โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

3 ผู้ศึกษาความเหลื่อมล้ำของความมั่งคั่งระหว่างประเทศ คว้าโนเบลเศรษฐศาสตร์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ต.ค. 2567 เวลา 03.35 น. • เผยแพร่ 14 ต.ค. 2567 เวลา 14.08 น.
การประกาศลรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ปี 2024 ที่ราชบัณฑิตยสภาด้านวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดน ทกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน วันที่ 14 ตุลาคม 2024 (ภาพโดย TT News Agency/ Christine Olsson via REUTERS)

3 นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันคว้ารางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ จากผลงานการศึกษาวิจัยเรื่องความสำคัญของสถาบันทางสังคมต่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ ซึ่งอธิบายว่าเหตุใดสังคมที่มีหลักนิติธรรมที่แย่และสถาบันทางสังคมที่เอาเปรียบประชาชนจึงไม่สามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ เป็นการอธิบายสาเหตุรากเหง้าของความไม่เท่าเทียมของความมั่งคั่งระหว่างประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

วันที่ 14 ตุลาคม 2024 ซีเอ็นบีซี (CNBC) รายงานการประกาศผลรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2024 ว่า ดารอน อะเซโมกลู (Daron Acemoglu) ไซมอน จอห์นสัน (Simon Johnson) และเจมส์ โรบินสัน (James Robinson) สามนักเศรษฐศาสตร์จากสหรัฐอเมริกาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2024 จากผลงานการศึกษาวิจัยเรื่องความสำคัญของสถาบันทางสังคมต่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ ซึ่งช่วยอธิบายเกี่ยวกับสาเหตุรากเหง้าของความไม่เท่าเทียมกันของความมั่งคั่งระหว่างประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

คณะกรรมการรางวัลโนเบลกล่าวว่า การศึกษาวิจัยของนักวิชาการทั้งสามคนช่วยแสดงให้เห็นว่า เหตุใดสังคมที่มี “หลักนิติธรรมที่ย่ำแย่และสถาบันที่เอารัดเอาเปรียบประชากรจึงไม่สามารถสร้างการเติบโต [ทางเศรษฐกิจ] หรือเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้” ซึ่งแสดงให้เห็นถึง “ความสำคัญของสถาบันทางสังคมที่มีต่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ”

ทั้งนี้ อะเซโมกลู และจอห์นสัน เป็นศาสตราจารย์ที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ขณะที่โรบินสัน เป็นผู้อำนวยการสถาบันเพียร์สันเพื่อการศึกษาและแก้ปัญหาความขัดแย้งระดับโลก (Pearson Institute for the Study and Resolution of Global Conflicts) แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก ซึ่งเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจของภูมิภาคแอฟริกาใต้ ทะเลทรายซาฮารา และภูมิภาคละตินอเมริกา

ดารอน อะเซโมกลู และไซมอน จอห์นสัน ร่วมเขียนหนังสือยอดนิยมที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2012 เรื่อง “Why Nations Fail: The Origins of Power, Prosperity, and Poverty” ซึ่งสำรวจถึงรากเหง้าของความไม่เท่าเทียม และอธิบายว่าเหตุใดบางประเทศจึงประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่งคั่งและอิทธิพล

คณะกรรมการโนเบลระบุในแถลงการณ์ว่า ในปัจจุบันประเทศที่ร่ำรวยที่สุด 20% แรกของโลก มีความมั่งคั่งมากกว่าประเทศที่ยากจนที่สุด 20% แรกของโลกประมาณ 30 เท่า โดยประเทศที่ร่ำรวยที่สุดมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ประเทศที่ยากจนที่สุดก็ไม่สามารถจะเพิ่มความมั่งคั่งเพื่อขยับช่องว่างนี้ให้แคบลงได้

นอกจากนั้น คณะกรรมการกล่าวว่า ผู้ได้รับรางวัลช่วยอธิบายว่า ระบบการเมืองและเศรษฐกิจที่ประเทศเจ้าอาณานิคมนำมาใช้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา มีส่วนสำคัญอย่างไรในการสร้างความไม่เท่าเทียมนี้ และทำให้ประเทศที่เคยร่ำรวยที่สุดในช่วงเวลาของการล่าอาณานิคม กลับกลายเป็นกลุ่มที่ยากจนที่สุดในปัจจุบัน

จาค็อบ สเวนส์สัน (Jakob Svensson) ผู้อำนวยการและศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ สถาบันเพื่อการศึกษาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ (Institute for International Economic Studies) มหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม กล่าวว่า นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ทั้งสามเป็นผู้บุกเบิกแนวทางใหม่ ๆ ทั้งเชิงประจักษ์และเชิงทฤษฎี ซึ่งช่วยเพิ่มความเข้าใจอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมกันทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ

สเวนส์สันกล่าวอีกว่า คำถามที่ว่าทำไมช่องว่างระหว่างประเทศที่ยากจนและร่ำรวยจึงยังคงมีอยู่ นั้นไม่ใช่คำถามใหม่ แต่ยังคงเป็นคำถามที่จำเป็นต้องหาคำตอบอย่างเร่งด่วนที่สุดในบรรดาคำถามต่าง ๆ ของสาขาสังคมศาสตร์

ทั้งนี้ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเรียกอย่างเป็นทางการว่า “รางวัลธนาคารกลางสวีเดนในสาขาเศรษฐศาสตร์เพื่อรำลึกถึงอัลเฟรด โนเบล” (Sveriges Riksbank Prize in Economic Sciences in Memory of Alfred Nobel) จะได้รับเงินรางวัล 11 ล้านโครนสวีเดน (ประมาณ 35.10 ล้านบาท) จากธนาคารกลางสวีเดน โดยเงินรางวัลจะถูกแบ่งให้ผู้ได้รับรางวัลอย่างเท่า ๆ กัน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 3 ผู้ศึกษาความเหลื่อมล้ำของความมั่งคั่งระหว่างประเทศ คว้าโนเบลเศรษฐศาสตร์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...