โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘Fexting’ การเถียงกันผ่านการแชต ที่แม้จะไม่ต้องเผชิญหน้า แต่ก็อาจทำให้ปัญหาในความสัมพันธ์บานปลายจากเรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้

Mirror Thailand

อัพเดต 21 ส.ค. 2567 เวลา 09.32 น. • เผยแพร่ 21 ส.ค. 2567 เวลา 09.32 น.
ภาพไฮไลต์

เราอยู่ในยุคที่การสื่อสารถูกทำให้ง่ายขึ้นมากก็จริง แต่ขณะเดียวกันมันก็มาพร้อมกับความคาดหวังว่าจะต้องเกิดการรีแอ็กต์กลับในทันทีด้วยเหมือนกัน และเมื่อเกิดความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกัน หรือมีเรื่องจุกจิกใจใดๆ ในการสื่อสารกันขึ้นมา เป็นธรรมดาที่เราจะรู้สึกอยากรีบรีแอ็กต์และคาดหวังว่าจะได้รับการรีแอ็กต์กลับด้วยในโมเมนต์นั้นทันที โดยที่ไม่ต้องรอว่าเมื่อไรจะได้เจอหน้าเพื่อเคลียร์ความเข้าใจ แต่การสื่อสารผ่านการแชตนั้นมี ‘กำแพง’ และ ‘ระยะห่าง’ มีความเปราะบาง และมีความเสี่ยงที่จะผิดพลาดคลาดเคลื่อน (Miscommunication) ได้ง่ายมากๆ อยู่แล้ว นั่นยิ่งเป็นตัวจุดชนวนให้ความไม่เข้าใจกันยิ่งเลวร้ายลงไปอีก

และหนึ่งในปัญหาใหญ่ของการสื่อสารผ่านการแชตนั้นก็คือการ ‘Fexting’ ซึ่งมาจากคำว่า ‘Fight over text’ หมายถึงการเถียงหรือทะเลาะกันผ่านการเเชต ซึ่งเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงเรื่องซีเรียส แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาสำหรับการ Fexting อาจไม่ได้มีแค่ความไม่เข้าใจกัน แต่มันคือการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปฏิเสธที่จะ ‘คุย’ และ ‘เคลียร์’ ให้จบๆ ไป ไม่ว่าจะผ่านการโทร.คุย หรือมาเจอหน้ากัน ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดความว้าวุ่นใจอยู่อย่างนั้นด้วยความรู้สึกค้างคา และจากจุดเล็กๆ ของความไม่เข้าใจกันตรงนี้เองที่อาจนำมาสู่ปัญหาความสัมพันธ์ที่ใหญ่โตกว่านั้นได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ถึงกับบอกว่าการ Fexting อันตรายกว่าแค่การเถียงหรือทะเลาะกันในโลกยุคดิจิทัล แต่มันเป็นเหมือน ‘ตัวกระตุ้น’ ชั้นดีให้เกิดภาวะวิตกกังวลหรืออาการแพนิกได้เลย เพราะถึงจะไม่ได้เป็นการเผชิญหน้า แต่ตัวหนังสือที่พิมพ์ออกไปด้วยอารมณ์ล้วนๆ ผ่านการแชตเหล่านั้นก็สามารถซ่อนความรุนแรงบางอย่างที่เลวร้ายเอาไว้ได้ไม่แพ้กัน

นั่นเป็นเพราะเวลาเถียงกันผ่านการเเชต ไม่ง่ายเลยที่เราจะล่วงรู้ได้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งกำลังรู้สึกอย่างไรจริงๆ ตอนนี้ ระดับความโกรธ ความไม่พอใจของเขากำลังอยู่ในเลเวลไหนแล้ว เราอาจพบตัวเองใช้เวลามากมายหมดไปกับการคิดหาคำพูดที่ละมุนละไมที่สุดกว่าจะสื่อสารออกไปเพื่อระวังไม่ให้ปัญหาที่เริ่มส่งสัญญาณกรุ่นๆ นั้นบานปลายกลายเป็นการทะเลาะกันรุนแรง หรือพบว่าตัวเองหมกมุ่นกับการตีความข้อความของอีกฝ่ายเป็นวันๆ แต่หากการรีแอ็กต์กลับของอีกฝ่ายไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม ตั้งแต่ข้อความที่แสดงความไม่พอใจตรงๆ หรือแม้แต่การหลบเลี่ยงการปะทะด้วยอีโมจิ สติกเกอร์ นั่นก็อาจกลายเป็น ‘Passive Aggressive’ หรือการทิ่มแทงทางอ้อม ที่จะยิ่งเพิ่มความขัดแย้งในความสัมพันธ์ให้ลุกลาม แถมสร้างความรู้สึกไม่ดีให้กับเราได้ง่ายๆ ด้วย

