‘Fexting’ การเถียงกันผ่านการแชต ที่แม้จะไม่ต้องเผชิญหน้า แต่ก็อาจทำให้ปัญหาในความสัมพันธ์บานปลายจากเรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้
เราอยู่ในยุคที่การสื่อสารถูกทำให้ง่ายขึ้นมากก็จริง แต่ขณะเดียวกันมันก็มาพร้อมกับความคาดหวังว่าจะต้องเกิดการรีแอ็กต์กลับในทันทีด้วยเหมือนกัน และเมื่อเกิดความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกัน หรือมีเรื่องจุกจิกใจใดๆ ในการสื่อสารกันขึ้นมา เป็นธรรมดาที่เราจะรู้สึกอยากรีบรีแอ็กต์และคาดหวังว่าจะได้รับการรีแอ็กต์กลับด้วยในโมเมนต์นั้นทันที โดยที่ไม่ต้องรอว่าเมื่อไรจะได้เจอหน้าเพื่อเคลียร์ความเข้าใจ แต่การสื่อสารผ่านการแชตนั้นมี ‘กำแพง’ และ ‘ระยะห่าง’ มีความเปราะบาง และมีความเสี่ยงที่จะผิดพลาดคลาดเคลื่อน (Miscommunication) ได้ง่ายมากๆ อยู่แล้ว นั่นยิ่งเป็นตัวจุดชนวนให้ความไม่เข้าใจกันยิ่งเลวร้ายลงไปอีก
และหนึ่งในปัญหาใหญ่ของการสื่อสารผ่านการแชตนั้นก็คือการ ‘Fexting’ ซึ่งมาจากคำว่า ‘Fight over text’ หมายถึงการเถียงหรือทะเลาะกันผ่านการเเชต ซึ่งเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงเรื่องซีเรียส แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาสำหรับการ Fexting อาจไม่ได้มีแค่ความไม่เข้าใจกัน แต่มันคือการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปฏิเสธที่จะ ‘คุย’ และ ‘เคลียร์’ ให้จบๆ ไป ไม่ว่าจะผ่านการโทร.คุย หรือมาเจอหน้ากัน ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดความว้าวุ่นใจอยู่อย่างนั้นด้วยความรู้สึกค้างคา และจากจุดเล็กๆ ของความไม่เข้าใจกันตรงนี้เองที่อาจนำมาสู่ปัญหาความสัมพันธ์ที่ใหญ่โตกว่านั้นได้
ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ถึงกับบอกว่าการ Fexting อันตรายกว่าแค่การเถียงหรือทะเลาะกันในโลกยุคดิจิทัล แต่มันเป็นเหมือน ‘ตัวกระตุ้น’ ชั้นดีให้เกิดภาวะวิตกกังวลหรืออาการแพนิกได้เลย เพราะถึงจะไม่ได้เป็นการเผชิญหน้า แต่ตัวหนังสือที่พิมพ์ออกไปด้วยอารมณ์ล้วนๆ ผ่านการแชตเหล่านั้นก็สามารถซ่อนความรุนแรงบางอย่างที่เลวร้ายเอาไว้ได้ไม่แพ้กัน
นั่นเป็นเพราะเวลาเถียงกันผ่านการเเชต ไม่ง่ายเลยที่เราจะล่วงรู้ได้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งกำลังรู้สึกอย่างไรจริงๆ ตอนนี้ ระดับความโกรธ ความไม่พอใจของเขากำลังอยู่ในเลเวลไหนแล้ว เราอาจพบตัวเองใช้เวลามากมายหมดไปกับการคิดหาคำพูดที่ละมุนละไมที่สุดกว่าจะสื่อสารออกไปเพื่อระวังไม่ให้ปัญหาที่เริ่มส่งสัญญาณกรุ่นๆ นั้นบานปลายกลายเป็นการทะเลาะกันรุนแรง หรือพบว่าตัวเองหมกมุ่นกับการตีความข้อความของอีกฝ่ายเป็นวันๆ แต่หากการรีแอ็กต์กลับของอีกฝ่ายไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม ตั้งแต่ข้อความที่แสดงความไม่พอใจตรงๆ หรือแม้แต่การหลบเลี่ยงการปะทะด้วยอีโมจิ สติกเกอร์ นั่นก็อาจกลายเป็น ‘Passive Aggressive’ หรือการทิ่มแทงทางอ้อม ที่จะยิ่งเพิ่มความขัดแย้งในความสัมพันธ์ให้ลุกลาม แถมสร้างความรู้สึกไม่ดีให้กับเราได้ง่ายๆ ด้วย
