‘เจ้าคุณพระ’ ธรรมะ และนานาเรื่องในวัง
เจ้าคุณพระประยูรวงศ์เป็นสตรีที่มีอายุยืนยาวถึง 5 แผ่นดิน เกิดในตระกูลบุนนาคซึ่งกำลังเรืองอำนาจสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นพระสนมเอกที่รับสนองพระเดชพระคุณรัชกาลที่ 5 มาตั้งแต่ก่อนเสวยราชย์ ได้เป็น ‘เจ้าคุณพระ’ คนแรกในกรุงรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ 6 และถึงพิราลัยในรัชกาลที่ 8
แม้ไม่สนใจใฝ่ศึกษาธรรมมากนัก แต่ชีวิตของเจ้าคุณพระท่านนี้ก็มีคุณลักษณะที่น่าสนใจศึกษา และมีนานาเรื่องในวังซึ่งเป็นสีสันอยู่มาก
กำเนิดและครอบครัว
เจ้าคุณพระประยูรวงศ์เป็นธิดาของเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร) กับท่านผู้หญิงอิ่ม เกิดเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2397 เดิมชื่อแพ นับเป็นชั้นที่ 5 ของตระกูลบุนนาคที่สืบสายตรงขึ้นไปได้ดังนี้ เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร) สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ) และเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค)
เดิมสกุลบุนนาคตั้งบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสวยราชย์ เจ้าคุณปู่ของเธอได้เป็นเสนาบดีที่สมุหพระกลาโหม ทรงพระราชดำริว่าบ้านเดิมของท่านคับแคบเกินไป จึงทรงพระราชทานจวนของเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) อันอยู่ฟากพระนครริมคลองสะพานหัน ซึ่งเวลานั้นตกเป็นของหลวงแล้ว ให้เป็นจวนของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) แต่เรือนที่สร้างไว้นั้นทรุดโทรม คนในสกุลจึงต้องหาที่อาศัยตามที่จะอยู่ได้
บิดาของท่านเลือกอาศัยที่ฉางข้าว พี่สาวของแพเกิดที่นั่นจึงได้ชื่อว่า ‘ฉาง’ ต่อมาเมื่อซ่อมแซมเรือนแพที่ริมคลองแล้ว จึงย้ายมาอยู่เรือนแพ เมื่อเธอเกิดในช่วงที่ครอบครัวพำนักที่นี่ จึงได้ชื่อ ‘แพ’
ความฝันในวัยเยาว์
ต่อมา สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ถึงพิราลัย เจ้าคุณปู่ของเธอจึงย้ายกลับไปฟากธนบุรี สร้างบ้านอยู่ที่สวนกาแฟ ริมคลองวัดประยุรวงศาวาส บ้านของบิดาเธอก็อยู่บริเวณนั้น ครั้นเมื่อแพเติบใหญ่วิ่งได้แล้ว มียายคนหนึ่งชื่อ ‘ม่วง’ มาขายขนมที่บ้านเสมอ แพติดใจรสขนมเจ้านี้มาก
วันหนึ่งเด็กๆ นั่งเล่นกันแล้วถามกันว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร
แพตอบว่า อยากเป็นยายม่วง!
