โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

รำลึก 48 ปี 6 ตุลา 19 สานต่อจิตวิญญาณ ไม่สยบยอมอำนาจไม่ชอบธรรม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 ต.ค. 2567 เวลา 05.14 น. • เผยแพร่ 06 ต.ค. 2567 เวลา 05.14 น.

ม.ธรรมศาสตร์ จัดกิจกรรมครบรอบ 48 ปี 6 ตุลา 2519 คนการเมืองร่วมงานแน่น ด้าน นายก อมธ.ชี้ บาดแผลที่ไม่เคยจดจำ มีในตำราเรียนแค่ 2 บรรทัด ปลุก สานต่อจิตวิญญาณวีรชน ไม่สยบยอมอำนาจไม่ชอบธรรม ด้าน ชัยธวัช เร่งผลักดัน รายงาน กมธ.นิรโทษกรรมเข้าสภา

วันที่ 6 ตุลาคม 2567 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดงาน ‘ครบรอบ 48 ปี 6 ตุลาฯ 2519’ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณสวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ ‘ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย’ เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. ว่ามีบุคคลต่างๆ ทยอยเดินทางเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง อาทิ ตัวแทนฝ่ายรัฐบาลมีนายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย อาทิ นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อ นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล นายพรรคประชาชน น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.

นอกจากนี้ พวงหรีดไว้อาลัยจากบุคคล พรรคการเมือง รวมถึงของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทยอยมาถึงสถานที่จัดงาน โดยเมื่อเวลาประมาณ 07.30 น. ผู้ร่วมงาน ทำบุญตักบาตรพระภิกษุ 19 รูป จากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร

ขณะเดียวกัน ยังมีการติดป้ายรูปภาพที่ถูกคุมขังในคดีผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 พร้อมทั้งมีข้อความว่านิรโทษกรรมประชาชนติดบริเวณหน้าหอประชุมใหญ่

กระทั่งเวลา 08.18 น. เข้าสู่การวางพวงมาลารำลึกจากตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคการเมือง และภาคประชาชน ทั้งนี้ นายศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้กล่าวเปิดงานโดยระบุว่า แม้ผ่านไป 48 ปี การเมืองไทยทุกวันนี้ ยังคงวนเวียนอยู่กับสิ่งที่เราอยากให้ก้าวข้ามไป ส่วนตัวคิดว่าทุกครั้งที่มีเหตุการณ์แบบนี้ เราต้องใช้ปรากฏการณ์ความเสียสละของผู้คน หรือแม้กระทั่งความบอบช้ำของผู้คนเป็นสิ่งที่จะกระตุ้นให้สังคมของเราได้ตระหนัก ถึงความสำคัญของสิทธิเสรีภาพ และความมีเสถียรภาพของระบอบการเมืองของประเทศต่อไป

นายศุภสวัสดิ์ กล่าวต่อว่า ตนในฐานะผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอร่วมน้อมรำลึก ถึงวีรชนที่เสียสละที่ต่อสู้ ปกป้องระบอบการปกครอง ที่มีความเป็นประชาธิปไตย พร้อมเชื่อว่าแม้เหตุการณ์จะผ่านเลยไปทุกคนยังคงจดจำ และระลึกนึกถึงความเสียสละของทุกท่านในวันนั้น และอยากเห็นคนรุ่นใหม่กลับไปสนใจและพยายามที่จะค้นคว้า ทำความเข้าใจว่าได้เกิดอะไรขึ้นในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และต้องอาศัยคนรุ่นใหม่หนุ่มสาวที่จะทำให้การปกครองเป็นประชาธิปไตย

จากนั้น นายธีรดนย์ พงษ์ดนตรี นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) กล่าวว่า 48 ปี 6 ตุลาคม คือ การเดินทางที่ยาวนาน เกือบครึ่งศตวรรษ ซึ่งผ่านการต่อสู้และผลักดันจากหยาดเหงื่อ แรงกาย แรงใจของภาคประชาชนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว จนถึงตอนนี้เวลานี้นั้น ก็ยังไม่มีการชำระล้างประวัติศาสตร์ หรือนำผู้ที่กระทำอาชญากรรมต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันมาลงโทษ

