SSP ปิดดีลขายโซลาร์ฟาร์มญี่ปุ่นพันล้าน เสริมแกร่งทุนลุย Renewable 420 เมกะวัตต์
บุ๊กกำไรพิเศษโครงการยามากะเข้าไตรมาส 2/69 สร้างกระแสเงินสดหมุนเวียนและลดภาระดอกเบี้ย บอร์ดเคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.12 บาทต่อหุ้น รวมรอบปี 68 รับทรัพย์รวม 0.325 บาทต่อหุ้น กางแผน COD โรงไฟฟ้าขยะ-โซลาร์ฟาร์ม-วินด์ฟาร์ม ต่อเนื่องถึงปี 2573 มุ่งขยายพอร์ตทั้งในและต่างประเทศ
21 เมษายน 2569 - บมจ.เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (SSP) รุกปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุนพลังงานหมุนเวียน ล่าสุดประกาศความสำเร็จในการจำหน่ายโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ "ยามากะ" ในประเทศญี่ปุ่น ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 34.5 เมกะวัตต์ คิดเป็นมูลค่ารายการประมาณ 1,001 ล้านบาท โดยคาดว่าธุรกรรมจะเสร็จสิ้นและสามารถรับรู้รายได้รวมถึงกำไรพิเศษเข้ามาในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2569
นายชยุตม์ หลีหเจริญกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานบัญชีและการเงิน SSP เปิดเผยว่า การจำหน่ายสินทรัพย์ในครั้งนี้เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งทางกระแสเงินสด ทำให้บริษัทมีเงินทุนหมุนเวียนที่เพียงพอสำหรับการขยายการลงทุนในโครงการใหม่ๆ ตามโรดแมปที่วางไว้ อีกทั้งยังช่วยลดสัดส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย และเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินโดยรวมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว
เดินหน้าแผนลงทุนพลังงานหมุนเวียน 420 เมกะวัตต์
ภายหลังจากการขายโครงการยามากะ SSP ยังคงมีสินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในมือที่แข็งแกร่ง โดยแบ่งเป็นโครงการโซลาร์ฟาร์มในญี่ปุ่นที่ยังดำเนินการอยู่ 3 โครงการ กำลังการผลิตรวม 56.0 เมกะวัตต์ (สัญญา PPA 36 Yen/kWh) เมื่อรวมกับโครงการในไทย เวียดนาม มองโกเลีย และอินโดนีเซีย ส่งผลให้บริษัทมีกำลังการผลิตติดตั้งรวมปัจจุบันอยู่ที่ 332.8 เมกะวัตต์
สำหรับแผนการเติบโตในอนาคต บริษัทเตรียมทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการใหม่ต่อเนื่อง ดังนี้:
- ไตรมาส 4/2569 : ตั้งเป้า COD โรงไฟฟ้าขยะชุมชน 2 โครงการ ขนาด 19.8 เมกะวัตต์
- ระยะต่อเนื่อง : เตรียม COD โซลาร์ฟาร์มในประเทศไทยอีก 3 โครงการ รวม 108.6 เมกะวัตต์
- ปี 2570 : วางกำหนด COD โครงการวินด์ฟาร์ม “บาโก” ในฟิลิปปินส์ ขนาด 150 เมกะวัตต์
- ปี 2573 : เตรียมส่งมอบโครงการอื่นๆ อีกกว่า 146.2 เมกะวัตต์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตพลังงานหมุนเวียนรวมในอนาคต
"การเข้าทำรายการดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน ทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนที่เพียงพอสำหรับการต่อยอดและพัฒนาโครงการใหม่ ๆ สอดรับกับแผนการขยายธุรกิจของบริษัทฯ พร้อมทั้งทำให้หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยลดลง"- ชยุตม์ หลีหเจริญกุล
นอกเหนือจากการขยายการลงทุน SSP ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินท่ามกลางวิกฤตพลังงานและภาวะสงครามที่กระทบต้นทุนการผลิต โดยปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) อยู่ที่ราว 4,000 ล้านบาท พร้อมมุ่งเน้นการบริหารจัดการที่คำนึงถึงความยั่งยืน (ESG) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
ในด้านการตอบแทนผู้ถือหุ้น คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.12 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 22 เมษายน 2569 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเมื่อรวมกับมติการเสนอจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 อีก 0.205 บาทต่อหุ้น จะทำให้ผู้ถือหุ้นได้รับเงินปันผลรวมสำหรับรอบปีประกอบการ 2568 ทั้งสิ้น 0.325 บาทต่อหุ้น
"บริษัทฯ ยังมองหาโอกาสขยายการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน ทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างความพร้อมทั้งด้านแหล่งเงินทุน ตลอดจนการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน" - ฝ่ายบริหาร SSP