โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เปิดจุดเสี่ยง “ธุรกิจถ่านหิน” เมื่อความต้องการ และราคาดิ่งเหว

Share2Trade

อัพเดต 26 ก.ย 2567 เวลา 04.36 น. • เผยแพร่ 26 ก.ย 2567 เวลา 07.00 น. • Share2Trade

เมื่อกระแสรักษ์โลกและการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น ทำให้ธุรกิจถ่านหิน ได้รับผลกระทบตามไปด้วย และจะส่งผลกดดันราคาและผลประกอบการของธุรกิจถ่านหินในระยะยาว

เปิดจุดเสี่ยง ธุรกิจถ่านหิน_S2T (เว็บ) copy_0.jpg

หากถอดบทวิจัยของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ ในปี 2567 คาดว่าอุปสงค์ถ่านหินโลกจะเติบโต 0.4% ชะลอตัวจากที่เติบโต 2.6% ในปีก่อนหน้า

ความต้องการถ่านหินในจีนซึ่งมีสัดส่วนกว่า 56% ของอุปสงค์ถ่านหินโลก ลดลงจากการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำที่ฟื้นตัว ประกอบกับความต้องการถ่านหินใน EU ที่ลดลงจากกระแสรักษ์โลกและการเก็บภาษีคาร์บอน ส่งผลให้ EU หันมาใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นกว่า 13% จากปีที่ผ่านมา

ในปี 2567 คาดว่าจำนวนถ่านหินจัดจำหน่ายของผู้ประกอบการไทยในตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มเติบโตเพียง 1.7% หรือเพิ่มขึ้น 4.43 แสนตันจากปีก่อน สอดคล้องกับทิศทางอุปสงค์ตลาดโลก

โดยราคาถ่านหินมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง แม้ว่าปริมาณการจำหน่ายถ่านหินในปีนี้จะเพิ่มขึ้น ซึ่งตั้งแต่เดือนมีนาคม 2566 จนถึงปัจจุบัน ราคาถ่านหินอินโดนีเซียลดลงแล้วกว่า 49% สอดคล้องกับทิศทางราคาถ่านหินในออสเตรเลียที่ลดลงไปราว 30% จากภาวะเศรษฐกิจและอุปสงค์ถ่านหินโลกที่ชะลอตัว รวมถึงกระแสรักษ์โลกและการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด ซึ่งจะส่งผลกดดันราคาและผลประกอบการของธุรกิจถ่านหินในระยะยาว

ในส่วนของตลาดถ่านหินในประเทศไทย อุปสงค์ถ่านหินในประเทศปี 2567 มีแนวโน้มหดตัวราว 6.3% แม้ความต้องการในภาคการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นราว 4.5% แต่ความต้องการในภาคอุตสาหกรรมลดลงแรงกว่า 25%

ความเสี่ยงของอุตสาหกรรมถ่านหินไทย

ตลาดในประเทศ

1.ความต้องการใช้ถ่านหินในไทยมีแนวโน้มลดลงจากร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าในระยะยาวของไทย (PDP 2024) ที่มุ่งเน้นการใช้พลังงานทดแทน โดยมีแผนการลดปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเหลือเพียง 7% ของปริมาณการผลิตไฟฟ้าในปี 2580 จากที่อยู่ราว 14% ในปี 2567 ในขณะเดียวกัน สัดส่วนพลังงานสะอาดจะเพิ่มขึ้นเป็น 51% จากปัจจุบันที่ 22%

2.ภาคอุตสาหกรรมไทยมีแนวโน้มใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงพลังงานลดลง เนื่องจากพ.ร.บ. Climate Change และกฎระเบียบการค้าโลกด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการส่งออกไปยัง EU ซึ่งมีการใช้มาตรการ CBAM ที่มีผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดในการผลิต (Low carbon cement)

ตลาดต่างประเทศ

1.ความต้องการถ่านหินในตลาดโลกมีทิศทางปรับตัวลดลงจากกระแสรักษ์โลก โดยเฉพาะคู่ค้าหลักอย่างจีน ที่หันไปพึ่งพาพลังงานทดแทนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งภายในปี 2603 จีนตั้งเป้าหมายเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดโดยเฉพาะพลังงานลมและแสงอาทิตย์ ให้มีสัดส่วน 80% ของการผลิตพลังงานทั้งหมด ในขณะที่ลดจานวนการใช้ถ่านหินเหลือเพียง 5%

