โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

แปลงเกษตรสู่ฐานชีวภาพ

ไทยโพสต์

อัพเดต 23 มี.ค. เวลา 19.45 น. • เผยแพร่ 23 มี.ค. เวลา 17.01 น.

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหารและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิภูมิอากาศ “เกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” กำลังถูกเขย่าด้วยกระแสเทคโนโลยีดิสรัปชัน ประเทศไทยในฐานะอู่ข้าวอู่น้ำของโลกจึงไม่อาจหยุดนิ่งอยู่กับเพียงการส่งออกวัตถุดิบขั้นต้น แต่กำลังเร่งสปีดสู่การเป็น“อุตสาหกรรมฐานชีวภาพ”(Bio-based Industry) ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาล

ปัจจุบันอุตสาหกรรมเกษตรไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในไร่นา แต่กำลังขยายตัวเข้าสู่ภาคส่วน High-Value ผ่านแนวโน้มสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

  • 1. Precision Agriculture & AI:การใช้ปัญญาประดิษฐ์ควบคุมคุณภาพผลิตผลให้ได้มาตรฐานระดับโมเลกุล เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอาง 2.Wellness Economy: ผู้บริโภคทั่วโลกมองหาอาหารที่เป็นยา (Functional Food) ทำให้พืชสมุนไพรและเห็ดที่มีสารออกฤทธิ์สูงกลายเป็น “ทองคำสีเขียว” ชนิดใหม่

และ 3. Net Zero Roadmap: คู่ค้าทั่วโลกเริ่มใช้มาตรการกำแพงภาษีคาร์บอน อุตสาหกรรมเกษตรจึงต้องปรับตัวสู่ Green Industry ที่มีการกักเก็บคาร์บอนและหมุนเวียนทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ด้วยบริบทนี้เอง จึงนำมาสู่ความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมในการเปิดตัวโครงการ Smart Agriculture Industry (SAI)

เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มี.ค.2569 ณ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ได้มีพิธี Ground Breaking โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Agriculture Industry (SAI) โดยมี นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)และ นายปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และผู้บริหารจากภาคส่วนต่างๆ

โครงการ SAI คือโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่จับต้องได้จริง มุ่งเน้นการเป็น Open Innovation เพื่อยกระดับห่วงโซ่อุปทานเกษตรไทยด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ลดการพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องสำอางและอาหารเสริม

โครงการนี้มีแผนการดำเนินงานยาว 10 ปี บนพื้นที่ 12 ไร่ 87 ตารางวา ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นทั้ง Incubation Center: ศูนย์บ่มเพาะนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการ และ Sandbox: พื้นที่ทดสอบนวัตกรรมเสมือนจริงที่ใช้เทคโนโลยี MiT (Made in Thailand) ทั้งหมด รวมถึง Modularized Design: โรงเรือนที่ออกแบบมาให้ยืดหยุ่นและขยายผลได้รวดเร็วในเชิงพาณิชย์

โดยจะนำร่องใน 8 กลุ่มอุตสาหกรรม อาทิ พลาสติกชีวภาพ, เชื้อเพลิงชีวภาพ, ชีวเภสัชกรรม และอาหารแห่งอนาคต โดยเลือก “เห็ด” เป็นพืชนำร่องตัวแรก เนื่องจากมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพมูลค่าสูงและสามารถใช้ AI พัฒนา Crop Model เพื่อควบคุมคุณภาพแบบ Real-time ได้

นายเกรียงไกรย้ำว่า โครงการนี้จะตอบโจทย์ตั้งแต่เกษตรกรต้นน้ำที่ผลิตวัตถุดิบมาตรฐาน ไปจนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำที่เข้าถึงวัตถุดิบคุณภาพสูงในประเทศ ช่วยขับเคลื่อนไทยสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero

ด้านนายปิยะมิตร กล่าวว่า มหาวิทยาลัยพร้อมสนับสนุนด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยระดับโลก โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life Sciences) และการทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพ เพื่อให้การรับรองมาตรฐานสุขภาพ (Health Claims) เพิ่มความเชื่อมั่นในระดับสากล

และนายยศชนันเน้นย้ำถึงการ “ขยับประเทศ” สู่ Wellness Economy และความมั่นคงทางโภชนาการ พร้อมประกาศความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายผ่าน Regulatory Sandbox และการผลักดันงบประมาณวิจัยที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (GI) ให้สมุนไพรไทยมีอำนาจต่อรองในเวทีโลก รวมถึงการสร้างเส้นทางอาชีพที่มั่นคงให้นักวิทยาศาสตร์ไทยในฐานะ Product Owner

โครงการSAI ไม่ใช่เพียงแค่การปลูกพืช แต่คือการสร้าง “ระบบนิเวศนวัตกรรม” ที่จะเปลี่ยนความหลากหลายทางชีวภาพของไทยให้กลายเป็นขีดความสามารถทางการแข่งขันที่ยั่งยืน นับเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมเกษตรไทยสู่Next-Gen Industries อย่างเต็มภาคภูมิ.

ณัฐวัฒน์ หาญกล้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...