ความอันตรายขั้นกว่าของการ Fexting แต่หลายๆ คนมักจะทำก็คือ การเร่งเร้าให้อีกฝ่ายแสดง ‘ท่าที’ อะไรสักอย่างในการเถียงกันตอนนั้น แม้ว่าท่าทีเหล่านั้นจะไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลยแม้แต่นิด ไม่ได้เป็นการจบปัญหา ไม่ได้เป็นการเคลียร์ที่แท้จริง และอาจจะทำให้เรื่องเลวร้ายหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่หลายๆ คนก็มักจะเกิดความรู้สึกพึงพอใจบางอย่าง เหมือนแค่ช่วยยืนยันว่า ‘โอเค… อย่างน้อยเขาก็ยังตอบ’ ทั้งที่วิธีนี้มันไม่เฮลตี้ต่อความสัมพันธ์เอาเสียเลย

เฮย์ลีย์ ควินน์ (Hayley Quinn) โค้ชด้านความสัมพันธ์ชื่อดังในอังกฤษ มองว่าในแง่หนึ่งเหตุผลที่หลายคนเลือกจะปล่อยให้การเถียงกันผ่านการแชตดำเนินต่อไปทั้งที่รู้ว่าไม่เฮลตี้ อาจเป็นเพราะรู้สึกว่าการแชตให้จบๆ ไป อย่างไรมันก็น่าหวาดหวั่นน้อยกว่าการต้องมาเผชิญหน้ากัน

“เวลาเกิดความขัดแย้งกันในความสัมพันธ์ แน่นอนว่ามันสร้างความรู้สึกไม่สบายใจและเจ็บปวดกันทั้งสองฝ่าย แต่การเถียงหรือทะเลาะกันผ่านการแชตสำหรับบางคนอาจเป็นเรื่องง่ายกว่า หรือรู้สึกว่าจัดการได้ง่ายกว่าการต้องมาเผชิญหน้าเพื่อคุยและเคลียร์กันตรงๆ”

ความอันตรายของการเถียงกันผ่านการแชต ไม่ได้มีแค่ความเสี่ยงที่จะทำให้เรื่องราวขยายใหญ่โตจากเรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่เท่านั้น สำหรับคนที่กำลังมีความสัมพันธ์ระยะไกล การ Fexting ยังเป็นอะไรที่เปราะบางและต้องระมัดระวังมากขึ้นไปอีก เพราะโอกาสของการจะได้มาเจอกันเพื่อพูดคุยทำความเข้าใจและกระชับความสัมพันธ์นั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย

“เวลาอยู่ไกลกัน แล้วการวิดีโอคอลก็ไม่สามารถทำได้ตลอด สิ่งที่เราทำได้จึงมีเพียงแค่การแชตเพื่ออัปเดตความเป็นไปให้อีกฝ่ายหนึ่งรับรู้เท่านั้น นั่นเป็นเรื่องเสี่ยงมากกับการที่เราจะทะเลาะกัน เพราะไม่เห็นสีหน้าท่าทาง ไม่ได้ยินน้ำเสียงของอีกคน บางครั้งมันอาจแค่เริ่มต้นจากการที่ใครสักคนยกเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมาพูด อาจเป็นแค่เรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวันด้วยซ้ำ แต่มันก็จบลงด้วยความไม่เข้าใจกันโดยที่ไม่มีใครตั้งใจให้เกิดขึ้น และยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เมื่อเราต่างไม่สามารถจะโทร.คุย วิดีโอคอล หรือมาเจอหน้ากัน เพื่อทำความเข้าใจได้เลย” ความเห็นหนึ่งจากคนที่กำลังมีความสัมพันธ์ระยะไกลกล่าว