เข้าวัง
แพเป็นเด็กมีอุปนิสัยสงบเสงี่ยม ไม่ชอบทะเลาะเบาะแว้งกับใคร บิดามารดาจึงเมตตาปรานี เจ้าคุณปู่ก็เมตตา ถึง พ.ศ.2409 แพโกนจุกเมื่ออายุได้ 13 ปี เจ้าคุณปู่ปรารภกับบิดาของเธอว่า ตระกูลบุนนาคถวายลูกสาวทำราชการฝ่ายในมาโดยตลอด ตัวท่านเองมีคุณหญิงกลางเป็นลูกสาวคนเดียว ได้เป็นภริยาพระยาสีหราชฤทธิไกร (แย้ม) บุตรเจ้าพระยาภูธราภัยมาแต่รัชกาลที่ 3 ไม่มีลูกสาวจะถวายรัชกาลที่ 4 จึงขอตัวแพถวายทำราชการฝ่ายในแทนลูก
บิดาจึงส่งแพเข้าวังไปอยู่กับเจ้าจอมมารดาเที่ยง พระสนมเอกในรัชกาลที่ 4 ให้ฝึกสอนกิริยามารยาท เจ้าจอมมารดาเที่ยงจึงให้แพไปอยู่กับพระองค์เจ้าโสมาวดี ซึ่งมีรุ่นราวคราวเดียวกัน (ประสูติ พ.ศ.2395) ‘พระองค์ใหญ่โสม’ เมื่อเสด็จไปสมาคมฝ่ายใน ก็ให้แพถือหีบมากตามเสด็จ เพื่อให้คุ้นเคยประเพณีในพระบรมมหาราชวัง
รักแรกพบ
คราวหนึ่ง สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ ประทับวังหน้า โปรดให้ละครวังหลวงไปเล่นให้ชาววังหน้าดู พระองค์เจ้าโสมาวดีจึงให้แพตามเสด็จด้วย วันนั้นเองเป็นครั้งแรกที่เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ทอดพระเนตรเห็นแพถือหีบหมากเสวยตามเสด็จ และทอดพระเนตรมาที่แพอยู่เสมอ
ฝ่ายแพดูละครแล้ว กลับบ้าน คืนนั้นฝันว่ามีงูตัวใหญ่ หัวเหมือนพญานาค มีเกล็ดสีเหลืองทั้งตัว ตรงเข้ามาคาบที่กลางตัวเธอ แล้วเลื้อยไปทิ้งไว้ตรงหน้าเรือนเก่าที่เคยอยู่
รักแรกพบนั้น ทำให้เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ขอให้พระองค์เจ้าโสมาวดีหาโอกาสให้ได้ทอดพระเนตรแพอีก หลังจากนั้นในวันวิสาขบูชาที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์เดินเทียนมาถึงบริเวณที่แพนั่งอยู่คราวใด ก็เพ่งพิศที่แพทุกรอบจนผิดสังเกต เสร็จงานแล้วจึงตรัสกระซิบขอแพจากพระองค์เจ้าโสมาวดี ท่านก็ไม่ขัดข้อง ทั้งยังบอกให้แพทราบ จากนั้นเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์พระราชทานหีบน้ำอบฝรั่งผ่านคนกลางด้วย
พระสนมเอก
ครั้นเรื่องนี้ไปถึงเจ้าคุณปู่ ก็สั่งให้ท่านผู้หญิงอิ่ม มารดา รับตัวแพกลับมาบ้าน ฝ่ายเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ก็โศกเศร้า ไม่เป็นอันเสวย สมเด็จกรมพระยาสุดารัตน์ราชประยูรจึงปรึกษาเจ้าจอมมารดาเที่ยง
เจ้าจอมมารดาเที่ยงจึงไปกราบทูลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ตรัสขอพระราชทาน สมเด็จพระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราชพระองค์นั้นจึงตรัสขอต่อเจ้าคุณปู่ของเธอ ซึ่งตอบตกลงด้วยยินดี จนบิดาของเธอกลับมาจากราชการต่างประเทศแล้ว แพจึงได้เข้าถวายตัวต่อเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์
หลังจากนั้นก็ประสูติหม่อมเจ้าศรีวิไลยลักษณ์ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2411 ต่อมาเมื่อเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์เสวยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แล้วในวันที่ 1 ตุลาคม ศกนั้น หม่อมแพก็เลื่อนสถานะเป็นเจ้าจอมมารดาแพ