หากมีคนตั้งคำถามกับผมว่า 6 ตุลาคม ปีพุทธศักราช 2519 คือทรรปณะที่ส่องสะท้อนให้เห็นถึงภาพอะไรในสังคมไทย ผมต้องขอตอบตามตรงว่าสิ่งที่ผมเห็นคือภาพของสังคมที่เลือกจะซุกปัญหาใต้พรม สังคมที่ผู้มีอำนาจยังพยายามปฏิเสธความจริงที่ปรากฎตรงหน้า

ประวัติศาสตร์บาดแผลของคนที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐไทยไม่เคยถูกจดจำไปมากกว่า 2 บรรทัดในแบบเรียนประวัติศาสตร์ ไม่เคยมีอนุสาวรีย์ใหญ่โต ไม่เคยมีคำขอโทษอย่างเป็นทางการจากรัฐ ผมคงไม่ต้องพูดเรื่องเหล่านี้ซ้ำเพราะนี้คือความจริงที่เราอาศัยกันอยู่ และไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าใดจึงจะเปลี่ยนแปลง ผมไม่ใช่คนแรกที่พูดเรื่องนี้ และแน่นอนครับว่าจะไม่ใช่คนสุดท้าย

ผมเป็นเพียงแค่นักศึกษาตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่ซึ่งได้รับเกียรติให้มากล่าวต่อเบื้องหน้าทุกท่าน เพราะได้รับเลือกตั้งเป็น นายกองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีวาระเพียง 1 ปี ที่เมื่อผมเรียนจบไปแล้ว ผมก็คงจะเติบโตกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง ซึ่งการเติบโตมาในสังคมนี้มันช่างยากเหลือเกินครับทุกท่าน กับการต่อสู้กับปัญหาต่างๆในชีวิต ในรัฐที่ไม่เคยโอบกอดประชาชนเมื่อพวกเราเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ ในรัฐที่สะกดคำว่ายุติธรรมและเท่าเทียมไม่เป็น รัฐไทยคือรัฐที่ทำให้ประชาชนอ่อนแอ หมดเรี่ยวแรงในการต่อสู้

จึงอยากขอเชิญชวนทุกท่าน ในนามของคนธรรมดาคนหนึ่ง ถึงคนธรรมดาทุกคนครับ การสานต่อจิตวิญญาณ 6 ตุลา 2519 ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่จำเป็นว่าเราต้องมีตำแหน่งแห่งที่ทางการเมือง เป็นคนใหญ่คนโต หรือมีความเข้าใจทางประวัติศาสตร์การเมืองอย่างลึกซึ้ง แต่นี้คือหน้าที่ของเราทุกคน ผมเชื่อว่าการตื่นมาในสังคมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในชีวิต สังคมที่ไม่เคยทำให้เราเห็นอนาคตข้างหน้าของตัวเองในอีก 10-20 ปีข้างหน้า คงยากมากๆกับการจะรวบรวมกำลังมาต่อสู้กับความอยุติธรรมในสังคมของเรา

แต่ 48 ปี 6 ตุลาคมคือตัวอย่างอันเป็นที่ประจักษ์อย่างยิ่งครับ ว่าเราจะไม่มีงานรำลึกอย่างเช่นวันนี้เลยหากขาดพลังของคนตัวเล็กๆ หากขาดพลังของคนธรรมดาที่ไม่เคยหยุดพูดว่าสังคมนี้มีปัญหา และสังคมนี้ต้องชดใช้ความยุติธรรมให้กับคนที่ถูกเข่นฆ่า ณ สถานที่แห่งนี้ แม้จะถูกขัดขวางแค่ไหน แม้จะมีอุปสรรคอย่างไร แม้จะถูกรัฐพยายามบังคับให้ลืมเท่าไหร่ พวกเขาก็ไม่ย่อท้อ ผมขอใช้พื้นที่ตรงนี้ยกย่องสดุดีทุกคนที่อยู่เบื้องหลังงานรำลึกที่ผ่านมา ที่ร่วมกันสานต่อเจตนารมย์ 6 ตุลาคม 2519 ตลอด 48 ปีที่ผ่านมาจริงๆ

