โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

KKP แนะเลิก อุ้มดีเซลเหมารวม เปลี่ยนช่วยเฉพาะกลุ่ม

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 มี.ค. เวลา 12.23 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. เวลา 05.23 น.

KKP แนะรัฐเลิกอุ้มดีเซลเหมารวมลิตรละ 18 บาท ชี้ฝืนราคาตามต้นทุนจริงทำคนไม่ประหยัด สร้างหนี้กองทุนน้ำมัน หวั่นดันเงินเฟ้อพุ่งทำไทยเสี่ยงเจอ Stagflation และ GDP โตต่ำ

17 มี.ค. 69 ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร หรือ ( KKP) เปิดเผยว่า แนวทางการจัดการราคาน้ำมันของภาครัฐที่ใช้วิธีอุดหนุนราคาท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางนั้น มองว่าควรปล่อยให้ราคาปรับตัวตามกลไกตลาดมากขึ้นควบคู่ไปกับการปรับรูปแบบการช่วยเหลือแบบเจาะจงมากกว่าเหมารวม

“ การตรึงราคาไว้ที่ระดับต่ำเกินไป เช่น การแคปดีเซลไว้ที่ 30 บาท ในขณะที่ราคาจริงอาจจะสูงถึง 48 บาทจะทำให้ประชาชนไม่ได้รับสัญญาณราคาที่แท้จริงส่งผลให้ไม่มีแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน แนวทางที่เหมาะสมกว่าคือ การทยอยปรับราคาให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้ผู้บริโภคเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ”

ขณะที่ ปัญหาของการอุดหนุนแบบเหมารวม หรือ การช่วยอุ้มราคาน้ำมันให้กับทุกคน อาจสร้างความบิดเบือนและภาระทางการคลังที่สูงมาก เพราะมองว่า การอุดหนุนราคาแบบเหมารวมแบบนี้แม้แต่คนขับรถหรู ก็ยังได้รับเงินอุดหนุนลิตรละ 18 บาทเท่ากับคนอื่นๆไปด้วย ซึ่งคิดเป็นภาระค่อนข้างสูง เฉพาะน้ำมันดีเซลต้องใช้เงินอุดหนุนสูงถึงกว่า 1,000 ล้านบาทต่อวัน โดยในช่วงปี 2022 - 2023 ภาระของกองทุนน้ำมันเคยขึ้นไปสูงสุดถึง 130,000 ล้านบาท เนื่องจากราคาพลังงานในตลาดโลกสูงกว่าราคาขายปลีกในประเทศมาก

“ แทนที่ภาครัฐจะตรึงราคาไว้สำหรับทุกคน ควรพิจารณาเปลี่ยนไปเป็นการอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม เช่น ช่วยกลุ่มที่เปราะบางหรือผู้ที่มีรายได้น้อยซึ่งได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างรุนแรง วิธีนี้จะช่วยลดภาระหนี้สาธารณะและกองทุนน้ำมันที่ปัจจุบันแบกภาระหนักจนอาจจะแตะระดับแสนล้านบาทได้ ทั้งที่เพิ่งจะมีสถานะกลับมาเป็นบวกได้เมื่อไม่นาน ”

นอกจากนี้ ภาครัฐควรมีมาตรการส่งเสริมเรื่องพลังงานในระยะยาว เพราะไทยเป็นประเทศพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูงมากที่สุดในภูมิภาค มากกว่า 6% ของจีดีพี และมีผลกระทบมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ดังนั้นภาครัฐควรส่งเสริมให้เกิดการลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เช่น การให้แรงจูงใจติดตั้ง Solar Rooftop หรือการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้ภาคประชาชนสามารถปรับตัวได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ดีน้ำมันมีน้ำหนักในตะกร้าเงินเฟ้อ (CPI) ค่อนข้างสูง ประมาณ 10-15% หากราคาน้ำมันปรับขึ้น 10% จะกระทบต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะคนไทยมีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านพลังงานสูงถึง 12% ของการใช้จ่ายทั้งหมด เมื่อราคาน้ำมันขึ้น คนจะต้องตัดงบประมาณส่วนอื่นลง ส่งผลให้การบริโภคในประเทศชะลอตัว และมีความเสี่ยง Stagflation หากเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นจากการปล่อยราคาน้ำมัน จะทำให้การดำเนินนโยบายการเงินและการคลังทำได้ยากขึ้น