ความอันตรายขั้นกว่าของการ Fexting แต่หลายๆ คนมักจะทำก็คือ การเร่งเร้าให้อีกฝ่ายแสดง ‘ท่าที’ อะไรสักอย่างในการเถียงกันตอนนั้น แม้ว่าท่าทีเหล่านั้นจะไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลยแม้แต่นิด ไม่ได้เป็นการจบปัญหา ไม่ได้เป็นการเคลียร์ที่แท้จริง และอาจจะทำให้เรื่องเลวร้ายหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่หลายๆ คนก็มักจะเกิดความรู้สึกพึงพอใจบางอย่าง เหมือนแค่ช่วยยืนยันว่า ‘โอเค… อย่างน้อยเขาก็ยังตอบ’ ทั้งที่วิธีนี้มันไม่เฮลตี้ต่อความสัมพันธ์เอาเสียเลย
เฮย์ลีย์ ควินน์ (Hayley Quinn) โค้ชด้านความสัมพันธ์ชื่อดังในอังกฤษ มองว่าในแง่หนึ่งเหตุผลที่หลายคนเลือกจะปล่อยให้การเถียงกันผ่านการแชตดำเนินต่อไปทั้งที่รู้ว่าไม่เฮลตี้ อาจเป็นเพราะรู้สึกว่าการแชตให้จบๆ ไป อย่างไรมันก็น่าหวาดหวั่นน้อยกว่าการต้องมาเผชิญหน้ากัน
“เวลาเกิดความขัดแย้งกันในความสัมพันธ์ แน่นอนว่ามันสร้างความรู้สึกไม่สบายใจและเจ็บปวดกันทั้งสองฝ่าย แต่การเถียงหรือทะเลาะกันผ่านการแชตสำหรับบางคนอาจเป็นเรื่องง่ายกว่า หรือรู้สึกว่าจัดการได้ง่ายกว่าการต้องมาเผชิญหน้าเพื่อคุยและเคลียร์กันตรงๆ”
ความอันตรายของการเถียงกันผ่านการแชต ไม่ได้มีแค่ความเสี่ยงที่จะทำให้เรื่องราวขยายใหญ่โตจากเรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่เท่านั้น สำหรับคนที่กำลังมีความสัมพันธ์ระยะไกล การ Fexting ยังเป็นอะไรที่เปราะบางและต้องระมัดระวังมากขึ้นไปอีก เพราะโอกาสของการจะได้มาเจอกันเพื่อพูดคุยทำความเข้าใจและกระชับความสัมพันธ์นั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย
“เวลาอยู่ไกลกัน แล้วการวิดีโอคอลก็ไม่สามารถทำได้ตลอด สิ่งที่เราทำได้จึงมีเพียงแค่การแชตเพื่ออัปเดตความเป็นไปให้อีกฝ่ายหนึ่งรับรู้เท่านั้น นั่นเป็นเรื่องเสี่ยงมากกับการที่เราจะทะเลาะกัน เพราะไม่เห็นสีหน้าท่าทาง ไม่ได้ยินน้ำเสียงของอีกคน บางครั้งมันอาจแค่เริ่มต้นจากการที่ใครสักคนยกเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมาพูด อาจเป็นแค่เรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวันด้วยซ้ำ แต่มันก็จบลงด้วยความไม่เข้าใจกันโดยที่ไม่มีใครตั้งใจให้เกิดขึ้น และยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เมื่อเราต่างไม่สามารถจะโทร.คุย วิดีโอคอล หรือมาเจอหน้ากัน เพื่อทำความเข้าใจได้เลย” ความเห็นหนึ่งจากคนที่กำลังมีความสัมพันธ์ระยะไกลกล่าว
ในทางกลับกัน คู่รักบางคู่ก็สารภาพว่าไม่ว่าพวกเขาจะ Fexting กันแทบตายในการแชตขนาดไหน แต่นั่นกลับช่วยให้เวลาที่เจอหน้ากันรู้สึกดีกว่าอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะไม่ต้องมัวกังวลว่าจะมาเถียงกันต่อแล้ว และมันช่วยรักษาความสัมพันธ์ใน ‘IRL’ (In Real Life - ในโลกจริงๆ ท่ีไม่ใช่โลกเสมือนอย่างการแชต) ของพวกเขาเอาไว้ได้ เนื่องจากต่างคนต่างไม่ต้องการ และพยายามหลีกเลี่ยงการเถียงหรือทะเลาะกันแบบเผชิญหน้า พูดง่ายๆ ก็คือให้มันจบแค่ในแชตนั่นเอง