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพบรรยายสถานะที่เปลี่ยนแปลงไปของเธอได้เป็นอย่างดีว่า “เมื่อแรกท่านได้เป็นพระสนมเอก แทนที่จะอิ่มใจ กลับไปพบความลำบากใจมิใช่น้อย เริ่มต้นแต่ในการบรมราชาภิเษกก็ถวายนักสนมนารีสำหรับปฏิบัติบำเรอพระเจ้าอยู่หัวเป็นหมู่ใหญ่ ตัวท่านติดพระองค์มา เหมือนอย่างพระจันทร์ที่โคจรอยู่รอบมนุษยโลกแต่ดวงเดียว มากลายเป็นแต่ดาวดวงหนึ่งในจักรวาล อันรายล้อมดวงพระจันทร์อยู่ในท้องฟ้า**”
เจ้าจอมมารดาแพกราบทูลว่า รัชกาลที่ 5 เป็นพระมหากษัตริย์จะมีพระสนมกำนันมากสักเท่าใด เธอก็ไม่เคียดขึ้งหึงหวง และไม่ปรารถนาจะมีอำนาจบังคับบัญชาผู้หนึ่งผู้ใด ขอแต่ให้ได้สนองพระเดชพระคุณ เพียงเหมือนอย่างเมื่อเสด็จอยู่พระตำหนักสวนกุหลาบเท่านั้น
ผู้นำแฟชั่นในสังคม
ครั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริเรื่องการเปลี่ยนแปลงทรงผมของบุรุษ มีพระองค์เป็นผู้นำการไว้ผมยาว แทนการตัดทรงมหาดไทย ปรากฏว่าเจ้าจอมมารดาแพก็เป็นผู้นำออกหน้า เลิกตัวผมปีก ไว้ผมยาวก่อนผู้อื่น
ต่อมาเจ้าจอมมารดาแพยังเป็นผู้นำแบบแต่งตัว (Leader of Fashion) ของนางในอยู่นาน ด้วยเหตุใกล้ชิดพระเจ้าอยู่หัว อาจทูลหารือพระราชนิยมได้สะดวก เธอออกแบบอย่างใด ผู้อื่นก็ทำตามโดยไม่รังเกียจ
ความข้อนี้แม้ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว รัฐบาลรณรงค์รัฐนิยมแต่งกายอย่างสากล เธอก็เป็นผู้นำแฟชั่นในคราวนั้นด้วยเช่นกัน
เจ้าคุณพระ
เมื่อ พ.ศ.2447 เจ้าจอมมารดาแพอายุได้ 50 ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสถาปนาขึ้นเป็น ‘เจ้าคุณจอมมารดา’ หลังจากที่ได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณมา 37 ปี เป็นเจ้าจอมมารดาผู้ใหญ่ เป็นบุตรีอัครมหาเสนาธิบดี มีตระกูลสูงเนื่องในราชนิกุล
ลุ พ.ศ. 2464 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาเลื่อนเกียรติยศให้เป็นเจ้าคุณชั้นพิเศษเฉพาะตัวที่ ‘เจ้าคุณพระประยูรวงศ์’ เพราะ “ทรงประจักษ์แก่พระราชหฤทัยว่า เจ้าคุณจอมมารดาแพมีความจงรักสวามิภักดิ์ต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทยั่งยืนเสมอ มีกมลจิตซื่อสัตย์สุจริตนับถือพระบรมราชวงศ์ และโอบอ้อมอารีแก่ญาติวงศ์ ตลอดจนข้าทูลละอองธุลีพระบาททั่วไป ประกอบทั้งมีอัธยาศัยและมารยาทเรียบร้อยเป็นอันดี สมกับเป็นผู้ได้อยู่ในราชนิกุลอันมีศักดิ์ เป็นที่ทรงเคารพนับถือนัก”
ธรรมะ
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยเห็นว่า เจ้าคุณพระประยูรวงศ์มีความบกพร่องอย่างหนึ่ง ซึ่งอยู่ข้างแปลกประหลาด แต่เมื่อมาแต่งประวัติเจ้าคุณพระหลังล่วงลับไปแล้วใน พ.ศ.2486 กลับเห็นเป็นอัศจรรย์ กล่าวคือ เจ้าคุณพระเป็นผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ไหว้พระทำบุญให้ทานตามจารีตพุทธศาสนิกชนเป็นนิจ แต่ไม่นิยมศึกษาพระธรรม ไม่พอใจไปฟังเทศน์ฟังธรรมที่ไหนๆ ตั้งแต่เป็นสาวจนเข้าสู่วัยชรา
