โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Angel / Human / Death ชวนมองหนังไอคอนิกที่พูดถึง Angel หรือการมีอยู่ของเหล่า ‘เทพ’ บนโลกมนุษย์ ผู้ทั้งปลอบประโลม และช่วยให้มนุษย์มองเห็นคุณค่าของชีวิต

Mirror Thailand

อัพเดต 01 พ.ย. 2567 เวลา 08.07 น. • เผยแพร่ 01 พ.ย. 2567 เวลา 08.07 น.
ภาพไฮไลต์

เป็นธรรมดาของมนุษย์ปุถุชนที่เมื่อไรก็ตามหากพูดถึงคำว่า ‘ความตาย’ แม้ว่ามันจะเป็นส่วนหนึ่งของสัจธรรมที่เราทุกคนต้องเจอ แค่ยังมาไม่ถึง แต่ก็สามารถสร้างความรู้สึกหวาดหวั่นน่าเกรงขามได้มากมาย เพราะความที่มนุษย์ไม่อาจรู้ได้เลยมันจะมาถึงเมื่อไร มาในรูปแบบใด และมีอะไรรออยู่บ้าง

อิทธิพลของความหวาดหวั่นต่อความไม่รู้ว่าความตายและชีวิตหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร ถูกถ่ายทอดออกมาในหนังไอคอนิกหลายเรื่องในหลายยุคสมัย ผ่านตัวละครหนึ่งที่เรียกถูกว่า Angel หมายถึง ‘เทพ’ หรือ ‘เทวดา’ ผู้ถูกส่งมาทำภารกิจอะไรบางอย่างเกี่ยวกับความเป็นความตายของมนุษย์บนโลก ตั้งแต่เป็น Messenger ผู้นำพาดวงวิญญาณมนุษย์ที่หมดอายุขัยไปส่งยังโลกหลังความตาย จนถึงเป็นผู้เก็บกวาดความยุ่งเหยิงที่มนุษย์สร้างขึ้น

และในบางครั้งหน้าที่ของเหล่าทวยเทพยังเป็นการโบยบินลงมาเพื่อเป็น ‘ผู้พิทักษ์’ คอยช่วยเหลือมนุษย์อยู่เงียบๆ โอบกอด ปลอบประโลมผู้สิ้นหวังและเจ็บปวดเกินกว่าจะมีชีวิตอยู่ แต่ก็อ่อนแอเกินกว่าจะเผชิญหน้ากับความตาย ให้รู้สึกว่าไม่เป็นไร มนุษย์ไม่ได้เผชิญเรื่องเหล่านี้เพียงลำพัง

‘It’s a Wonderful Life’ คือหนังอเมริกันในปี 1946 ของผู้กำกับ Frank Capra ที่ยังคงเป็นตำนานและเป็นหนึ่งในลิสต์หนังที่ดีที่สุดจนถึงทุกวันนี้ เล่าเรื่องของ George Bailey ชายผู้ใช้ชีวิตด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และโอบอุ้มความสุขทุกข์ของคนรอบข้างเสมอ กระทั่งวันหนึ่งจุดพลิกผันในชีวิตทำเอาเขาเจ็บปวดจนแทบอยากตาย เขาเกิดคำถามว่าหากตัวเองไม่ได้เกิดมาเลยตั้งแต่จะเป็นอย่างไร แต่ระหว่างที่เขากำลังคิดกระโดดน้ำจากโลกนี้ไป เทพผู้พิทักษ์ได้ช่วยให้ชายผู้สิ้นหวังกลับมามองเห็น ‘คุณค่า’ ในตัวเองอีกครั้ง ด้วยการตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วเวลาที่มนุษย์เกิดความสงสัยในคุณค่าของตัวเอง หรือเกิดวิกฤตศรัทธาอะไรขึ้นมาก็ตาม เป็นเทพที่คอยโอบอุ้มเราอยู่ หรืออาจเป็นตัวเรานี่แหละที่สามารถเป็น ‘เทพ’ ผู้โอบอุ้มตัวเราเองและคนอื่นๆ ได้เหมือนกัน

