ร้านอาหารจีนสุดล้ำ ใช้ “เอไอ” สแกนใบหน้า-ลิ้นลูกค้า วิเคราะห์สุขภาพก่อนจัดเมนูที่ใช่
วันนี้ (15 เม.ย.) สำนักข่าวในจีนรายงานกระแสการนำ “หุ่นยนต์พ่อครัว” มาให้บริการในร้านอาหารหลายแห่งทางภาคตะวันออกของจีน โดยหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้สามารถปรุงอาหารมากกว่า 100 เมนู และช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างดี
กระแสดังกล่าวกลายเป็นหัวข้อที่ชาวเน็ตจีนให้ความสนใจและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในเมืองหางโจวที่มีร้านอาหารลักษณะนี้เปิดให้บริการมาแล้วหลายเดือน หนึ่งในนั้นคือร้าน "24 Jieqi Robot Restaurant" ในเขตซีหู ที่ใช้หุ่นยนต์ 8 ตัวดูแลลูกค้าตั้งแต่การรับออเดอร์ เสิร์ฟอาการ ทำความสะอาด ไปจนถึงการปรุงอาหาร ซึ่งช่วยลดภาระงานของพนักงานในครัวไปได้ถึง 60%
จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้อยู่ที่ขั้นตอนก่อนสั่งอาหาร โดยหุ่นยนต์จะทำการ "วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าด้วยเอไอ” ผ่านการสแกนใบหน้าและลิ้นของลูกค้า จากนั้นลูกค้าจะต้องตอบแบบสอบถามง่ายๆ เพื่อประมวลผลสภาพร่างกาย อารมณ์ และระบบย่อยอาหาร
เมื่อเรียบร้อยแล้ว หุ่นยนต์จะแนะนำเมนูอาหารสุขภาพที่เหมาะสมกับฤดูกาลและสุขภาพของบุคคลนั้นๆ โดยเมนูที่หุ่นยนต์สามารถทำได้นั้นมีตั้งแต่ "ไก่สามถ้วย” ซึ่งเป็นเมนูยอดนิยม ไปจนถึงเมนูประจำท้องถิ่นอย่างก๋วยเตี๋ยวสไตล์หางโจว
วิศวกรผู้พัฒนาเผยว่าหุ่นยนต์เหล่านี้ได้รับการป้อนข้อมูลการใช้ไฟในการปรุงอาหารและทักษะการสะบัดกระทะจากเชฟมือโปรเพื่อให้ได้รสชาติที่เป็นมาตรฐาน
ด้านเชฟในโรงอาหารชุมชนแห่งหนึ่งระบุว่า หุ่นยนต์ช่วยให้เขาประหยัดแรงไปได้กว่าครึ่ง ทำให้มีเวลาไปโฟกัสกับการตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบและคิดค้นเมนูใหม่ๆ ขณะที่ลูกค้ากลุ่มผู้สูงอายุต่างพึงพอใจในรสชาติที่สม่ำเสมอ ไม่เค็มหรือมันจนเกินไป ซ้ำราคาอาหารยังถูกลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉลี่ยลดลงจากมื้อละ 18-20 หยวน เหลือเพียง 15-18 หยวน (ประมาณ 75-90 บาท)
อย่างไรก็ตาม แม้เทคโนโลยีนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่าย แต่ชาวเน็ตบางส่วนกลับแสดงความกังวล โดยมองว่าเทคโนโลยีขั้นสูงกำลังเข้ามาแย่งงานกลุ่มแรงงานระดับรากหญ้า และตั้งคำถามถึงอนาคตของมนุษย์ที่อาจไม่มีบทบาทใดๆ เหลืออยู่ หากหุ่นยนต์สามารถทำแทนได้ทุกอย่าง ทั้งนี้ รายงานจากปี 2026 คาดการณ์ว่าตลาดหุ่นยนต์ปรุงอาหารในจีนจะมีมูลค่าพุ่งสูงถึง 12,500 ล้านหยวน (ราว 58,750 ล้านบาท) ภายในปีค.ศ. 2030 โดยปัจจุบัน มักใช้หุ่นยนต์ปรุงอาหารในกลุ่มอาหารจานด่วนและอาหารประเภทผัดเป็นหลัก
ที่มา : scmp.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES