหม่โดยอ้างอิงรูปแบบมาจากโลหะปราสาท (ไม่มีหลักฐานของแบบนี้) แต่ก็ได้รับคำวิจารณ์อีกครั้งว่ามีจำนวนยอดมากไป จนในแบบสุดท้าย ได้มีการแก้ไขเหลือเพียงยอดเดียว (ดูภาพประกอบ 2)

จากคำอธิบายของหลวงวิจิตรวาทการ ทำให้เราเห็นถึงจินตนาการอันล้ำยุคล้ำสมัยมากในการประยุกต์รูปแบบสถาปัตยกรรมไทยประเพณีกับการใช้สอยแบบสมัยใหม่ ซึ่งแม้แต่ในปัจจุบันก็ยังแทบไม่มีใครกล้าคิดแบบนี้

นอกจากการตั้งเป้าให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก (ตามที่ยกมาให้เห็นต้นบทความ) พระพรหมพิจิตรยังได้ออกแบบให้อนุสาวรีย์นี้มีความสูงมากถึง 100 เมตร ซึ่งเทียบเคียงได้กับพระปฐมเจดีย์ ส่วนฐานอนุสาวรีย์ออกแบบเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีความยาวแต่ละด้านยาวถึง 100 เมตร

ที่พิเศษสุดคือ อนุสาวรีย์ถูกออกแบบให้เป็นอาคารที่มีการใช้สอยภายในได้สูง 4 ชั้น

ชั้น 1 ในส่วนพื้นที่โถงกลาง ทำเป็นพื้นที่อเนกประสงค์สำหรับรับประทานอาหาร เต้นรำ และงานเลี้ยงของทางราชการ โดยมีการออกแบบเฉลียงโดยรอบให้เป็นเหมือนที่แสดงนิทรรศการสินค้าทางการเกษตรของไทย

ชั้น 2 และชั้น 3 ออกแบบเป็นโรงแรม พื้นที่ใช้สอยมากกว่า 1,000 ตารางเมตร ส่วนชั้น 4 ออกแบบให้เป็นห้องประชุมขนาดใหญ่สำหรับรองรับการประชุมระดับนานาชาติ

อนุสาวรีย์ไทยของพระพรหมพิจิตรชิ้นนี้ (ไม่ว่าจะเป็นไอเดียของใครก็ตาม) ได้ดันเพดานงานออกแบบสถาปัตยกรรมไทยประเพณีไปอีกขั้นหนึ่ง ไม่เพียงแค่การออกแบบด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยเครื่องคอนกรีต (ตามที่อธิบายในสัปดาห์ก่อน) เท่านั้น แต่ยังเป็นการออกแบบสถาปัตยกรรมไทยที่มีการใช้สอยภายในขนาดใหญ่และซ้อนหลายชั้น ซึ่งแม้แต่ในปัจจุบันก็มิใช่เรื่องง่ายนักที่จะทำ

ยิ่งไปกว่านั้น งานชิ้นนี้ยังออกแบบกิจกรรมสมัยใหม่ที่ไม่มีใครกล้าคิดที่จะทำใส่ไว้ภายใต้เปลือกนอกของสถาปัตยกรรมไทยประเพณี นั่นก็คือ โรงแรม

ข้อนี้ แม้แต่หลวงวิจิตรวาทการเองก็ทราบ และได้กล่าวเอาไว้ว่า “…ปัญหามีอยู่ข้อเดียวคือจะมีทางตำหนิได้หรือไม่ที่เอาอนุสาวรีย์เป็นโรงแรม…” แต่สุดท้าย แกก็บอกว่า “…ข้อนี้ผมไม่กลัว และมีทางแก้ ซึ่งจะกราบเรียนให้ทราบได้ภายหลัง…”

ความกังวลนี้ ส่วนหนึ่งคือ ปัญหาว่าด้วยการใส่กิจกรรม “สาธารณ์” ที่มีภาพพจน์ไม่ดีนักในยุคสมัยนั้น (โรงแรม) ลงในสถาปัตยกรรมที่เป็นสัญลักษณ์ของชาติที่มีนัยยะ “ศักดิ์สิทธิ์”

อีกส่วนหนึ่ง น่าจะมาจากปัญหาว่าด้วยความไม่เหมาะสมในเรื่อง “ฐานานุศักดิ์ทางสถาปัตยกรรมไทย” ที่มีนัยยะ “ศักดิ์สิทธิ์” เช่นกัน แต่กลับถูกนำมาออกแบบให้เป็นโรงแรม

กรณีนี้เราสามารถนึกเทียบเคียงได้กับดราม่าในโลกสมัยใหม่หลายครั้งในรอบหลายปีที่ผ่านมานะครับ ที่มีการใช้องค์ประกอบสถาปัตยกรรมไทยอันสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ในการออกแบบโรงแรม (ดราม่ากรณีโรงแรมดาราเทวีเมื่อ 10 กว่าปีก่อน คือตัวอย่างที่ชัดเจน)

ในทัศนะผม หากอนุสาวรีย์ไทยได้รับการสร้างจริงตามแผน สถาปัตยกรรมไทยชิ้นนี้ (ไม่ว่าจะเป็นไปด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) จะเข้ามาลดทอนฐานานุศักดิ์สถาปัตยกรรมไทยอันศักดิ์สิทธิ์ลงอย่างมีนัยยะสำคัญ

และจะกลายมาเป็นสัญลักษณ์ทางอุดมการณ์ชิ้นสำคัญหลังการปฏิวัติ 2475 ทั้งในเชิงอุดมการณ์ชาตินิยมไทยแบบจอมพล ป. และอุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบคณะราษฎร

อย่างไรก็ตาม ด้วยงบประมาณการก่อสร้างที่มากถึง 2 ล้านบาท ทำให้ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลและจอมพล ป.แต่อย่างใด

สุดท้าย หลวงวิจิตรวาทการได้ทำจดหมายถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 23 เมษายน พ.ศ.2484 เสนอยุติโครงการนี้ โดยให้เหตุผลตอนหนึ่งว่า

“…เมื่อเรามีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย, วัดพระศรีมหาธาตุ และอนุสาวรีย์ทหารที่เรากำลังจะทำใหม่ด้วยเงินนับแสนแล้ว การสร้างอนุสาวรีย์ไทยที่ปากน้ำเจ้าพระยานั้น ก็ดูมีความจำเป็นน้อย…”

ด้วยเหตุนี้ โครงการอนุสาวรีย์ไทย ที่เป็นสถานที่ระลึกการได้รับเอกราชสมบูรณ์ทางการศาล และเป็นงานออกแบบที่ดันเพดานงานสถาปัตยกรรมไทยไปอีกขั้นหนึ่งของพระพรหมพิจิตร จึงไม่ได้ถูกทำให้ปรากฏเห็นเป็นรูปธรรม ซึ่งน่าเสียดายอยู่ไม่น้อยทีเดียว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...