และผมเชื่อว่าแม้จะผ่านไปอีก 10 ปีหรือ 100 ปีกระทั่งแม้ผู้คนที่อยู่ในงานวันนี้อาจไม่อยู่กันแล้ว 6 ตุลาก็จะคงอยู่ ไม่ใช่ในฐานะของวันรำลึกทางการเมือง แต่ในฐานะของจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ ไม่สยบยอมต่อการใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรม สุดท้ายนี้ผมขอร่วมรำลึกถึงดวงวิญญาณของวีรชนทุกท่านและหวังว่าความยุติธรรมจะปรากฏในสังคมไทยจริงๆ เราจะไม่ลืม เราจะไม่หยุดพูด เราจะจำ เราจะพูดจนกว่าวันๆนั้นจะมาถึง” นายก อมธ. กล่าว

ต่อมา นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ยังคงมีความสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่สังคมไทยควรต้องจดจำและระลึกถึงในหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่องความยุติธรรมในสังคมและความรับผิดชอบของรัฐต่อการกระทำความรุนแรงต่อประชาชนที่วันนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้น และความรุนแรงที่ไม่ควรจะต้องเกิดขึ้นอีกในอนาคต

ทั้งนี้ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน คือ การนิรโทษกรรมคดีการเมือง ซึ่งหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ นักศึกษาและประชาชนจำนวนมากถูกดำเนินคดี รวมถึงคดีตามมาตรา 112

แต่ 2 ปีต่อมารัฐบาลในขณะนั้นเห็นว่า การดำเนินคดีไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสังคมและกลับขยายความขัดแย้งออกไปอีก จึงมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมเมื่อปี 2521 แสดงให้เห็นว่า คดีร้ายแรงในสังคมไทยเคยมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมมาแล้ว ดังนั้นสำหรับนักการเมืองหรือคนที่เห็นว่าไม่สมควรนิรโทษกรรมคดี มาตรา 112 ตนอยากย้ำว่า เคยมีการนิรโทษกรรมมาแล้ว และไม่เกี่ยวอะไรเลยกับความจงรักภักดีหรือไม่

นายชัยธวัช กล่าวต่อว่า ในฐานะที่ตนเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตรากฎหมายนิรโทษกรรม ความคืบหน้าล่าสุดในสภาฯ ขณะนี้ก็ยังรออยู่ว่าจะมีการพิจารณาผลการศึกษาของกรรมาธิการฯ ได้เร็วที่สุดเมื่อใด ซึ่งในความเป็นจริงถึงกำหนดการที่จะต้องมีการพิจารณาแล้ว แต่แกนนำและวิปรัฐบาลกลับตัดสินใจเลื่อนวาระออกไป อาจด้วยความกังวลที่ไม่อยากให้มีประเด็นการเมืองที่อ่อนไหวมากระทบเสถียรภาพของรัฐบาล

“รัฐบาลไม่ควรกังวลจนเกินไป เพราะทุกอย่างเป็นวาระปกติในการทำงานของสภาฯ การนิรโทษกรรมคดีการเมืองเป็นสิ่งที่ประชาชนจำนวนมากก็รอคอยอยู่ แม้จะมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างสำคัญต่อกรณีคดี 112 ซึ่งในรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ ก็มีการเสนอไว้หลายทางเลือกและรอบด้าน รวมทั้งมีการเสนอพื้นที่ตรงกลางให้มีการนิรโทษกรรมคดี 112 อย่างมีเงื่อนไข

ดังนั้นจึงจะเป็นประโยชน์มากกว่าถ้าคณะกรรมาธิการฯ ได้เสนอรายงานต่อสภาฯ โดยเร็วที่สุด ให้พรรคการเมืองต่าง ๆ ได้ฟังความเห็นจากคณะกรรมาธิการฯ เพราะขณะนี้สังคมไทยค่อนข้างตกผลึกและเห็นพ้องต้องกันแล้วว่าควรมีการนิรโทษกรรมคดีการเมืองตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา เพียงแต่ยังมีความเห็นต่างต่อคดีการเมืองในช่วงหลัง” นายชัยธวัช กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รำลึก 48 ปี 6 ตุลา 19 สานต่อจิตวิญญาณ ไม่สยบยอมอำนาจไม่ชอบธรรม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...