ในทางกลับกัน คู่รักบางคู่ก็สารภาพว่าไม่ว่าพวกเขาจะ Fexting กันแทบตายในการแชตขนาดไหน แต่นั่นกลับช่วยให้เวลาที่เจอหน้ากันรู้สึกดีกว่าอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะไม่ต้องมัวกังวลว่าจะมาเถียงกันต่อแล้ว และมันช่วยรักษาความสัมพันธ์ใน ‘IRL’ (In Real Life - ในโลกจริงๆ ท่ีไม่ใช่โลกเสมือนอย่างการแชต) ของพวกเขาเอาไว้ได้ เนื่องจากต่างคนต่างไม่ต้องการ และพยายามหลีกเลี่ยงการเถียงหรือทะเลาะกันแบบเผชิญหน้า พูดง่ายๆ ก็คือให้มันจบแค่ในแชตนั่นเอง

หากมองในแง่นี้แล้ว เราคงไม่สามารถสรุปได้ว่าการ Fexting มีแค่ด้านลบเสียทีเดียว โค้ชด้านการเดตและความสัมพันธ์ ซาร่า หลุยส์ ไรอัน (Sarah Louise Ryan) เห็นด้วยว่าไม่ใช่ทุกคนจะมีสกิลการโต้ตอบหรือจัดการการถกเถียงต่อหน้ากันได้ดีเสมอไป การแชตอาจช่วยให้ได้มีเวลาคิดใคร่ครวญความรู้สึกของตัวเอง แล้วจึงค่อยเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดได้ดีมากกว่า ในแง่ดีอีกอย่างคือทำให้มีเวลาที่จะใช้ ‘Empathy’ มองในมุมของอีกฝ่าย เข้าใจสิ่งที่เขากำลังรู้สึกอยู่ และเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อหาทางแก้ไขสิ่งนั้นได้ดีขึ้นด้วยเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการซุกปัญหาเอาไว้ใต้พรมแล้วรอให้ระเบิดเวลาทำงาน หรือเเสร้งทำเป็นว่าปัญหาได้จบลงแล้วแต่อย่างใด เพราะจากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การพูดคุยกันตัวต่อตัวทั้งแบบออฟไลน์ หรืออย่างน้อยๆ แค่การออนไลน์ผ่านวิดีโอคอลก็น่าจะเป็นทางเลือกอันดับแรกๆ ที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุดอยู่ดี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบทสนทนาที่ต่างฝ่ายต่างมั่นใจแน่ๆ ว่ามีระดับความเปราะบางสูง หรือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยการเข้าใจจากทั้งสองฝ่ายมากหน่อย การคุยแบบเห็นหน้ากันก็อาจช่วยให้สามารถรับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายได้ดีกว่า และเมื่อนั้นเองที่เปิดโอกาสให้แต่ละคนได้ทำความเข้าใจ และช่วย ‘ยืนยัน’ ความมั่นใจในตัวกันและกันได้ดีที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า เมื่อไรก็ตามที่ข้อความของอีกฝ่ายเริ่มทำให้เลือดในตัวเราเดือดปุดๆ จากความรู้สึกไม่ดีแล้ว ไม่ว่าจะด้วยความโกรธ หงุดหงิด เจ็บๆ เหมือนใกล้จะระเบิด จงบอกตัวเองให้ ‘พัก’ หยุดการรีแอ็กต์ทั้งหมดกลับไปในทันทีก่อนที่มันจะนำไปสู่การ Fexting เพราะหลังจากหยุดการสนทนาทุกอย่างไว้ แม้เพียงชั่วคราวก็อาจช่วยให้ความรู้สึกของเราซอฟต์ลง ไม่พลุ่งพล่านรุนแรงมากเท่าตอนแรกแล้ว และมีเวลาให้เราได้ใคร่ครวญกับมันมากขึ้น จนกว่าจะมีโอกาสได้ ‘เคลียร์’ กันในครั้งถัดไป

ไม่ว่าการ Fexting จะมีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไร สิ่งสำคัญคือต้องไม่ลืมว่าเราต่างต้องการความสัมพันธ์ที่การพูดคุยเป็นเหมือนสะพานเชื่อมเข้าหากัน ไม่ใช่เป็นเหมือนสนามรบ เหมือนกับคำพูดที่ว่า ‘We need relationships where conversations feel like bridges, not battlefields.’ นั่นแหละนะ

อ้างอิง

https://www.glamour.com/story/how-fexting-ruined-my-relationship

https://mirrorthailand.com/self/relationship/101636

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...