2.อินเดียมีนโยบายหันมาพึ่งพาถ่านหินที่ผลิตในประเทศตนเองมากขึ้น โดยมีการตั้งเป้าว่า ภายในปี 2573 จะเพิ่มกาลังการผลิตถ่านหินจากภายในประเทศเป็น 1,522 ล้านตัน เพิ่มขึ้นกว่า 70% ของปริมาณที่ผลิตได้ในปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลทาให้การนาเข้าถ่านหินของอินเดียจากต่างประเทศมีแนวโน้มลดลงในระยะยาว

สำหรับผู้ประกอบการในห่วงโซ่ธุรกิจถ่านหินที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ประกอบด้วย BANPU, AGE, LANNA, TCC และ UMS

สำรวจปัจจัยพื้นฐาน

หากเข้าไปสำรวจบทวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานหุ้นดังกล่าว พบว่า นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมิน BANPU โดยแนะนำ TRADING ด้วยมุมมองที่เป็นบวก ปรับไปใช้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2568 ที่ 7.00 บาท

หลังความคืบหน้าการนำ BKV เข้าจดทะเบียนในตลาดฯ จะเป็น Catalyst หนุนราคาหุ้น BANPU ช่วงที่เหลือของปีให้สูงขึ้นจากปัจจุบันที่ซื้อขายบน PBV ไม่ถึง 0.5 เท่า อีกทั้งมองข้ามไปช่วงไตรมาส 4/67 – 1/68 หุ้นมีปัจจัยหนุนจากการเข้าสู่ High Season ของการใช้พลังงานในฤดูหนาว ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินเร่งตัวขึ้น

โดย BKV (บริษัทย่อยของ BANPU) ได้ประกาศเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 15 ล้านหุ้น ราคาเสนอขาย เบื้องต้น 19 – 21 เหรียญสหรัฐฯ ต่อหุ้น เพื่อเตรียมเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ New York Stock Exchange (NYSE)

มูลค่าราคาตลาดหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO จะอยู่ในช่วง 1.5 - 1.7 พันล้านเหรียญฯ หรือราว 5.1 – 5.7 หมื่นล้านบาท

ส่วน AGE ทริสเรทติ้งลดอันดับเครดิตองค์กร มาอยู่ที่ระดับ “BB+” จากระดับ “BBB-” โดยการปรับลดอันดับเครดิตสะท้อนความสามารถในการทำกำไรของบริษัทที่อ่อนลงอย่างต่อเนื่อง และการประเมินของทริสเรทติ้งถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของกำไรที่น่าจะช้าลง ซึ่งจะส่งผลทำให้ตัวชี้วัดเครดิตที่อ่อนแอของบริษัทนั้นยืดเยื้อต่อไป

ทริสเรทติ้งคาดว่า AGE จะมีผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยพิจารณาจากความตั้งใจของฝ่ายบริหารที่จะดำเนินการคัดเลือกลูกค้าอย่างระมัดระวังและใช้มาตรการควบคุมต้นทุนในเชิงรุก อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งมองว่ากำไรของบริษัทน่าจะฟื้นตัวช้าด้วยแรงกดดันที่มีอยู่จากแข่งขันในตลาดอย่างต่อเนื่อง ต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น และอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนตัว

ด้วยเหตุนี้ ทริสเรทติ้งจึงปรับลดการคาดการณ์ของผลกำไรโดยปรับลดอัตรากำไรขั้นต้นในธุรกิจถ่านหินของบริษัทลง ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA ของบริษัทน่าจะติดลบในปี 2567 และคาดว่า EBITDA จะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในปี 2568-2569 แต่อาจจะยังคงต่ำกว่า 700 ล้านบาทต่อปี ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA อยู่ในช่วง 4-8 เท่าในระหว่างปี 2568-2569 ซึ่งจะสูงกว่าเกณฑ์สำหรับการคงอันดับเครดิตก่อนหน้านี้

ขณะที่ LANNA, TCC และ UMS ยังไม่มีการประเมินปัยจัยพื้นฐานจากนักวิเคราะห์

เปิดจุดเสี่ยง ธุรกิจถ่านหิน_S2T (เพจ) copy_0.jpg
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...