“ KKP ประเมินว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีน่าจะอยู่ที่ประมาณ 2% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย เนื่องจากเริ่มต้นจากฐานที่ต่ำและองค์ประกอบอื่นของเงินเฟ้อในปัจจุบันยังติดลบอยู่ แต่เงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะกลายเป็นข้อจำกัดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น”

นายลัทธกิตติ์ ลาภอุดมการ นักเศรษฐศาสตร์ KKP Research โดย กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยลบสำคัญที่ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจะปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่ส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง โดยเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ราคาตั๋วเครื่องบินจะปรับตัวสูงขึ้นตามอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความต้องการเดินทางท่องเที่ยวที่ลดลง

ขณะที่บรรยากาศการท่องเที่ยวและสถานการณ์ขัดแย้ง โดยความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปที่อาจตัดสินใจเดินทางมาไทยลดลงเมื่อการท่องเที่ยวชะลอตัวลงจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังภาคบริการอื่นๆ ที่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น ธุรกิจค้าปลีก (Retail) และบริการด้านอาหาร (Food Service) หรือร้านอาหารต่างๆ

“จำนวนเที่ยวบินจากยุโรปและตะวันออกกลางมีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันสูง โดยหากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 1% จำนวนเที่ยวบินอาจลดลงในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันคือเกือบ 1%”

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันผลกระทบต่อกลุ่มยุโรปอาจยังไม่ชัดเจนมากนักเนื่องจากเป็นช่วง Low Season ของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ คาดการณ์ว่าหากกระทบ 20% จะคิดเป็นจำนวนคนประมาณ 200,000 คน อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันค้างตัวสูงเป็นเวลานานจนเข้าสู่ช่วง High Season ผลกระทบจะรุนแรงกว่าที่เป็นอยู่มาก

แม้จะมีแรงกดดันจากราคาน้ำมัน แต่ภาคการท่องเที่ยวไทยยังมีโมเมนตัมที่ดีจากการที่นักท่องเที่ยวจีนกลับมาไทยมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่น ทำให้เที่ยวบินจากจีนเปลี่ยนทิศทางจากเดิมที่ไปญี่ปุ่นมายังไทยแทน ภาพรวมทั้งปีมีการคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวไว้ที่ประมาณ 35 ล้านคน

KKP ได้ประเมิน 3 สถานการณ์ที่เป็นไปได้สำหรับเศรษฐกิจไทย โดยแบ่งตามระยะเวลาและความรุนแรงของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ดังนี้

  • จบเร็ว ภาวะการขาดแคลนน้ำมันเป็นปัญหาระยะสั้น และช่องแคบฮอร์มุซสามารถกลับมาเปิดได้ในระยะเวลาไม่นานนัก ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และปรับลดลงกลับสู่ภาวะปกติได้ในเวลา 1-2 เดือน
  • ยืดเยื้อ สถานการณ์ยืดเยื้อมากขึ้น การขาดแคลนน้ำมันกินระยะเวลายาวนานขึ้น เศรษฐกิจไทยจะเริ่มได้รับผลกระทบคือระดับราคาน้ำมันเฉลี่ยค้างอยู่ในช่วง 85–90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นระยะเวลานานขึ้น (4-6 เดือน) คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้เพียง 1.4%
  • รุนแรง ในกรณีเลวร้าย หากสถานการณ์ลุกลามกลายเป็นสงครามภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น และมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตน้ำมัน ที่ทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ในระยะสั้น ทำให้ตลาดน้ำมันอยู่ในภาวะขาดแคลนเป็นเวลานาน ราคาอาจค้างสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเวลานาน เศรษฐกิจไทยอาจโตต่ำกว่า 0.7% และมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession)

(เพิ่มเติม…)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...