แนวคิดของเหล่าทวยเทพบนโลกมนุษย์ ถูกส่งต่อมาถึงยุค 80s เป็นแรงบันดาลใจให้กับ ‘Wings of Desire’ หนังคลาสสิกปี 1987 ที่มีชื่อภาษาเยอรมันว่า ‘Der Himmel über Berlin’ หรือ ‘สวรรค์เหนือเบอร์ลิน’ อีกหนึ่งงานชิ้นเอกของผู้กำกับชาวเยอรมัน Wim Wenders ที่สร้างตัวละคร ‘เทวดา’ ขึ้นมาให้เฝ้าดูและคอยปลอบประโลมมนุษย์ที่กำลังเข้าสู่ห้วงเวลาของความตาย แต่การได้ยินความรู้สึกนึกคิด รับรู้ถึงความทุกข์ ความอ่อนเเอและเจ็บปวดอันล้ำลึกของมนุษย์นั้นกลับยิ่งทำให้เขาหลงรักมนุษย์ หลงรักเมืองสิ้นหวังเมืองนี้ จนปรารถนาจะละทิ้งชีวิตอมตะมาอยู่บนโลก เพื่อให้ได้สัมผัสการเกิด แก่ เจ็บ ตาย และการได้มีเลือดเนื้อแบบมนุษย์ปุถุชนดูบ้างสักครั้ง

อาจกล่าวได้ว่า Wings of Desire เป็นเหมือนจดหมายรักจากผู้กำกับ Wim Wenders ถึงเมืองเบอร์ลินช่วงปี 1986-1987 เมืองที่เขาเคยบอกว่ามันไม่ต่างกับ ‘ขุมนรก’ จากพิษภัยของสงครามเย็นในเวลานั้นที่ไม่เพียงทำให้เมืองถูกตัดแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งมานานร่วม 30 ปี ร่องรอยจากสงครามเย็นยังทิ้งความทรงจำอันบอบช้ำให้กับผู้คนและเมืองๆ นี้เอาไว้ไม่น้อย การมี ‘สวรรค์’ และ ‘เทวดา’ เฝ้ามองอยู่เหนือเมืองเบอร์ลินของ Wim Wenders จึงอาจเปรียบเหมือนการปลอบประโลมใจผู้คนจากความทุข์ยากของบ้านเมืองไปพร้อมกัน

ซึ่งต่อมา Wings of Desire ยังกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับหนังเรื่อง Faraway, So Close! ในปี 1993 ที่เทวดาหนุ่มของ Wim Wenders ฝันเป็นจริง ได้ใช้ชีวิตแบบมนุษย์จริงๆ บนโลกเสียที ในยุคหลังกำแพงเบอร์ลินถูกทำลายลงเมื่อปี 1989 ด้วย

และในปลายปี 90s ที่กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุค Millennium ที่บางคนเชื่อว่าโลกได้เดินทางมาถึง ‘Apocalypse’ หรือวันสิ้นโลกเรียบร้อยแล้ว ด้วยอิทธิพลทั้งจากคำทำนายต่างๆ จากอิทธิพลของความเชื่อเรื่อง Fin de Siècle ที่หมายถึง ‘End of Century’ ที่เชื่อว่าจริงๆ แล้วโลกจะต้องสิ้นสุดลงตั้งแต่หลังศตวรรษที่ 19 ไหนจะความเชื่อที่คนทั้งโลกพูดกันหนาหูในตอนนั้นเรื่อง Doomsday คำทำนายของชนเผ่ามายันโบราณที่ก็หมายถึงวันโลกาวินาศเช่นเดียวกัน และไหนจะเหตุการณ์ Y2K อันเกิดจากความรวนของเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดวุ่นวายกันไปทั้งโลกตอนที่กำลังเข้าสู่ปี 2000

ไม่อาจปฏิเสธว่าช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา ย่อมทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความไม่แน่นอน ไม่มั่นคง รวมถึงความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ นั่นก็คือ ‘อนาคต’ ที่ยังมาไม่ถึง นอกจากหนังพวกวันสิ้นโลก ภัยธรรมชาติ หรือหนังที่ว่าด้วยการที่มนุษย์ทำสงครามกับสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกที่กลายมาเป็น Material ชั้นดีให้กับบรรดาหนังในยุคนั้นหลายต่อหลายเรื่องแล้ว เรื่องราวของ ‘เทพ สวรรค์ และความตาย’ ยังกลับมาเป็นสิ่งที่หนังในยุคนั้นใคร่ครวญถึงอีกครั้งด้วย