แต่ข้อที่สมเด็จกรมพระยาพระองค์นั้นเห็นว่าอัศจรรย์ก็คือเจ้าคุณพระไม่ไร้คุณธรรม ราวกับกุศลหนหลังบันดาลให้พระธรรมปัดเป่าเอาอคติทั้งสี่ออกไป ทั้งโทสาคติ ฉันทาคติ ภยาคติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งโมหาคติ
“ท่านมีบุญจนได้เป็นตำแหน่งพระสนมเอก พระเจ้าอยู่หัวก็โปรดปรานอย่างยิ่งมาช้านาน น่าที่จะหลงเพลิดเพลินในยศศักดิ์ และความสุขสำราญ แต่สังเกตตามเรื่องประวัติของท่าน ดูความสุขสำราญที่ท่านได้ประสบนั้นเองทำให้ท่านเป็น ผู้รู้ประมาณซึ่งเรียกในพระบาลีว่า มัตตัญญู สังเกตดูอายุขัยของตัวท่านอยู่เป็นนิจ”
และขยายความต่อไปว่า “เมื่อเห็นว่าอายุของท่านสูงเกินขนาดหน้าที่อย่างใด ก็ทูลขอปลดเปลื้องหน้าที่อย่างนั้นให้ผู้อื่นที่ยังเยาว์สมกับหน้าที่ทำแทนมาโดยลำดับ และตัวท่านเองก็สมัครรับหน้าที่ตามสมควรแก่วัยของท่านเป็นลำดับมา ดังเช่นรับเป็นผู้เบิกพระโอษฐ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ (คือถวายนมให้ทรงประเดิมดูดเมื่อแรกประสูติ) เป็นต้น ท่านจึงสมบูรณ์ด้วยเกียรติยศและเป็นที่เคารพนับถือของคนทั้งหลายมิรู้เสื่อมทรามจนตลอดอายุ”
คนบ้าในวัง
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพยังตั้งข้อสังเกตไว้อย่างชวนอ่านว่า เจ้าคุณพระ “ชอบอะไรเป็นอย่างประหลาดอย่างหนึ่ง คือ ชอบใช้บ้า” กล่าวคือ ชอบใช้คนบ้าชนิดที่ยังรู้จักรับผิดชอบการงาน ประกอบกิจธุระได้ถูกต้อง เป็นแต่วิปลาสไปบ้างเท่านั้น
สมเด็จกรมพระยาพระองค์นั้นทรงยกตัวอย่าง ‘ยายน้อยบ้า’ ซึ่งเจ้าคุณพระมักใช้ให้ยายน้อยบ้าไปเฝ้าด้วยกิจธุระบ่อยๆ ยายน้อยบ้าคนนี้พอรู้จัก จำใครได้ ก็จะตั้งชื่อใหม่เป็นของแกเอง แล้วเรียกแต่ชื่อที่แกตั้งนั้นทุกคนไม่เลือกหน้า แม้แกจะตั้งชื่อคนตั้งร้อย ยายน้อยบ้าก็เรียกถูกตัวอยู่เสมอไม่ไขว้เขวหลงลืมเลย
ยกตัวอย่างเช่น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ยายน้อยบ้าตั้งชื่อใหม่ให้ว่า “พระองค์น้อยโหน่ง” เรียกพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ว่า “เจ้าฟ้าล้นดิน” สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็น “เจ้าคุณฉัตรแก้ว” และเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์เป็น “เจ้าคุณฉัตรเพชร” เป็นต้น
การที่เจ้าคุณพระใช้งานคนบ้าเช่นนี้ สมเด็จกรมพระยาเห็นว่า “บางทีจะเป็นด้วยสำเร็จกิจธุระได้ง่ายกว่าใช้คนดี เพราะไปถึงไหน เขารู้ว่าแกเป็นบ้า ก็ไม่มีใครห้ามปราม อาจจะพบปะและเร่งให้ผู้หลักผู้ใหญ่รับธุระได้รวดเร็วก็เป็นได้”
บรรณานุกรม
- ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. ประชุมบทละคอนดึกดำบรรพ ฉบับบริบูรน์ พร้อมด้วยเรื่องประวัติเจ้าคุนพระประยูรวงส์ และตำนานละคอนดึกดำบรรพ. พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, 2486.
- สาแหรกสกุลบุนนาค. กรุงเทพฯ : ชมรมสายสกุลบุนนาค, 2542.