หากมองในแง่นี้แล้ว เราคงไม่สามารถสรุปได้ว่าการ Fexting มีแค่ด้านลบเสียทีเดียว โค้ชด้านการเดตและความสัมพันธ์ ซาร่า หลุยส์ ไรอัน (Sarah Louise Ryan) เห็นด้วยว่าไม่ใช่ทุกคนจะมีสกิลการโต้ตอบหรือจัดการการถกเถียงต่อหน้ากันได้ดีเสมอไป การแชตอาจช่วยให้ได้มีเวลาคิดใคร่ครวญความรู้สึกของตัวเอง แล้วจึงค่อยเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดได้ดีมากกว่า ในแง่ดีอีกอย่างคือทำให้มีเวลาที่จะใช้ ‘Empathy’ มองในมุมของอีกฝ่าย เข้าใจสิ่งที่เขากำลังรู้สึกอยู่ และเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อหาทางแก้ไขสิ่งนั้นได้ดีขึ้นด้วยเหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการซุกปัญหาเอาไว้ใต้พรมแล้วรอให้ระเบิดเวลาทำงาน หรือเเสร้งทำเป็นว่าปัญหาได้จบลงแล้วแต่อย่างใด เพราะจากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การพูดคุยกันตัวต่อตัวทั้งแบบออฟไลน์ หรืออย่างน้อยๆ แค่การออนไลน์ผ่านวิดีโอคอลก็น่าจะเป็นทางเลือกอันดับแรกๆ ที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุดอยู่ดี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบทสนทนาที่ต่างฝ่ายต่างมั่นใจแน่ๆ ว่ามีระดับความเปราะบางสูง หรือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยการเข้าใจจากทั้งสองฝ่ายมากหน่อย การคุยแบบเห็นหน้ากันก็อาจช่วยให้สามารถรับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายได้ดีกว่า และเมื่อนั้นเองที่เปิดโอกาสให้แต่ละคนได้ทำความเข้าใจ และช่วย ‘ยืนยัน’ ความมั่นใจในตัวกันและกันได้ดีที่สุด
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า เมื่อไรก็ตามที่ข้อความของอีกฝ่ายเริ่มทำให้เลือดในตัวเราเดือดปุดๆ จากความรู้สึกไม่ดีแล้ว ไม่ว่าจะด้วยความโกรธ หงุดหงิด เจ็บๆ เหมือนใกล้จะระเบิด จงบอกตัวเองให้ ‘พัก’ หยุดการรีแอ็กต์ทั้งหมดกลับไปในทันทีก่อนที่มันจะนำไปสู่การ Fexting เพราะหลังจากหยุดการสนทนาทุกอย่างไว้ แม้เพียงชั่วคราวก็อาจช่วยให้ความรู้สึกของเราซอฟต์ลง ไม่พลุ่งพล่านรุนแรงมากเท่าตอนแรกแล้ว และมีเวลาให้เราได้ใคร่ครวญกับมันมากขึ้น จนกว่าจะมีโอกาสได้ ‘เคลียร์’ กันในครั้งถัดไป
ไม่ว่าการ Fexting จะมีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไร สิ่งสำคัญคือต้องไม่ลืมว่าเราต่างต้องการความสัมพันธ์ที่การพูดคุยเป็นเหมือนสะพานเชื่อมเข้าหากัน ไม่ใช่เป็นเหมือนสนามรบ เหมือนกับคำพูดที่ว่า ‘We need relationships where conversations feel like bridges, not battlefields.’ นั่นแหละนะ
อ้างอิง
https://www.glamour.com/story/how-fexting-ruined-my-relationship
https://mirrorthailand.com/self/relationship/101636
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- ‘Fexting’ การเถียงกันผ่านการแชต ที่แม้จะไม่ต้องเผชิญหน้า แต่ก็อาจทำให้ปัญหาในความสัมพันธ์บานปลายจากเรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้
- ‘การย้ายบ้านบ่อยๆ’ ในช่วงชีวิตวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นตอนต้น อาจส่งผลต่อการเป็นซึมเศร้าตอนโต เมื่อมันคือการบังคับกลายๆ ให้เราต้องเปลี่ยนสังคม
- Medium Friend ว่าด้วยความเปราะบาง ของความสัมพันธ์แบบ ‘เพื่อนกลางๆ’ ที่อาจนำไปสู่ปัญหา เวลาที่เรามีความคาดหวังไม่เท่ากัน
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com