อย่างหนังไอคอนิกเรื่อง City of Angels (Brad Silberling, 1998) และ Meet Joe Black (Martin Brest, 1999) ที่พูดถึงการมีอยู่บนโลกของเทพในรูปแบบ ‘Angel of Death’ หรือเทพแห่งความตาย (อาจเทียบได้กับ ‘ยมบาล’ ในความเชื่อของศาสนาพุทธ) ผู้ทำหน้าที่แทนพระผู้เป็นเจ้า คอยพิพากษา และนำพามนุษย์ที่กำลังจะหมดอายุขัยไปสู่โลกหลังความตาย

แต่ขณะเดียวกันหน้าที่ของเทพที่ถูกนำมาตีความในหนังยุค 90s บางส่วน ยังเป็นผู้ทำให้มนุษย์ตระหนักถึงความดีชั่วและผลจากการกระทำของตัวเองตอนที่มีชีวิตอยู่ด้วย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความรู้สึกไม่แน่นอนของยุคสมัยที่กำลังจะเปลี่ยนผ่าน กับความที่ไม่นุษย์ไม่รู้ว่าจะมีอะไรรอพวกเขาอยู่ในอนาคตที่ใกล้เข้ามาทุกที แล้วถ้าหากสิ่งนั้นเป็นวันสิ้นโลก เป็นความตายจริงๆ โลกหลังความตายที่รอเราอยู่นั้น มันจะเป็นนรกหรือสวรรค์ จะน่าหวาดหวั่นมากน้อยแค่ไหน

ซึ่งอิทธิพลของความไม่รู้ กับความไม่มั่นคงเหล่านี้ยังสะท้อนออกมาในหนังยุคเดียวกันอย่างหนังคลาสสิกในตำนานอย่าง Ghost (Jerry Zucker, 1990) ที่แม้จะไม่ได้พูดถึงการมีอยู่ของเทพโดยตรง แต่ก็เป็นหนังที่มีแมสเสจทรงพลังเกี่ยวกับโลกหลังความตายที่สุดอีกเรื่องหนึ่งว่า หากชีวิตเป็นเรื่องไม่แน่นอน เราจะตายจากคนที่รักไปวันไหนก็ไม่รู้ จะดีแค่ไหนถ้าเราใช้ชีวิตทุกวินาทีด้วยความซาบซึ้ง หรือมองเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปและไม่มีวันหวนกลับคืนตลอดกาล

แนวคิดของเทพกับความเป็นความตายของมนุษย์ ยังถูกนำมาตีความผ่านหนังอีกหลายเรื่องหลังจากนั้นอย่าง Constantine (Francis Lawrence, 2005) ที่ตัวละครเอกผู้ถูกสาปให้กลายเป็นคนกึ่งเทพกึ่งปีศาจจากบาปที่เขาฆ่าตัวตาย และต้องไถ่บาปนั้นด้วยสร้างความสมดุลให้กับความดีชั่วบนโลกมนุษย์ Constantine เป็นหนังอีกเรื่องที่ท้าทายแนวคิดว่า ไม่ว่าสวรรค์หรือนรกจะรอเราอยู่ ต่างก็คือ ‘สิทธิ์’ ของมนุษย์ที่จะเลือกและกำหนดเส้นทางได้ทั้งนั้น เพราะแท้จริงแล้วเราทุกคนมีปลายทางเป็นของตัวเองจากการกระทำตอนที่มีชีวิตอยู่ โดยที่แม้แต่พระเจ้า เทพ หรือเทวดาหน้าไหนก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎแห่งความจริงข้อนี้ได้

การมีอยู่ของ Angel ‘เทพ’ หรือ ‘เทวดา’ ในรูปแบบต่างๆ ที่สะท้อนผ่านหนังไอคอนิกจากแต่ละยุคเหล่านี้ จึงไม่เพียงเป็นเหมือนคอมฟอร์ตโซนที่ช่วยให้มนุษย์รู้สึกปลอดภัยกับความไม่แน่นอนของปัจจุบันและอนาคต มันยังช่วยปลอบประโลมให้มนุษย์ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวทั้งขณะมีชีวิตอยู่บนโลก และยามเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตายที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้นั่นเอง

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...